ข่าวในประเทศ

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
1. ครม. ขยาย พรก. ฉุกเฉิน 1 เดือน เร่งมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ รับเฟส 3-4 (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ , ประจำวันที่ 27 พฤษภาคม 2563)
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 26 พ.ค. 2563 ว่า ครม. มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. - 30 มิ.ย. 2563 เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศ โดยในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา มีความเห็นสอดคล้องกันว่าการบังคับใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ยังมีความจำเป็นเนื่องจากจะช่วยสร้างระบบการบริหารจัดการ ในเชิงบูรณาการที่ดีให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อชะลอ ควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ช่วยสนับสนุนให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ มีความเป็นเอกภาพ รวดเร็วมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างมาตรฐานกลางด้านสาธารณสุข และช่วยเยียวยาประชาชนได้อย่างครอบคลุมภาพรวมของประเทศอีกด้วย อีกทั้งไทยอยู่ในช่วงการพิจารณา ผ่อนคลายมาตรการบังคับใช้กฎหมายสำหรับในระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคในระดับสูง จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบและในระยะเวลาที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวก่อนการประชุม ครม. เน้นย้ำถึงการพิจารณาขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน จนถึง สิ้นเดือน มิ.ย. ว่า เป็นไปตามข้อเสนอของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพ รองรับการผ่อนคลายมาตรการในระยะที่ 3 และ 4 หลังจากผ่อนคลายมาตรการในระยะที่ 3 แล้ว จะต้องส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น ทั้งนี้ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการด้านการท่องเที่ยว เน้นเรื่องความปลอดภัยด้านสาธารณสุขเป็นหลัก ส่วนการจัดการประชุมสัมมนานั้น ขอให้เตรียมมาตรการรองรับอย่างเข้มงวด
นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
2. กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมปล่อยกู้ กองทุนเอสเอ็มอี 1.7 พันล้านบาท (ที่มา: ไทยโพสต์ , ประจำวันที่ 27 พฤษภาคม 2563)
นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ (กอป.) เปิดเผยว่า จากปัจจุบันที่ยังมีกลุ่มลูกหนี้กองทุนอีกจำนวนมากที่ยังได้รับความเดือดร้อนจากโรคระบาดและภัยแล้ง ประสงค์จะขอสินเชื่อเพื่อการเสริมสภาพคล่อง และคงการจ้างงานต่อเนื่อง ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุน ฯ จึงได้มีมติเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2563 เห็นชอบให้กองทุนปล่อยสินเชื่อในลักษณะที่เป็นเงินทุนหมุนเวียน วงเงินรวม 1,700 ล้านบาท แก่ลูกหนี้ กองทุนจำนวนกว่า 10,000 ราย ที่ต้องการใช้เงินหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ โดยวงเงินสิน เชื่อสูงสุดต่อรายจะอยู่ที่ 1,000,000 บาท ดอกเบี้ย 1% ระยะเวลา 5 ปีโดยคุณสมบัติเบื้องต้นของลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการต้องมีสถานะไม่เป็น NPL และมีประวัติการผ่อนชำระหนี้ปกติ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นอก จากนี้ ลูกหนี้ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อทุนหมุนเวียนดังกล่าว ต้องเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาหรือเสริมศักยภาพในด้านต่าง ๆ ตามที่กองทุนฯ กำหนด อาทิ ด้าน แผนบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ ด้านการตลาด และบริหารการเงิน การบัญชี อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประกันว่ากิจการจะสามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งต่อไป
อย่างไรก็ตาม สินเชื่อเงิน ทุนหมุนเวียนแบบใหม่นี้ จะเริ่ม เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. จนถึง 31 ก.ค.2563 สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ใน ทุกสาขาของประเทศ หรือติดต่อสายด่วนที่ 1357 หรือโทร.0-2265-3000 ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2563 และสำหรับลูกหนี้กอง ทุนฯ ที่ต้องการพักชำระหนี้เงิน ต้น แต่ยังไม่ได้แจ้งความประสงค์ ขอพักชำระหนี้ ขอให้รีบติดต่อ ธพว.ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2563 ก่อนที่จะปิดรับคำขอ

นายลวรณ แสงสนิท
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
3. อึ้งรายได้ภาษี วูบ 2 แสนล้านบาท (ที่มา: เดลินิวส์ , ประจำวันที่ 27 พฤษภาคม 2563)
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ สศค.จะรายงานตัวเลขผลการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษี ประกอบด้วย กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ให้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับทราบ หลังพบว่าตัวเลขรายได้ภาษีจากทั้ง 3 กรมปรับตัวลดลงกว่าประมาณการทั้งหมด เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ทำให้กรมภาษีต้องออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน ด้วยการชะลอและลดการจัดเก็บรายได้บางส่วนลง โดยกระทรวงการคลังไม่ได้ปรับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ทั้งปี 2563 ลง โดยเป้าหมายก็ยังมีไว้อยู่ แต่ในความจริงเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ก็เข้าใจได้ว่าจะไม่สามารถจัดเก็บได้ตามเป้าประมาณการ ซึ่งคงไม่เป็นอะไร เพราะการช่วยเหลือประชาชนสำคัญกว่า และที่ผ่านมาแต่ละกรมก็มีบท บาทช่วยเหลือเยอะมาก ฉะนั้นรายได้จะลดลงไปไม่ใช่เรื่องแปลก หากสถานการณ์โควิดคลี่คลายเร็ว การจัดเก็บรายได้ของแต่ละกรมก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ฉะนั้นจึงเชื่อว่าในปีงบประมาณ 2564 เพิ่มขึ้นกว่าปีนี้แน่นอน ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในปี 2563 คลังตั้งเป้าหมายเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษีทั้ง สรรพากร สรรพสามิต และศุลกากร ไว้สูงถึง 2.87 ล้านล้านบาท แต่ปรากฏว่าในครึ่งปีแรกทำได้เพียง 1.16 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 2 แสนล้านบาท โดยแยกเป็นกรมสรรพากรตั้งเป้าหมายทั้งปี ไว้ 2.11 ล้านล้านบาท แต่ครึ่งปีแรกเก็บจริงได้เพียง 805,386 ล้านบาท กรมสรรพสามิตตั้งเป้าหมาย 6.4 แสนล้านบาท แต่ครึ่งปีจัดเก็บได้ 308,682 ล้านบาท และกรมศุลกากรตั้งเป้าหมายไว้ 1.11 แสนล้านบาท แต่ครึ่งปีแรกเก็บได้ 50,662 ล้านบาท ซึ่งการเก็บภาษีที่ลดลงจะส่งผลต่อการจัดทำงบประมาณ และการขาดดุลงบในปี 2564
ข่าวต่างประเทศ

4. ฝรั่งเศสอัดฉีดเกือบ 2.8 แสนล้านบาท อุ้มภาคยานยนต์ (ที่มา: dailynews.co.th , ประจำวันที่ 27 พฤษภาคม 2563)
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2563 ว่าประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง แถลงเมื่อวันอังคาร ว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบงบประมาณฉุกเฉิน 8,000 ล้านยูโร (ราว 279,808.92 ล้านบาท ) เพื่อรักษาเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของฝรั่งเศส ในการฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจที่เป็นผลกระทบสืบเนื่องจากวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ทั้งนี้ มาครงกล่าวว่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ "แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา" และฝรั่งเศส "จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป" หากปราศจากสินค้าผลิตเองในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรโนลต์ เปอโยต์ หรือซีตรอง ซึ่งระงับสายงานการผลิตรวมกันมากกว่า 90% เฉพาะในฝรั่งเศส และพนักงานจำนวนมากต้องอยู่บ้านหรือถูกพักงานอย่างไม่มีกำหนด ตามมาตรการควบคุมโรคของภาครัฐแม้หลายฝ่ายยังเสียงแตกในการทุ่มงบประมาณมหาศาลช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ที่เคยได้รับความช่วยเหลือมาแล้วในช่วงวิกฤติการเงินโลกเมื่อปี 2551
อย่างไรก็ดี ขณะที่งบประมาณอีกส่วนหนึ่งอุดหนุนโครงการพลังงานสะอาดในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อให้ฝรั่งเศสเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของทวีปยุโรป โดยกำหนดเป้าหมายการผลิตไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านคันภายในระยะเวลาอีก 5 ปีนับจากนี้ และประชาชนซึ่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐสูงสุด 7,000 ยูโร (ราว 244,757.62 บาท ) เพิ่มขึ้น 1,000 ยูโร (ราว 34,965.37 บาท ) อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ลา ฟิกาโร รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว ว่าเรโนลต์มีแผนเลิกจ้างพนักงาน 5,000 คนภายในปี 2567 ซึ่งจะช่วยให้บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของฝรั่งเศส ประหยัดงบประมาณได้ราว 2,000 ล้านยูโร (ราว 69,930.75 ล้านบาท )
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)