ข่าวประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568

ข่าวในประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

1. 'กระทรวงอุตสาหกรรม' จัดเต็ม 3 มาตรการ 'ช่วยเหลือ-เยียวยา-ฟื้นฟู' ผู้ประกอบการ-ชุมชน ประสบภัยน้ำท่วม (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568)

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียม 3 มาตรการเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย โดยแบ่งแผนการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ คือ 1. มาตรการระยะสั้น ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัย 2. มาตรการระยะกลาง ซึ่งเป็นมาตรการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น และ 3. มาตรการระยะยาว ซึ่งเป็นมาตรการฟื้นฟูผู้ประกอบการ และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของพื้นที่ สำหรับมาตรการระยะสั้นนั้น จะเป็นการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ผ่านกิจกรรม "อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย" เพื่อช่วยเหลือถุงยังชีพ น้ำดื่ม ยา และสิ่งของจำเป็น รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น ยานพาหนะสำหรับขนย้าย และการสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลสำหรับโรงงาน เกี่ยวกับแนวทางที่ควรปฏิบัติเมื่อเกิดอุทกภัย นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ ในการเตรียมความพร้อมและจัดสรรพื้นที่เพื่อใช้เป็นศูนย์กระจายความช่วยเหลือ และศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับรองรับผู้ประสบภัย ส่วนมาตรการระยะกลางนั้น แบ่งเป็น 1. การเยียวยาผู้ประกอบการ โดยจัดทีมช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อฟื้นฟูโรงงาน 2. การบริการช่วยเหลือประชาชน โดยขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือของกระทรวงอุตสาหกรรมและภาคเอกชน ในการจัดตั้งจุดบริการสำหรับประชาชน และ 3.การสนับสนุนทางการเงิน โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงมาตรการพักชำระหนี้เงินต้น เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการระยาวนั้น จะเป็นมาตรการสนับสนุนการฟื้นฟูและปรับปรุงสภาพแวดล้อมธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการซ่อมแซมสถานที่ อุปกรณ์ และเครื่องจักร รวมถึงการพัฒนาในระยะยาว โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 1. การฟื้นฟูและซ่อมแซม ซึ่งจะวางแผนฟื้นฟูและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและระบบคุณภาพ เช่น GMP, HACCP, GHP เพื่อฟื้นคืนเศรษฐกิจในพื้นที่ 2. การยกระดับศักยภาพธุรกิจ ซึ่งจะส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็น เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น และ 3. การส่งเสริมการตลาด ซึ่งจะร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและเครือข่ายการพัฒนาในการสนับสนุนการตลาด สร้างช่องทางการตลาดทั้งในรูปแบบ Online และ Offline เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของ SMEs ซึ่งมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและชุมชน สามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกลับเข้าสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

 

รูปภาพประกอบด้วย เสื้อผ้า, คน, สูท, สวมใส่อย่างเป็นทางการ

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

 

2. 10 เดือน ส่งออกโต 13% แต่สินค้าเกษตรหดตัวต่อเนื่อง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนตุลาคม 2568 มีมูลค่า 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (910,316 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ที่ 5.7% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 15.7% โดยการส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป รวมถึงตลาดรอง เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ที่ยังคงขยายตัวได้ดี แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ แรงสนับสนุนหลักมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง รวมถึงสินค้า  กลุ่มยานยนต์ และภาคการผลิตโลกที่อยู่ในภาวะขยายตัว จากผลผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยยังคงอยู่ในภาวะหดตัว ทั้งนี้ การส่งออก 10 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวที่ 13.0% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 13.8% ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 5.1% (YoY) หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน โดยสินค้าเกษตร หดตัว 14.6% หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 6.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องดื่ม โดย 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 0.03% สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 8.8% (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 19 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญ ที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมไฟฟ้า ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ โดย 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 17.5%

อย่างไรก็ตาม ในส่วนแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2568 คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้จะเติบโตในอัตราที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความต้องการในระดับสูง รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารที่ยังคงมีความต้องการในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่อาจแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี และปริมาณสินค้าเกษตรของไทยที่อาจลดลงจากปัญหาอุทกภัย ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามต่อไป

 

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, เสื้อผ้า, การจัดการ

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์

ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

3. ยานยนต์ลุ้นเหนื่อย ยอดผลิต-ขายยังคงติดลบ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568)

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การผลิตรถยนต์ในเดือนตุลาคม 2568 มีทั้งสิ้น 135,685 คัน เพิ่มขึ้น 5.92% จากเดือนกันยายน 2568 และเพิ่มขึ้น 14.17% จากเดือนตุลาคม 2567 ส่งผลให้ 10 เดือนของปี 2568 (มกราคม - ตุลาคม 2568) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,211,486 คัน ลดลง 2.84% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเดือนตุลาคมผลิตเพื่อส่งออกได้ 82,603 คัน เท่ากับ 60.88% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 5.86% จากเดือนตุลาคม 2567 ส่งผลให้ 10 เดือนปีนี้ ผลิตเพื่อส่งออกได้ 791,297 คัน เท่ากับ 65.32% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 8.19% จากปี 2567 ขณะที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเดือนตุลาคมผลิตได้ 53,082 คัน เท่ากับ 39.12% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 70.68% จากเดือนตุลาคม 2567 ส่งผลให้ 10 เดือนปีนี้ผลิตได้ 420,189 คัน เท่ากับ 34.69% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 9.16% ขากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนตุลาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 47,032 คัน ลดลง 2.73 % จากเดือนกันยายน 2568 และเพิ่มขึ้น 24.78% จากเดือนตุลาคม 2567 โดยรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์มีจำนวน 31,192 คัน เท่ากับ 66.32% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 42.99% จากเดือนเดียวกันในปีก่อน ขณะที่รถกระบะมีจำนวน 10,084 คัน ลดลง 7.45% จากเดือนเดียวกันในปีก่อน รถ PPV มีจำนวน 3,450 คัน เพิ่มขึ้น 40.76% จากเดือนเดียวกันในปีก่อน ส่งผลให้ 10 เดือนปีนี้รถยนต์ มียอดขาย 495,001 คัน เพิ่มขึ้น 3.92% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนตุลาคม 2568 ส่งออกได้ 83,064 คัน ลดลง 3.48% จากเดือนก่อน และลดลง 1.51% จากเดือนตุลาคม 2567 โดยมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์ 53,209.85 ล้านบาท ลดลง 4.52% จากเดือนตุลาคม 2567 แต่เครื่องยนต์และชิ้นส่วนมีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น 4.50% และ 12.37% ตามลำดับ ส่งผลให้ 10 เดือนของปีนี้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปได้ 772,095 คัน ลดลง 9.51 % จากช่วงเดียวกันปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ยอดผลิตรถยนต์ 10 เดือนแรกของปีนี้ ผลิตได้แล้วกว่า 1.2 ล้านคัน เหลืออีก 2 เดือนจะสิ้นปีนี้ มองว่าทั้งปี 2568 น่าจะได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 1.4 ล้านคัน ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์เดือนตุลาคม 2568 ที่ลดลงถือว่าลดลงไม่มากถ้าเทียบกับปีก่อน เพราะเดือนตุลาคม การส่งออกรถกระบะดีขึ้น ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้มองว่าหากน้ำท่วมนานเกิน 1 สัปดาห์ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ รวมทั้งทั้งยอดผลิตรถยนต์ด้วย เพราะปกติแล้วถ้าเศรษฐกิจภาคใต้ดี ยางพาราดี รถกระบะก็จะขายได้มาก ทั้งนี้ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 จะมีการประชุมหารือว่า ดีลเลอร์ในภาคใต้จังหวัดที่มีน้ำท่วม สถานการณ์คำสั่งซื้อเป็นอย่างไร และจะมีมาตรการช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ธง, สัญลักษณ์, ธงประจำชาติสหรัฐอเมริกา, วันธง (สหรัฐอเมริกา)

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

 

4. ออสเตรเลียเผย CPI เดือนต.ค. แกร่งสุดในรอบ 7 เดือน คาดสกัดแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568)

สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (ABS) เปิดเผยรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวขึ้น 3.8% ในเดือนตุลาคม 2568 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 7 เดือน และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% โดยมีสาเหตุมาจากต้นทุนที่อยู่อาศัยที่พุ่งขึ้นถึง 5.9% ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมราคาสินค้าที่มีความผันผวนและเป็นข้อมูลที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ปรับตัวขึ้น 3.3% ในเดือนตุลาคม เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 3% โดยข้อมูลดังกล่าวสนับสนุนสิ่งที่ RBA ได้ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่า ความพยายามของ RBA ในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานได้เผชิญกับภาวะชะงักงัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังส่งสัญญาณว่ามีแรงผลักดันเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม RBA ได้ตั้งเป้าที่จะควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ประมาณกึ่งกลางของกรอบ 2–3% โดยสกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้น 0.2% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อนโยบายการเงิน ปรับตัวขึ้น 0.07% ในช่วงเช้านี้ ขณะที่นักลงทุนในตลาดการเงินมองว่ามีโอกาสเพียงเล็กน้อยที่ RBA จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ด้านนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยน่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2569

 

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)