ข่าวในประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
1. ข้าวไทยครองใจคนฮ่องกง นำเข้าปีละแสนตัน-ส่วนแบ่งตลาด 50% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ให้การต้อนรับนาย Kenneth CHAN ประธานสมาคมผู้นำเข้าข้าวฮ่องกง ซึ่งได้นำสมาชิกสมาคม รวม 34 ราย จาก 29 บริษัท เดินทางมาเยือนประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 17 - 20 พฤศจิกายน 2568 กรมการค้าต่างประเทศและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองฮ่องกง ได้ร่วมกันนำคณะผู้นำเข้าข้าวฮ่องกงเข้าพบนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และสมาชิกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนสถานการณ์การค้าข้าวระหว่างกัน โดยผู้ส่งออกข้าวไทยให้ข้อมูลว่า ในปี 2568 (มกราคม - กันยายน) ไทยส่งออกข้าว ไปฮ่องกงแล้วประมาณ 117,517 ตัน เป็นอันดับ 14 ของตลาดส่งออกข้าวไทย โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.6 % ที่ส่งออกประมาณ 115,646 ตัน ชนิดข้าวที่ส่งออกไปฮ่องกงส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิไทย (76%) รองลงมาเป็นข้าวหอม (14%) ที่เหลือเป็นข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวกล้อง ส่วนผู้นำเข้าข้าวฮ่องกงให้ข้อมูลว่า ไทยเป็นแหล่งนำเข้าข้าวอันดับ 1 ของฮ่องกง ครองส่วนแบ่งตลาดข้าวในฮ่องกงมากกว่า 50 % และมั่นใจว่าข้าวไทยเป็นที่ชื่นชอบและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในฮ่องกง และครองส่วนแบ่งตลาดข้าวอันดับ 1 ในฮ่องกงต่อไป ซึ่งทั้งสองสมาคมเป็นพันธมิตรทางการค้าข้าวที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยสมาคมผู้นำเข้าข้าวฮ่องกงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำเข้าข้าวไทยและผลักดันให้ตลาดข้าวไทยครองส่วนแบ่งตลาดข้าวเป็นอันดับ 1 ในตลาดฮ่องกงมาจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากผู้บริโภคข้าวในฮ่องกงปัจจุบันหันมาใส่ใจในสุขภาพและสนใจบริโภคข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง
อย่างไรก็ตาม แต่ละปีไทยส่งออกข้าวไปฮ่องกงประมาณ 160,000 - 180,000 ตัน ขณะที่ฮ่องกงนำเข้าข้าวปีละประมาณ 280,000 - 310,000 ตัน ไทยครองส่วนแบ่งตลาดข้าว ในฮ่องกงมากกว่า 50 % ดังนั้น การจัดกิจกรรมดังกล่าว จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้นำเข้าข้าวฮ่องกงในศักยภาพของไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวที่มีคุณภาพและมาตรฐานในตลาดข้าวโลก และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำเข้าข้าวฮ่องกงและผู้ส่งออกข้าวไทย ส่งผลให้ผู้นำเข้าข้าวฮ่องกงยังคงสนับสนุนและผลักดันการนำเข้าข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง และครองส่วนแบ่งตลาดข้าวเป็นอันดับ 1 ในฮ่องกงต่อไป
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
2. ดันสินค้า GI ขายแพลตฟอร์มช้อปปี้ (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568)
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับผู้บริหารบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดยนายศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส SEA (ประเทศไทย) เพื่อผลักดันการนำสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งเป็นสินค้าชุมชนที่มีชื่อเสียงและสะท้อนอัตลักษณ์ของแหล่งผลิตให้เข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการท้องถิ่นให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายช่องทางการตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์ที่สำคัญ โดยกรมจะจัดอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ในการใช้เครื่องมือตลาดออนไลน์ ช่วยเพิ่มการมองเห็นและเพิ่มยอดขายให้ร้านค้า การสร้างหมวดหมู่ค้นหาสินค้า GI บนแพลตฟอร์ม จัดแคมเปญส่งเสริมการขาย อาทิ Live สดขายสินค้า มอบสิทธิประโยชน์และโค้ดส่วนลด การประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ช่วยให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้อย่างเข้มแข็งในตลาดอีคอมเมิร์ซ
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ยังสนับสนุนร้านค้าที่มีศักยภาพขยายธุรกิจส่งออกสินค้า GI ไปยังต่างประเทศ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ผ่านโครงการ SIP สามารถต่อยอดสู่ตลาดโลก ทั้งยังหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านการป้องปรามและยับยั้ง การจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มให้มีประสิทธิภาพขึ้น เพื่อสร้างสังคมแห่งการซื้อขายสินค้าปลอดภัย
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. เอกชนแนะ 4 ข้อก่อนรัฐปรับขึ้นภาษี VAT ทำอย่างโปร่งใส-ดูภาวะเศรษฐกิจ (ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, ประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568)
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากประเด็นที่รัฐบาลมีแผนปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต (VAT) นั้น ทาง ส.อ.ท.มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐดังนี้ 1. รัฐควรปรับโครงสร้างรายจ่ายงบประมาณใหม่ มีการชี้แจงถึงความจำเป็นในการปรับอัตราภาษี VAT อย่างโปร่งใสให้แก่ประชาชนและมีการปฏิรูประบบ งบประมาณเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและนำงบประมาณไปสนับสนุนการพัฒนาประเทศเป็นหลัก รวมทั้ง มีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและ SMEs 2. การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็น ค่อยไปโดยไม่ประกาศล่วงหน้า เช่น ขึ้น 1% ก่อนแล้ว หาจังหวะในอนาคตขึ้นทีละ 1% 3. ควรพิจารณาภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาของแผนปรับขึ้นอัตราภาษี VAT หากสภาพเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว หรือตัวเลข GDP ขยายตัวต่ำ ก็ควรชะลอแผนการปรับขึ้น VAT ออกไปก่อน 4. ควรพิจารณาแนวทาง การขยายฐานภาษีให้เพิ่มมากขึ้น โดยมีมาตรการจูงใจให้สถานประกอบการเข้ามาอยู่ในระบบภาษี ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐในระยะยาว ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยได้ถูกนำมาใช้แทนภาษีการค้าตั้งแต่ ปี 2535 โดยมีลักษณะที่สำคัญ คือ รัฐบาลจัดเก็บภาษี มูลค่าเพิ่มจากฐานการบริโภคสินค้าในอัตราเดียว ซึ่งเดิมกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 10% แต่ภายหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 รัฐบาลในขณะนั้นได้พยายามแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงที่ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโดยมีการปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลงเหลือ 7% และมีกำหนดเวลาที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในภายหลัง แต่ในปัจจุบันอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มก็ยังไม่ได้ถูกปรับขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งแต่ละปี ภาครัฐจะออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจริง 7% เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในช่วงภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกหอการค้าไทยให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ารัฐบาล ยังไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในช่วงนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจยังอ่อนแอและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยเสนอให้รัฐบาลควรหาทางแก้ปัญหาด้วยการอุดช่องโหว่การรั่วไหลของงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายแทน ขณะที่สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่พร้อมรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ หอการค้า เสนอว่า 1. การปรับขึ้น VAT ควรทำในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว อย่างแท้จริงเท่านั้น 2. หากต้องปรับขึ้น VAT ควรเป็นการปรับขึ้นแบบทยอย 3. รัฐบาลควรสื่อสารแผนการขึ้น VAT ให้ประชาชนทราบล่วงหน้า อย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้เตรียมตัว 4. รัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย และ 5. ควรมีการชี้แจงวัตถุประสงค์และแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำไปใช้ให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์และสนับสนุน
ข่าวต่างประเทศ
4. ยอดค้าปลีกเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 6.7% เดือนต.ค. รับดีมานด์อาหาร-บริการออนไลน์แกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568)
กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกโดยรวมของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ปรับตัวขึ้น 6.7% ในเดือนตุลาคม 2568 เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยได้แรงหนุนจากความต้องการซื้ออาหาร ของใช้ในชีวิตประจำวัน และการบริการทางออนไลน์ ที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยยอดค้าปลีกเดือนตุลาคม ชะลอตัวลงจากเดือนกันยายนที่พุ่งขึ้น 7.7% โดยสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อแยกเป็นรายประเภทพบว่า ยอดขายของผู้ค้าปลีกออนไลน์ปรับตัวขึ้น 6.8% ในเดือนตุลาคม ขณะที่ยอดขายของผู้ค้าปลีกออฟไลน์ปรับตัวขึ้น 6.6% ในเดือนตุลาคม ซึ่งฟื้นตัวหลังจากที่ลดลง 3.1% ในเดือนสิงหาคม และลดลง 1% ในเดือนกันยายน
อย่างไรก็ตาม ยอดขายอาหารทางออนไลน์พุ่งขึ้น 12.6% ขณะที่ยอดขายสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันทางออนไลน์ปรับตัวขึ้น 4.6% ส่วนความต้องการบริการทางออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการเดินทาง การจัดส่งอาหาร และการซื้ออี-คูปอง เพิ่มขึ้น 8.6% ขณะที่ยอดขายสินค้าจำพวกของใช้ภายในบ้านและเครื่องสำอาง ปรับตัวขึ้นในอัตราเลขหลักหน่วย สำหรับยอดขายของใช้ภายในบ้าน เสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา อาหาร ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน และการบริการ ปรับตัวขึ้นในอัตราหลักหน่วย โดยได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลชูซ็อก หรือวันขอบคุณพระเจ้าของชาวเกาหลีใต้
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)