ข่าวในประเทศ
นายศุภกิจ บุญศิริ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
1. สศอ. ผลักดันอุตฯ การแพทย์ เพิ่มดีกรีการแข่งขันลดการนำเข้า (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568)
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ. ยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศไทย ผ่านการสนับสนุนการพัฒนาห้องปฏิบัติการวัดและสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลชั้นนำของภูมิภาค โดยเน้นเป้าหมายสำคัญ คือ การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ในการควบคุมคุณภาพเครื่องมือแพทย์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้ จากความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่าง สศอ. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล และโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโรงพยาบาลในภูมิภาคที่สามารถพัฒนาห้องปฏิบัติการสอบเทียบที่ทดสอบเครื่อง CPAP/BiPAP ได้ตามมาตรฐาน ISO 80601-2-70 นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสำเร็จในการสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ภายในประเทศ และเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้ นอกจากนี้ สศอ. ได้ขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ซึ่งมี "อุตสาหกรรมและบริการการแพทย์ครบวงจร" หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญเพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคการผลิตไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะช่วงที่ประชาชนเผชิญปัญหาสุขภาพจากโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นส่งผลให้ความต้องการใช้เครื่องช่วยหายใจประเภท CPAP/BiPAP สูงขึ้น สศอ. มองเห็นความสำคัญของการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาและควบคุมคุณภาพเครื่องมือแพทย์ชนิดนี้ในประเทศตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้เกิดระบบดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งภายใต้แผนงานบูรณาการดังกล่าว สศอ. ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ โรงพยาบาลในภูมิภาค หน่วยงานด้านการรับรองมาตรฐาน เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านเครื่องมือแพทย์และขับเคลื่อนการพัฒนาห้องปฏิบัติการที่มีขีดความสามารถครบวงจร
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2562 - 2567 ไทยนำเข้าเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์เพื่อสุขภาพทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ วัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ (Disposable) ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ (Durable) และน้ำยาและชุดวินิจฉัยโรค (Reagent and test kit) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.7 %ต่อปี และมีการส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย5% ต่อปี ซึ่งในปี 2567 มีมูลค่าการนำเข้า 97,000 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออก 130,000 ล้านบาท โดยครุภัณฑ์ทางการแพทย์ (Durable) และน้ำยาและชุดวินิจฉัยโรค (Reagent and test kit) มีสัดส่วนมูลค่านำเข้าสูงกว่ามูลค่าส่งออก สศอ. จึงมีเป้าหมายพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ลดการนำเข้าครุภัณฑ์ทางการแพทย์ และเพิ่มมูลค่าการผลิตภายในประเทศต่อไป
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
2. เปิด 4 เทรนด์อนาคตสิ่งทอ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568)
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตรนวัตกรรมสิ่งทอในรอบ 20 ปี พบทั่วโลกปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีขั้นสูง ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยดึงจุดแข็งของประเทศ ทั้งด้านทรัพยากรความหลากหลาย ฐานการผลิต และเครือข่ายการวิจัย มาสร้างนวัตกรรมสิ่งทอของไทยที่ตอบโจทย์ท้าทายใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมสิ่งทอ ของภูมิภาคอาเซียน สำหรับทิศทางนวัตกรรมสิ่งทอในปัจจุบันมุ่งไปใน 4 ด้าน ได้แก่ 1. สิ่งทอยั่งยืน ด้วยนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกร่วมขับเคลื่อนจึงสนับสนุนให้เทคโนโลยี อยู่ในช่วงเติบโตอย่างแท้จริงมีสิทธิบัตรมากกว่า 800 ฉบับต่อปี มีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 10-15% ปัจจุบันญี่ปุ่นถือเป็นผู้เล่นแถวหน้าในกลุ่มนี้ ตามด้วย จีน สหรัฐ 2. นาโนเทคโนโลยี ที่เข้ามาเปลี่ยนโลกสิ่งทอ ทำให้ผ้ามีคุณสมบัติพิเศษที่เทคนิคช่วยเพิ่มความแข็งแรง กันน้ำ ต้านแบคทีเรีย หรือแม้แต่ป้องกันรังสียูวีได้ โดยมีจีนครองแชมป์งานวิจัย รวมทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่น รวมผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 700 ฉบับต่อปี ขณะที่ 3.การผลิตอัตโนมัติ เป็นการนำหุ่นยนต์ เทคโนโลยีเอไอ เข้าสู่สายการผลิตสิ่งทอ เพื่อเปลี่ยนจากโรงงานดั้งเดิมไปสู่โรงงานอัจฉริยะ มีผู้ถือสิทธิบัตร 500 ฉบับต่อปี มีญี่ปุ่นและจีนเป็นผู้ครองตลาด และ 4. การพิมพ์สามมิติ หรือการผลิตเสื้อผ้าเฉพาะบุคคล แฟชั่น ไฮเอนด์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผลิตตามสรีระผู้ใช้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเติบโต มีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 300 ฉบับต่อปี
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย
3. หอการค้า-ส.อ.ท.เร่งรัฐหาตลาดใหม่ หวังลดพึ่งพาตลาดสหรัฐ (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568)
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ไทยต้องรับมือความท้าทายด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งการลดพึ่งพาตลาดสหรัฐไม่ใช่การลดบทบาทสหรัฐ แต่เป็นการเพิ่มฐานตลาดอื่นขึ้นมาให้มากพอจนโครงสร้างการส่งออกไทยสมดุลกว่าเดิมโดยต้องกระจายตลาดและกระจายเส้นทางโลจิสติกส์ไม่ผูกขาดเส้นทางเดินเรือหรือภูมิภาคใดมากเกินไป ทั้งนี้ ถ้าไทยต้องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐควรคิดเป็น “แพ็กคู่” คือ 1. กระจายตลาดไปกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพบริโภคระยะยาว 2. เร่งกรอบความร่วมมือทางการค้าที่ช่วยลดภาษีและอุปสรรคการค้า โดยกลุ่มประเทศที่ไทยควรเร่งเปิดตลาดมากขึ้นมองเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ 1. กลุ่มตะวันออกกลาง-อ่าวอาหรับ (GCC) เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ โอมาน บาห์เรน เพราะกำลังลงทุน Food Security จริงจังทั้งการนำเข้าอาหารระยะยาว และการถือหุ้นในห่วงโซ่การผลิตอาหารของต่างประเทศ สำหรับไทยมีจุดแข็ง คือ เป็นฐานผลิตอาหารฮาลาลและอาหารแปรรูปค่อนข้างครบวงจร โดยอนาคตอันใกล้ตลาด GCC ไม่ใช่ตลาดสำรอง แต่จะเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่ไทยควรให้ความสำคัญระดับใกล้เคียงสหรัฐและสหภาพยุโรป (EU) 2. กลุ่มเอเชียใต้ เช่น อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา ซึ่งมีประชากรมาก รายได้ต่อหัวและการบริโภคสินค้าอาหารแปรรูปเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้า ready-to-eat / ready-to-cook, วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร, ผลิตภัณฑ์จากธัญพืชและโปรตีนทางเลือก โดยเฉพาะอินเดียกำลังเติบโตทั้งเศรษฐกิจและบทบาททางการเมืองโลก ซึ่งการมีสถานะเป็น “คู่ค้าอาหารที่เชื่อถือได้” ในเอเชียใต้จะลดการพึ่งพาตลาดตะวันได้ระยะยาว 3. จีน อาเซียน และ CLMV โดยแม้จีนจะเริ่มชะลอตัวบางมิติแต่สำหรับสินค้าอาหารยังเป็นตลาดที่ไทยต้องเลือก Segment มากกว่าถอยออกมา เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพและผู้สูงวัย, functional food, future food ขณะเดียวกันอาเซียนและ CLMV มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยโลจิสติกส์ใกล้และการขยายฐานผู้บริโภคเมืองรองทำได้อีกมาก ซึ่งตลาดนี้อาจไม่ได้ทดแทนสหรัฐแบบ 1 ต่อ 1 แต่จะช่วยให้โครงสร้างตลาดส่งออกไทยไม่กระจุกตัว และ 4. แคนาดา แม้ไม่ใช่ตลาดใหญ่เท่าสหรัฐ แต่เป็นตลาด “เกรดพรีเมียม” ที่กำลังมองหาคู่ค้าระยะยาวทดแทนความเสี่ยงจากการผูกกับสหรัฐที่มีมาตรการภาษีตึงตัวขึ้นในช่วงหลัง ซึ่งกดดันให้ภาคธุรกิจแคนาดาต้องกระจายตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ยุโรป เอเชียและอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกถึง 60% ของ GDP ทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูงในสถานการณ์ที่ประเทศมหาอำนาจเข้มงวดกับการนำเข้าเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในช่วง 9-10 เดือนแรกของปี 2568 ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐถึง 1.2 ล้านล้านบาท แต่ขาดดุลจีนถึง 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าตลาดคู่ค้ารายใหญ่ทั้ง 2 มีอิทธิพลต่อสภาพเศรษฐกิจไทยมาก หากการเมืองโลกยังตึงเครียด ความเสี่ยงต่อการถูกกดดันก็จะยิ่งสูงขึ้น
ข่าวต่างประเทศ
4. BOJ ส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า ชี้สภาพเศรษฐกิจเอื้อ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568)
คาซูยูกิ มาสุ กรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยว่า BOJ กำลังเข้าใกล้ช่วงเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และจะไม่รอผลการเจรจาค่าจ้างประจำฤดูใบไม้ผลิในปีหน้า ก่อนตัดสินใจดำเนินนโยบายดังกล่าว ทั้งนี้ อาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งสะท้อนถึงแรงผลักดันในคณะกรรมการที่ต้องการขยับอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ เพื่อจัดการกับต้นทุนการกู้ยืมที่ยังคง อยู่ในระดับต่ำของญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ BOJ ใกล้ถึงช่วงเวลาที่จะตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหม่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกัน ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวจิจิ มาสุกล่าวเพิ่มเติมว่า สัญญาณทางเศรษฐกิจล่าสุดเริ่มสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)