ข่าวในประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
1. พาณิชย์นำทัพเจาะตลาด UAE เพิ่มยอดการส่งออกมันฯ ไทย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ยังคงเดินหน้าขยายตลาดตะวันออกกลางต่อเนื่อง ล่าสุดได้นำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนไปขยายตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เมื่อวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันการขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลัง รักษาเสถียรภาพราคาผลผลิต และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย โดยในการเดินทางครั้งนี้ทางคณะได้เข้าพบและหารือกับผู้นำเข้าชั้นนำของ UAE ได้แก่ บริษัท IFFCO Animal Nutrition (IAN) บริษัท Aldahra และ Al Ain farms ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้ใช้อาหารสัตว์รายใหญ่ของ UAE ทั้งนี้ กรมฯ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เข้าร่วมชี้แจงคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของการใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบในสูตรอาหารสัตว์ ส่งผลให้หลายบริษัทมีความสนใจที่จะนำเข้ามันสำปะหลังของไทย เพื่อทดลองใช้ในสูตรอาหารสัตว์ โดยจะมีการเจรจาเพิ่มเติมในรายละเอียดของสินค้าและการซื้อขายกับผู้ส่งออกไทยต่อไป นอกจากนี้ ทางคณะยังได้เข้าพบ บริษัท Ittihad Paper Mill (IPM) ผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่ของ UAE ซึ่งได้แสดงความสนใจในการใช้แป้งมันสำปะหลังแปรรูปจากไทยในกระบวนการเคลือบกระดาษ (Paper coating) และบรรจุภัณฑ์จากมันสำปะหลังที่ย่อยสลายได้ ซึ่งเป็นสินค้านวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง โดยจะมีการหารือเพิ่มเติมในรายละเอียดด้านคุณสมบัติของสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของ IPM เพื่อพัฒนาความร่วมมือเชิงพาณิชย์ในอนาคตด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะติดตามผลการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อขยายผลให้เกิดการนำเข้ามันสำปะหลังของไทยในปริมาณมากขึ้น โดยอาศัยจุดแข็งด้านคุณภาพมาตรฐาน ความเชี่ยวชาญในการผลิต และคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ซึ่งทำให้สินค้ามันสำปะหลังไทยสามารถตอบโจทย์ทั้งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้อย่างมีศักยภาพ
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ
ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
2. กนอ.ผนึก ไทยซับคอน จัด Business Matching ดัน SMEs สู่ห่วงโซ่อุปทานโลก (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568)
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยในระหว่างการเป็นประธานในพิธีในการเปิดกิจกรรม "การเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการ (Business Matching)" ว่า กนอ.ดำเนินการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี(นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ที่ประกาศวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อน "เศรษฐกิจมูลค่าสูง" และสร้าง "ห่วงโซ่อุตสาหกรรมภายในประเทศ" เพื่อให้ไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกด้วยการแก้ไขเรื่องเร่งด่วน การจัดระเบียบอุตสาหกรรม เน้นดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การแข่งขันเชิงธุรกิจในอนาคต ทั้งนี้ กนอ.มุ่งมั่นพัฒนานิคมอุตสาหกรรม สู่การเป็น "พื้นที่เศรษฐกิจคุณภาพสูง" เป็นศูนย์กลางการผลิตและการลงทุนที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่เกื้อกูลกันระหว่างผู้ผลิตรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงสนับสนุนกลุ่ม SMEs ให้มีโอกาสทางการค้า โดยกิจกรรมในวันนี้ได้รับความร่วมมือจาก สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai Subcon) เพื่อร่วมกันเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของไทยให้แข็งแกร่งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนขณะที่ในช่วงบ่ายได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ระหว่าง กนอ. และ สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai Subcon) เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย
อย่างไรก็ตาม สำหรับกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)ในนิคมอุตสาหกรรม ครั้งนี้ จัดขึ้น ณ ห้องประชุม Grand Ballroom โรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า กรุงเทพมหานคร มีตัวแทนบริษัทผู้ซื้อชั้นนำ (Buyers) ภายในนิคมอุตสาหกรรม เข้าร่วมนำเสนอนโยบายการจัดซื้อและเจรจาธุรกิจ และมีผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม เข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง, นิคมอุตสาหกรรมแพรกษา และนิคมอุตสาหกรรมเอส อ่างทอง โดยมีผู้ประกอบการผู้ผลิตชิ้นส่วน (Sellers) เข้าร่วมงานกว่า 106 ราย รวมผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้นกว่า 250 ราย ซึ่งคาดว่าจะเกิดการจับคู่ธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ สร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน
นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง
ที่ปรึกษาสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน
3. เหล็กเส้นดีมานด์แรงโชว์ 9 เดือน ผลิตพุ่ง 27% ราคากลับสู่ภาวะสมดุล (ที่มา: ทันหุ้น, ประจำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568)
นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง ที่ปรึกษาสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพเหล็กเส้นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งเจ้าของบ้าน หรือผู้รับเหมา เนื่องจากเป็นวัสดุโครงสร้างหลักที่มีผลต่อความมั่นคงปลอดภัยของอาคารในระยะยาว ซึ่งผู้ใช้เหล็กมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น รู้ว่าเหล็กเส้นแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ผู้บริโภคเริ่มกำหนดสเปกและตรวจสอบคุณภาพมากขึ้น ไม่ปล่อยให้ช่างเลือกเองเหมือนในอดีต ส่วนผู้รับเหมาหลายรายก็เข้มงวดกับการตรวจสอบคุณภาพมากขึ้นไม่ต้องการความเสี่ยงที่อาจทำให้โครงการล่าช้าหรือมีปัญหาในอนาคต ขณะเดียวกัน ภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กเส้นไทยก็มีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ผู้ประกอบการมีการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ โดยในช่วง 9 เดือนแรกมีการผลิตรวม 3.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำลังผลิต 2.7 ล้านตัน ทั้งนี้ ผู้ผลิตเหล็กเส้นในประเทศ มีความพร้อมในการผลิตสินค้า ทุกขนาด และทุกระดับคุณภาพ ไม่มีปัญหาการขาดแคลนเหล็กเส้นในตลาด เนื่องจากยังมีกำลังการผลิตเหลืออีกกว่า 70% สามารถจัดหาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะราคาสูงในช่วงที่ผ่านมาจากปัจจัยต่างๆ แต่ปัจจุบันราคาเหล็กเส้นได้ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก ตามกลไกอุปสงค์และอุปทานของตลาด ซึ่งเป็นราคาใกล้เคียงกับปลายปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดมีการผลิตและจัดจำหน่ายเหล็กเส้นจากหลายแหล่ง โดยปัจจุบันราคาเหล็กเส้นกลมราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 21,000 บาทต่อตัน และเหล็กเส้นข้ออ้อยราคาอยู่ที่ 20,000 บาทต่อตัน
ข่าวต่างประเทศ
4. แบงก์ชาติอิสราเอลประกาศหั่นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568)
ธนาคารกลางอิสราเอล เปิดเผยว่า ได้มีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 4.25% ในวันนี้ ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.50% เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันนี้มีขึ้นหลังจากที่อัตราเงินเฟ้อรายปีลดลงสู่ระดับ 2.50% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายของรัฐบาลที่ระดับ 1-3% โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่า อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายปี ก่อนที่จะลดลง และทรงตัวใกล้จุดกึ่งกลางของกรอบเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายเบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลังอิสราเอล กล่าวว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการหลายประการ และเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจของอิสราเอลกำลังก้าวสู่การขยายตัวอย่างยิ่งใหญ่ ทางด้านนายรอน โตเมอร์ ประธานสมาพันธ์ผู้ผลิตแห่งอิสราเอล แถลงการณ์ว่า มาตรการนี้จะช่วยผู้ส่งออกของอิสราเอล โดยชะลอการแข็งค่าของสกุลเงินเชเกลเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักของโลก ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเปิดทางให้มีการลงทุนใหม่ในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมของอิสราเอล หลังจากเผชิญช่วงเวลา 1 ปีที่ท้าทาย
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)