ข่าวในประเทศ
นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์
ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)
1. ดีป้า จับมือ สวทช. สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แจ้งเกิด 'ดีชัวร์' (ที่มา: mgronline.com, ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2563)
นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมและธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นสตาร์ทอัปและธุรกิจเอสเอ็มอี ที่พัฒนาเทคโนโลยี Internet of Things ( IoT) ดีป้า ได้มีความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจัดทำ (ร่าง)มาตรฐานสำหรับอุปกรณ์ IoT ที่ผลิตโดยนักพัฒนาและผู้ประกอบการในประเทศอาทิ กล้องวงจรปิด โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างมาตรฐานที่จะเป็นแนวทางที่ผู้ผลิตอุปกรณ์สามารถยกระดับการพัฒนาและการผลิตให้สามารถนำออกให้บริการกับประชาชนได้อย่างมั่นใจและเป็นมาตรฐานสากลขณะเดียวกันผู้บริโภคในประเทศจะมีความมั่นใจในการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ผลิตโดยคนไทย มีมาตรฐานและการรับรองที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นเองไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ที่ผลิตจากต่างประเทศที่มีราคาแพง หรือถูกเกินไปจนไม่น่าไว้วางใจ ทั้งนี้มาตรฐานที่ดีป้าจะพัฒนาขึ้น เป็นมาตรฐานที่ยึดเอาความสมัครใจและการรับรองตามหลักวิชาการ ไม่ใช่มาตรฐานตามกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่บังคับให้ผู้ประกอบการทั้งในหรือต่างประเทศจะต้องได้รับมาตรฐานนี้
อย่างไรก็ดี นายณัฐพล กล่าวอีกว่า มาตรฐานนี้ใช้โคดเนมว่า DSure (ดีชัวร์) มาจาก Digital Sure หมายถึง อุปกรณ์ดิจิทัลที่เชื่อถือได้แน่นอน ชัวร์ โดยความคืบหน้าในการจัดทำมาตรฐานดีชัวร์อยู่ระหว่างการจัดทำร่างที่ใกล้จะเสร็จสมบรูณ์และหารือกับสวทช. และสถาบันไฟฟ้าฯ เพื่อกำหนดห้องแลปที่จะใช้ในการทดสอบอุปกรณ์ตามมาตรฐานที่ร่างขึ้นเพื่อให้การรับรอง ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะให้สวทช.หรือสถาบันไฟฟ้าฯ เป็นผู้ออกใบรับรองมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการ โดยเมื่อนำแนวคิดดังกล่าวไปเสนอกับผู้ประกอบการที่ผลิตอุปกรณ์ IoT ในประเทศมีผู้ที่มีความสนใจจะนำอุปกรณ์เข้ารับการทดสอบแล้วประมาณ 10 บริษัท สำหรับมาตรฐานอุปกรณ์ดิจิทัลที่ดีป้าและพันธมิตรจะทำขึ้นจะเน้นการตรวจสอบ การใช้งานให้ตรงกับที่ผู้ผลิตบอกผู้บริโภค มีความปลอดภัยในการใช้งาน และความปลอดภัยของข้อมูล แม้ดีชัวร์จะไม่ใช่มาตรฐานบังคับ แต่จะเป็นการสร้างความตระหนักรู้ ถ้าผู้บริโภครู้ว่าอะไรควรใช้ อะไรไม่ควรใช้ ผู้บริโภคจะรับทราบ โดยที่การตรวจสอบจะเน้นการทดสอบในห้องแลปแล้วออกมาตรฐานรองรับ
นายวิรไท สันติประภพ
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
2. ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ไวรัสยังลากยาว แนะใช้ โควิดภิวัตน์ ปฏิรูปแรงงาน (ที่มา: thairath.co.th, ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2563)
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคประจำปี 2563 ในหัวข้อ “ก้าวต่อไป...ทิศทางเศรษฐกิจหลังโควิดภิวัตน์” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจช่วงโควิด-19 ถือเป็นวิกฤติหนักที่สุดเท่าที่เราเคยมีมา และมีผลกระทบร้ายแรง ซึ่งการแก้ปัญหาแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ การปิดเศรษฐกิจเพื่อหยุดการระบาด การออกมาตรการเยียวยาผลกระทบของทุกภาคส่วน และการฟื้นฟูธุรกิจ ทักษะการทำงานของคน เทคโนโลยี เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้าสู่โลกใหม่หลังโควิด-19 ถ้าเป็นไปตามคาดการณ์ของ ธปท.ไตรมาส 2 ซึ่งปิดเมือง จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำมากสุด จากนั้นจะค่อยๆดีขึ้นเมื่อกลับมาเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่การฟื้นตัวจะค่อยเป็นค่อยไป ถ้าไม่มีการระบาดรุนแรงอีก และจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับก่อนโควิด-19 ได้ในช่วงปลายปี 64 หรือใช้เวลาอยู่กับโควิด-19 ประมาณ 2 ปี ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า กราฟการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเป็นรูปเครื่องหมายถูก ที่มีหางลากขึ้นยาวๆ โดยภาคที่กระทบมากสุดคือ บริการ และอุตสาหกรรม นำโดยการส่งออกและท่องเที่ยว และสิ่งที่ห่วงมากสุด คือ ผลกระทบของภาคท่องเที่ยวและส่งออก ที่ต่อเนื่องถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต ทำให้คนตกงานสูง แต่ที่ห่วงมากกว่าคือ แม้โควิด-19 จะจบแล้ว จำนวนคนที่จะกลับเข้ามาในตลาดแรงงานจะน้อยกว่าเดิม
อย่างไรก็ดี ไทยโชคดีที่ยังมีภาคการเกษตรที่ช่วยดูดซับแรงงานเหล่านี้ได้ระดับหนึ่ง แต่จะดูดซับแบบถาวรได้อย่างไร โดยไม่ต้องกลับมาหางานอีก เพราะแรงงานเหล่านี้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี บางส่วนเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จุดนี้ท้องถิ่น ทั้งองค์กรส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม จังหวัด สถานศึกษา และผู้ประกอบการจะต้องร่วมกัน ทำให้แรงงานเหล่านี้ช่วยปิดความอ่อนแอในภาคการเกษตร “การปรับโครงสร้างทุกระดับ แรงงาน ธุรกิจรายย่อย จนถึงเศรษฐกิจ เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน รวมทั้งภาคการเงินที่ต้องช่วยแก้ไขหนี้สิน และเงินทุน ไม่ใช่ถามไปถามมาเป็นวงว่า นี่คือหน้าที่ของใคร เป็นหน้าที่ของทุกคนเราถึงใช้คำว่าโควิดภิวัตน์ ด้านนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เราอาจต้องอยู่กับโควิด-19 ต่อไปอีก 2 ปีเป็นอย่างน้อย ดังนั้น ในช่วง 2 ปีจากนี้ เราจะอยู่กับภาวะ VUCA แปลว่า เปลี่ยนไว ไม่แน่นอนซับซ้อน และคลุมเครือ” จะมีสิ่งใหม่ๆที่ไม่รู้มากมายและจะสร้างความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ หรือดำเนินชีวิต

นายพิพัฒน์ สุทธิวิเศษศักดิ์
นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย
3. ส.อ.ท. ถกสรรพสามิต เว้นภาษีดึงเอทานอล ป้อนภาคอุตสาหกรรม (ที่มา: mgronline.com , ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2563)
นายพิพัฒน์ สุทธิวิเศษศักดิ์ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทยและกรรมการในคณะอนุกรรมการป้องกันการระบาดโควิด-19 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้คณะอนุกรรมการฯ นำโดย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ในฐานะประธานและคณะผู้แทนจาก ส.อ.ท. เข้าหารือกับ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เพื่อขอให้ส่งเสริมการนำเอทานอลมาเป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม เช่น อาหาร และยา โดยสนับสนุนด้านอากรให้เป็นศูนย์เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยทางกรมสรรพสามิตไม่ได้ขัดข้องแต่ขอให้กระทรวงพลังงานได้เห็นชอบก่อนเนื่องจากโรงงานเอทานอลเพื่อผลิตเชื้อเพลิง 26 รายปัจจุบันอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะได้ข้อสรุปภายในวันที่ 30 ก.ย. 2563 นายพิพัฒน์กล่าวว่า เราคงต้องรอรัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ แต่หากดูแล้วจะไม่ทันก่อน 30 ก.ย.ก็อาจจะหารือกับนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ให้ช่วยพิจารณา เนื่องจากเรื่องนี้กรมสรรพสามิตร่วมกับกระทรวงพลังงานได้ปลดล็อกการนำเอทานอลและเว้นภาษีมาทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเพื่อช่วยป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.นี้ ซึ่งกรมสรรพสามิตจะขยายออกไปอีกและเอกชนได้เสนอให้ขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี
อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตกังวลเรื่องการนำเอทานอล (แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95%) ไปใช้ผิดประเภทหรือทำสุราเถื่อน จึงมอบให้หาแนวทางที่จะสร้างกลไกในการควบคุม เบื้องต้นอาจจะต้องเติมสารต่าง ๆ เข้าไป เช่น กลีเซอรีน สารขม เป็นต้น ซึ่งแต่ละอุตสาหกรรมก็จะต้องการต่างกันไปจึงต้องกำหนดให้สอดคล้องกับความต้องการผลิตของสินค้านั้นๆ ขณะที่ผู้ผลิตเอทานอลกำลังหารือว่าเป็นไปได้หรือไม่โรงงานเอทานอลแต่ละรายจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้ในเชื้อเพลิงสัดส่วนเท่าใดเพื่อไม่ให้กระทบต่อส่วนนี้โดยจะต้องหารือรายละเอียดอีกครั้ง โดยการดำเนินงานดังกล่าวจะยังช่วยให้อุตสาหกรรมในประเทศอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 เป็นการพึ่งพาตนเอง เพราะส่วนหนึ่งการใช้น้ำมันภาพรวมก็ลดลงและกระทรวงพลังงานก็ได้เลื่อนการกำหนดให้แก๊สโซฮอล์ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานออกไป
ข่าวต่างประเทศ

4. สหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทจีนอีก 11 แห่งจากเรื่องซินเจียง (ที่มา: dailynews.co.th , ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2563)
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2563 ว่ากระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ ขึ้นบัญชีดำบริษัทของจีน 11 แห่ง เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของพลเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งรวมถึงการกดขี่ข่มเหง การกักขังหน่วงเหนี่ยว และการใช้แรงงานทาส ทั้งนี้ แน่นอนว่าบริษัททั้งหมดซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีจะไม่สามารถทำธุรกรรมร่วมกับผู้ประกอบการของสหรัฐฯ ได้ ขณะที่เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้มาตรการคว่ำบาตรบริษัทของจีนจากกรณีซินเจียง เพิ่มจำนวนบริษัทเป็นอย่างน้อย 37 แห่ง ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันยังไม่แสดงท่าทีอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง นายหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงที่กรุงปักกิ่ง ยืนยันว่าจีนไม่เคยมีความคิด "เป็นเจ้ายุทธจักรโลก" หรือแย่งชิงสถานะดังกล่าวจากสหรัฐ ในทางกลับกันรัฐบาลปักกิ่งมุ่งมั่นแสวงหาแนวทางใหม่ เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสันติ และนำไปสู่การพยายามร่วมกันในระดับพหุภาคี ที่เป็นความร่วมมือซึ่งทำให้ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้รัฐบาลวอชิงตันปรับเปลี่ยนกรอบความคิดของการใช้กลยุทธ์สมัยสงครามเย็น นายหวังกล่าวต่อไปว่า สหรัฐกำลังเดินหน้าถอนตัวออกจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศหลายด้าน ล่าสุดคือการประกาศยุติเป็นส่วนหนึ่งของ สนธิสัญญาว่าด้วยการเปิดน่านฟ้า และการลาออกจากการเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการช่วงกลางปีดหน้า ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งยึดมั่นต่อแนวทางปฏิบัติขององค์กรและความร่วมมือระหว่างประเทศทุกแห่งที่เป็นสมาชิก เพียงเท่านี้ก็สามารถบ่งชี้ได้แล้วว่าใครคือ "ผู้สร้างปัญหา"
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)