ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ 10 ม.ค. 2565 - 14 ม.ค. 2565

ข่าวในประเทศ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. ปักหมุดหนุนอุตฯ ไทยรับศก. (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 10 มกราคม 2565)

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปี 2565 กระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายยกระดับพัฒนาภาคอุตสาหกรรมทุกกระบวนการผลิต เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยจะนำเสนอนโยบายสำคัญต่อคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทย เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งปัจจุบันและอนาคต สำหรับแนวทางดำเนินการ เช่น การกำหนดสาระสำคัญของกระบวนการผลิตในเขตประกอบการเสรีเพื่อให้รับกับมาตรการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ที่จะเอื้อให้เกิดการลงทุนภายในประเทศ, การจัดเตรียมสินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ อัตราดอกเบี้ยต่ำ 2% ต่อปี เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ รวมถึงพัฒนาแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม 4.0 โดยทำหน้าที่เป็นวันสต็อปเซอร์วิส, การจัดพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อขจัดอุปสรรคการลงทุน และสนับสนุนให้เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมชีวภาพ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพ คาดแล้วเสร็จเดือนเมษายน 2565 เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม ผ่านมาตรการส่งเสริมการผลิตและใช้ประโยชน์พลังงานหมุนเวียนจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย นอกจากนี้ จะเร่งพัฒนาพืชเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ปาล์ม แป้งมันสำปะหลัง เพื่อสร้างรายได้เพิ่มแก่ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม, เร่งสร้างนักรบอุตสาหกรรมอาหาร                     พันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่องพร้อมผลักดันการพัฒนาอาหารอนาคต โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบแนวทางพัฒนาปัจจัยพื้นฐานให้เอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเป้าหมายใหม่ รวมถึงให้เกิดการลงทุนเชิงพาณิชย์ และขับเคลื่อนแฟล็กชิพ ในปีงบประมาณ 2566

อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมที่จะนำเสนอแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระยะที่ 1 (ปี 2563-2570) ต่อ กอช. เพื่อพิจารณาในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 ก่อนนำเสนอต่อครม. ต่อไป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากปี 2564 ที่กระทรวงฯ ได้ดำเนินการโดยเฉพาะการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มุ่งเน้นใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

 

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

2. กกร. จี้รัฐเสริมกำลังซื้อคนไทย (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 12 มกราคม 2565)

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย   ในวันที่ 12 มกราคม 2565 นี้ จะหารือภาพรวมผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจปี 2565 การส่งออก และอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งมีโอกาสเปลี่ยนแปลงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งคงจะต้องมาดูแต่ละส่วนว่ามีผลกระทบมากน้อยเพียงใด โดยยอมรับว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้คาดคิดว่าโอมิครอนจะระบาดรวดเร็วเช่นนี้ ดังนั้นตัวเลขต่างๆ ทางเศรษฐกิจที่เคยประมาณการไว้คงจะต้องปรับให้สอดรับกับข้อเท็จจริงส่วนจะลดลงหรือไม่อย่างไร คงต้องรอการประเมินในที่ประชุมอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง กกร. เมื่อเดือนธันวาคม 2564 ได้คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีปี 2565 จะโต 3-4.5% ส่งออก 3-5% อัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.2-2% ทั้งนี้ ยอมรับว่าภาคเอกชนมีความกังวลโอมิครอนที่ระบาดค่อนข้างเร็วแม้จะไม่ทำให้เสียชีวิตจำนวนมากก็ตาม เพราะ   จะส่งผลต่อการท่องเที่ยวไทยให้ชะลอตัวอย่างชัดเจนที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันการจัดงานต่างๆ อาจต้องเลื่อน เช่น งานเอฟทีไอ เอ็กซ์โป ที่ ส.อ.ท. จะจัดขึ้น 2-6 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ ก็คงต้องเลื่อนออกไปก่อนเพราะคนกังวลในการเดินทางไปร่วม ดังนั้นผลกระทบเห็นชัดเจนในไตรมาสแรกแต่จะยาวไปถึงไหนคงต้องรอการประเมินการแพร่ระบาดที่ชัดเจนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม สำหรับค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้นจากราคาสินค้าที่แพง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่สะท้อนไปยังค่าขนส่ง และวัตถุดิบ ที่จะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อ และการเติบโตเศรษฐกิจ รัฐบาลจำเป็นต้องหามาตรการมาเสริมในการช่วยเหลือประชาชนในด้านกำลังซื้อ ประกอบกับหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นรัฐจึงยังจำเป็นต้องอัดมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้กับประชาชนและการช่วยเหลือค่าครองชีพและการดูแลปัญหาเอสเอ็มอีมากขึ้น ส่วนผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนธันวาคม 2564 อยู่ในระดับ 86.8 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 85.4 จากเดือนพฤศจิกายน 2564 และปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน สะท้อนความเชื่อมั่นที่รัฐได้เดินหน้าเปิดประเทศ และผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 แต่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงจากการเริ่มเข้ามาของโอมิครอน ผู้ประกอบการจึงได้เสนอแนะการยกระดับป้องกันโอมิครอน

 

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

 

 

3. ชงครม. มาตรการอุ้มรถอีวี (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 14 มกราคม 2565)

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ช่วงต้นปี 2565 จะเสนอมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ล่าสุดได้หารือกับนายฮากิอูดะ โคอิจิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (เมติ) โดยญี่ปุ่นให้ความมั่นใจว่าไทยยังเป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่สำคัญและพร้อมสนับสนุนด้านการลงทุนต่อเนื่องหลังจากการระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง ทั้งอุตสาหกรรมเดิมที่ญี่ปุ่นมีฐานการผลิตในไทยอยู่แล้ว อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เตรียมขับเคลื่อนไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง รวมไปถึงอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับบีซีจีด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงทุนจริงของกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นจะทยอยเกิดขึ้นแน่นอนในช่วงต่อจากนี้ไป พร้อมร่วมมือทำในเรื่องใหม่ๆ เน้นอุตสาหกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะทุกคนเข้าใจถึงในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ซึ่งอุตสาหกรรมจะต้องหันมาให้ความสำคัญ

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ธนาคารโลก เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัว มีความไม่เท่าเทียมกันเพิ่มมากขึ้น (ที่มา: ศูนย์ข่าวแปซิฟิค, ประจำวันที่ 12 มกราคม 2565)

ธนาคารโลก เปิดเผยว่า โควิดโอไมครอนกำลังส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีการชะลอตัวอย่างเด่นชัด และอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 3 เท่า รัฐบาลหลายประเทศมีหนี้อยู่ในระดับสูง และความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยคุกคามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่และกำลังพัฒนา และยังมีปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ยืดเยื้อ โดยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกล่าสุด (Global Economic Prospects) ระบุว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกลดลงจากร้อยละ 5.5 ในปี 2564 เป็นร้อยละ 4.1 ในปี 2565 ซึ่งเป็นมุมมอง 'ในแง่ร้าย' มากกว่ารายงานที่มีการเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2564 ที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตร้อยละ 4.3 ในปี 2565 นี้

 

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนาย เดวิด มัลพาส ประธานธนาคารโลก เตือนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโควิดกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ภาวะเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินการคลังในสภาวการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ตลอดช่วงการระบาดใหญ่ ธนาคารได้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับระดับความไม่เท่าเทียมกันที่เพิ่มขึ้นทั้งภายในและระหว่างประเทศ โดยในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รัฐบาลหลายแห่งขาดอำนาจการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการเติบโต ในขณะเดียวกันราคาสินทรัพย์อย่างหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้คนรวยยิ่งร่ำรวยมากขึ้น แต่ปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ โดยความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นปัญหาที่น่ากังวล เพราะจะนำไปสู่ความไม่พึงพอใจในสังคมในประเทศกำลังพัฒนา

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ADDRESS

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม 75/6 ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

CALL US NOW
800-123-4567
FOLLOW US