ข่าวในประเทศ

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
1. ดันมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง วงเงิน 8.35 หมื่นล้าน (ที่มา: แนวหน้า , ประจำวันที่ 19 มีนาคม 2564)
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ได้บริหารงานประเทศไทยตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จนถึงปัจจุบันรวมระยะเวลามากว่า 6-7 ปี ได้มีโครงการหลายโครงการที่ทางรัฐบาลได้ดำเนินการลงทุนไปแล้วนั้น ก็ต้องการให้โครงการต่าง ๆ สามารถที่จะเปิดดำเนินการได้ เพื่อให้เกิดรายได้กลับเข้ามาจากการดำเนินการนั้น ๆ โดยในส่วนของกระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการหลายโครงการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เช่น โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ที่เตรียมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564รวมถึงโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ส่วนต่อขยายพัทยา-มาบตาพุด ที่ได้เปิดให้บริการ และเก็บค่าผ่านทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ในปีนี้ทางกระทรวงคมนาคมได้เตรียมผลักดันอีก 3 โครงการ วงเงิน 8.35 หมื่นล้าน ประกอบด้วย 1.) โครงการมอเตอร์เวย์ ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ระยะทางประมาณ 16.4 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 19,700 ล้านบาท ซึ่ง ครม. ได้มีมติอนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินการโดยใช้เงินจากกองทุนมอเตอร์เวย์มาดำเนินการ อยู่ระหว่างการเสนอไปยังคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) 2.) โครงการมอเตอร์เวย์ ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข (ดอนเมืองโทลล์เวย์) ช่วงรังสิต-บางปะอิน ระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 28,100 ล้านบาท ซึ่งเส้นทางดังกล่าว จะเชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) โดยได้สั่งการให้ ทล. ไปดำเนินการศึกษา เพื่อขออนุมัติภายในปีนี้และ 3.) โครงการมอเตอร์เวย์ทางยกระดับ ช่วงศรีนครินทร์-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (M7) ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร วงเงิน 37,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จะใช้หลักการPPP คาดว่าจะสามารถผลักดันให้เดินหน้าได้และตอบโจทย์การจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดี นายศักดิ์สยาม กล่าวถึงความคืบหน้าแผนเตรียมทดสอบการเดินรถไฟสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ว่า จะมีการทดสอบเสมือนจริงในวันที่ 26 มีนาคมนี้ โดยจะเป็นการทดสอบภายในเฉพาะกระทรวงคมนาคมและยังไม่มีการเปิดให้ประชาชนได้ร่วมทดสอบแต่หน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาที่สนใจสามารถทำหนังสือมาที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เพื่อพิจารณาจัดช่วงเวลาที่เปิดให้ทดลองเดินรถที่เหมาะสมต่อไป ส่วนวันที่ 28 กรกฎาคมจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการโดยยังไม่เก็บค่าโดยสารวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2564 ต่อไป

นายชัยยุทธ คำคุณ
ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร
โฆษกกรมศุลกากร
2. ขยายเวลาเว้นภาษีเรือสำราญ สนับสนุนไทยเป็นศูนย์กลางมารีน่าของอาเซียน (ที่มา: ไทยรัฐ , ประจำวันที่ 19 มีนาคม 2564)
นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมศุลกากรได้ขยายเวลาการยกเว้นการจัดเก็บภาษีอากร สำหรับเรือสำราญและเรือยอชต์ที่นำเข้ามากับเจ้าของเป็นการชั่วคราวและนำกลับไป จากเดิม 6 เดือน เป็น 2 ปี 6 เดือน นับจากวันที่นำเข้า โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด และต้องรายงานต่อกรมศุลกากรทุก 6 เดือน เพื่อป้องกัน การนำเรือยอชต์เข้ามาขายในประเทศไทยโดยไม่เสียภาษี เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ และเสริมสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางมารีน่าของอาเซียน “การขยายระยะเวลาการยกเว้นการจัดเก็บภาษีอากรนั้น เป็นไปตามข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่ต้องการดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้าประเทศ เพราะเมื่อมาเที่ยวแล้วก็จะเกิดค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายจอดเรือ ค่าน้ำมัน ถือเป็นรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ โดยนับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 - 8 มีนาคม 2564 มีเรือสำราญและเรือยอชต์เข้ามาในประเทศไทยแล้ว 33 ลำ และเชื่อว่าก่อนเกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ได้มีการนำเรือสำราญและเรือยอชต์เข้ามาท่องเที่ยวในไทยอยู่แล้วจำนวนมาก แต่ไม่สามารถบอกจำนวนตัวเลขที่ชัดเจนได้ขอเวลารวบรวมข้อมูลอีกครั้ง”
อย่างไรก็ตาม นายชัยยุทธ กล่าวต่อว่า กรมศุลกากรได้ตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญพิกัดอัตราศุลกากรประจำสำนักงาน เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา กรณีเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสงสัยหรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับพิกัดอัตราศุลกากร สำหรับสินค้าที่กำลังผ่านพิธีการศุลกากร เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจปล่อย และลดภาระผู้ประกอบการ “การนำเข้าสินค้ามีอัตราภาษีหลายพิกัด หลายรายการ แต่ละกลุ่มก็มีอัตราแตกต่างกัน โดยรายการสินค้าที่มีความชัดเจน ไม่ต้องตีความมีเพียง 5% ส่วนอีก 95% มีข้อโต้แย้ง ต้องตีความ บางครั้งการตีความของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจปล่อยก็ไม่เหมือนกัน ทำให้ใช้เวลาในการดำเนินการ และหากผู้นำเข้าต้องการนำสินค้าออกไปก่อน ก็ต้องวางหลักประกัน ซึ่งการวางหลักประกันก็แตกต่างกันอีก ดังนั้นจึงต้องตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญมาช่วยพิจารณา เพื่อความรวดเร็ว และลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดความขัดแย้งกับผู้ประกอบการด้วย

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์
รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ส.อ.ท. โชว์ยอดผลิตรถยนต์ กุมภาพันธ์ 64 เป็นบวกรับส่งออกสดใส (ที่มา: ไทยโพสต์ , ประจำวันที่ 19 มีนาคม 2564)
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ว่าจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้มีทั้งสิ้น 155,200 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.05% โดยเป็นยอดบวกจากการผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น 5.91% โดยรถยนต์ที่ผลิตได้รวม 2 เดือนในปีนี้จำนวนทั้งสิ้น 303,318 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.16% โดยสัดส่วนการผลิตเพื่อส่งออกอยู่ที่ 88,315 คัน เท่ากับ 56.90% ของยอดการผลิตทั้งหมด และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ จำนวนได้ 66,885 คัน เท่ากับ 43.10% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.50% รถจักรยานยนต์ ขณะที่ยอดผลิตรถจักรยานยนต์ ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ผลิตรถได้ทั้งสิ้น 218,530 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.30% ด้านยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 58,960 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 10.9% เป็นผลจากการกังวลการระบาดของโรคโควิด19 รอบสองตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2563 และกระจายไปอีกหลายจังหวัด ทำให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่และเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ประชาชนจึงระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สถาบันการเงินก็เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น คาดว่างานมอเตอร์โชว์ในวันที่ 24 มีนาคม ถึง วันที่ 4 เมษายน 2564 จะกระตุ้นยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้น ได้ดังเช่นปีที่แล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2564 รถยนต์มียอดขาย 114,242 คัน ลดลงจากปี 2563 ในระยะเวลาเดียวกัน 16.2% ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 265,771 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ ปีก่อน 46.33% ขณะที่การส่งออกนั้น รถยนต์สำเร็จรูปในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ส่งออกได้ 79,470 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันชองปีก่อน 16.52% เป็นผลมาจากตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ตะวันออกกลาง ยุโรปและแอฟริกา แต่ส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย อเมริกาเหนือออเมริกากลางและอเมริกาใต้ มีมูลค่าการส่งออก 43,081.65 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.23%
อย่างไรก็ตาม ประเทศคู่ค้าได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นจึงต้องการเครื่องยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มขึ้นดังต่อไปนี้ 1.) เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,382.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ 38.17% 2.) ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 19,346.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันชองปีก่อน 37.15% และ 3.) อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,054.17 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 2.73%
ข่าวต่างประเทศ
4. สหรัฐ จีน หารือตึงเครียดที่ อะแลสกา (ที่มา: เดลินิวส์ , ประจำวันที่ 19 มีนาคม 2564)
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองแองคอราจ รัฐอะแลสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ว่านายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และนายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พบหารือกับนายหยาง เจียฉือ ประธานคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์กลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ที่เมืองแองคอราจ ในรัฐอะแลสกา เมื่อวันพฤหัสบดี โดยเป็นการประชุมร่วมอย่างเป็นอย่างเป็นทางการครั้งแรก ระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ นับตั้งแต่สหรัฐเปลี่ยนผ่านอำนาจสู่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สหรัฐและจีนต่างมีท่าทีตั้งแต่ก่อนถึงวันประชุมว่า "ไม่คาดหวังมากนัก" จากการพบหารือครั้งนี้ โดยบลิงเคนกล่าวเปิดการหารือ ว่ารัฐบาลวอชิงตันต้องการหารือด้วยความมุ่งมั่นกับรัฐบาลปักกิ่ง ในประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ไต้หวัน อาชญากรรมไซเบอร์ต่อสหรัฐ และการที่จีนใช้อิทธิพลบีบบังคับทางเศรษฐกิจต่อพันธมิตรของอเมริกา เนื่องจากนโยบายทั้งหมดของจีนต่อสถานการณ์ที่กล่าวมานี้ "เป็นภัยคุกคามต่อระเบียบโลก" ขณะที่ผู้แทนของรัฐบาลปักกิ่งตอบด้วยภาษาจีนกลาง มีเนื้อหาสำคัญว่า สหรัฐเป็นประเทศที่ใช้อิทธิพลข่มขู่ประเทศอื่นทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร เพื่อแสดงความเป็น "เจ้าโลก" หรือผู้มีอิทธิพลเหนือกว่าอีกฝ่าย การกระทำของรัฐบาลวอชิงตันเป็นการละเมิด และขัดขวางกระบวนการของอำนาจอธิปไตย และกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนเป็นอุปสรรคต่อการค้าเสรี นอกจากนี้ สหรัฐเป็นแกนนำ "ปลุกระดม" ให้เกิด "แนวคิดต่อต้านจีน" ในหลายประเทศ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลวอชิงตันไม่ควรวางตัวเองว่าอยู่ในสถานะเหนือกว่า ด้วยการใช้คำว่า "เป็นฝ่ายต้องการพูดกับจีน" ด้านซัลลิแวนดูเหมือนพยายามบรรเทาบรรยากาศตึงเครียดของการหารือ ด้วยการกล่าวว่าสหรัฐไม่ต้องการส้รางความขัดแย้งกับจีน แต่ต้องยืนหยัดต่อหลักการของตัวเอง ที่ครอบคลุมถึงการ "ปกป้อง" พันธมิตรด้วย
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)