ข่าวในประเทศ
![]()
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
1. นายกฯถก ศบค. ชุดใหญ่ คาดขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยาวถึง 31 กรกฎาคมนี้ (ที่มา: เดลินิวส์ , ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2564)
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 พฤษภาคม ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นประธานการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ครั้งที่ 7/2564 ผ่านระบบ Video Conference ทั้งนี้ คาดว่า ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด– 19 (ศปก.ศบค.) จะเสนอให้ที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ พิจารณาขยายระยะเวลาประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน - 31 กรกฎาคม โดยยึดตามเหตุผลของกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้มีการประเมินสถานการณ์ไว้ว่า ต้องใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 2 เดือน ในการควบคุมการการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากต่อเพียง 1 เดือน หรือ 30 วัน เหมือนเดิม อาจจะไม่เพียงพอ พร้อมทั้งจะพิจารณาถึงแผนการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ตามที่ที่ประชุมอีโอซีกระทรวงสาธารณสุขเสนอด้วย
อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าจะมีการรายงานมาตรการควบคุมเข้มงวดเฝ้าระวังและสกัดกั้นชายแดน ป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ยาเสพติดและการค้ามนุษย์ที่อาจเข้ามาพร้อมโควิดสายพันธุ์ใหม่ และตั้งด่านจุดสกัดการลักลอบเข้าเมืองทางน้ำ ซึ่งถือว่ายังเป็นอีกหนึ่งจุดที่ยังคงมีปัญหา หลังพบผู้ติดเชื้อลอยลำในน่านน้ำ นอกจากนี้ที่ประชุม อาจมีการหารือ การกระจายวัคซีนแบบ on-site รวมไปถึงกระจายวัคซีนไปยังพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากพบการแพร่ระบาดของคลัสเตอร์ใหม่เพิ่มมากขึ้น อย่างในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งขณะนี้พบผู้ติดเชื้อกว่า 600 คน รวมไปถึงพื้นที่ชุมชนแออัด ที่จะต้องนำวัคซีนเข้าไปเสริม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่อย่างเร่งด่วน”
นายสุธี ทองแย้ม
ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี
2. ยอดส่งออกทุเรียนเมืองจันท์ไปจีนโตสวนวิกฤตโควิด-19 ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้าน (ที่มา: sondhitalk.com , ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2564)
เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้เผยถึงข่าวดีเกี่ยวกับการส่งออกทุเรียนเมืองจันท์ไปยังประเทศจีนว่าในปีนี้ความต้องการทุเรียนเมืองจันท์ของกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนมีมากขึ้นถึง 10% โดยมีมูลค่าการสั่งซื้ออยู่ที่ประมาณ 43,700 ล้านหยวนหรือกว่า 200,000 ล้านบาทไทย โดยข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันจาก น.ส.อาทินันท์ อินทรพิมพ์ กงสุลฝ่ายเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซียงไฮ้ ที่เดินทางเข้าร่วมงานสัปดาห์ความร่วมมืออุตสาหกรรมแม่โขง-ล้านช้าง ที่ตลาดเจียซิง มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีนว่า จากความเข้มงวดของ จังหวัดจันทบุรี ในการควบคุมผลผลิตทุเรียนของเกษตรกรให้มีคุณภาพ สด และอร่อย มีผลต่อยอดสั่งนำเข้าของคู่ค้าในตลาดเจียซิง และผู้นำเข้าทุเรียนจากไทยในประเทศจีน ทั้งนี้ ยังมีการคาดการณ์ผลผลิตทุเรียนเมืองจันท์ในปีนี้จะมีประมาณ 326,050 ตัน ซึ่งที่ผ่านมา เกษตรกรได้ตัดทุเรียนออกจากสวนแล้วกว่า 60% คงเหลือผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาดอีกประมาณ 30% และยังคาดว่าราคาทุเรียนส่งออกในสัปดาห์นี้น่าจะขยับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 90-130 บาท หลังราคาส่งออกในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 80-100 บาท
อย่างไรก็ดี ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทุบรี ยังเผยอีกว่าปัจจัยที่ทำให้ยอดขายทุเรียนในพื้นที่ จังหวัดจันทบุรี เติบโตมากขึ้นจากปีก่อนส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ผู้ประกอบการรายย่อยหันมาขายผลไม้ผ่านระบบออนไลน์จนได้กระแสตอบรับดีเกินคาด และยังพบว่าพ่อค้าแม่ค้า รวมทั้งผู้ประกอบหน้าใหม่ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 เพิ่มขึ้นมาก ได้ใช้ความสามารถในเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการขาย เช่น การไลฟ์สดผ่านโลกออนไลน์ และการส่งผลไม้ผ่านไปรษณีย์จันทบุรี รวมทั้งบริษัทขนส่งเอกชน จนสามารถเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิตทุเรียนในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง ซ้ำยังทำให้ราคาทุเรียนในปีนี้สามารถปรับได้สูงขึ้นจนสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี “ขอให้เกษตรกรรักษาคุณภาพและมาตรฐานในการผลิตทุเรียนให้ได้เช่นนี้ในทุกๆ ปี ซึ่งจะทำให้ทุเรียนของจันทบุรี รวมทั้งผลไม้จากไทยสามารถครองตลาดการค้าในประเทศจีนได้อย่างยั่งยืน และยังช่วยให้คนไทยได้รับประทานทุเรียนคุณภาพอีกด้วย” ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กล่าว

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์
รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. กลุ่มรถยนต์ขึงเป้าผลิตปีนี้ 1.5 ล้านคัน (ที่มา: ข่าวสด , ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2564)
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอดผลิตรถยนต์เดือนเมษายน 2564 ผลิตได้ 104,355 คัน เพิ่มขึ้น 322.30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ฐานต่ำ เพราะล็อกดาวน์ประเทศจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกช่วงต้นปี 2563 และขอให้ประชาชนอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ดังนั้นจึงเทียบกับเดือนเมษายน 2562 ที่เป็นภาวะปกติก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 พบว่ายอดผลิตลดลง 30.44% ส่วนยอดผลิตรถยนต์ 4 เดือนของปีนี้ (มกราคม - เมษายน 2564) อยู่ที่ 570,188 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.19% ทางกลุ่ม รถยนต์ฯ จึงยังคงตั้งเป้าหมายการผลิตปี 2564 ไว้ที่ 1,500,000 คัน ซึ่งเป็นเป้าต่ำสุดที่มีโอกาสเป็นไปได้สูงและอาจจะผลิตไปได้ถึง 1,700,000 คัน หากไทยสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศได้ การระบาดในต่างประเทศลดลง และปัญหาขาดแคลนไมโครชิพไม่รุนแรงมากไปกว่านี้ ทางกลุ่มรถยนต์จึงขอติดตามดูสถานการณ์อีก 2 เดือน ว่าจะปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้นหรือไม่ “ขณะนี้ยังไม่มีการปรับเพิ่มเป้าการผลิตรถยนต์ เพราะยังกังวลเรื่องการระบาดของโควิด-19 ระลอกสามในประเทศที่พบผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นว่าจะควบคุมการแพร่ระบาดได้หรือไม่ รวมถึงปัญหาการขาดแคลนไมโครชิพที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้โรงงานผลิตรถยนต์ทั่วโลกและไทยต้องหยุดผลิตชั่วคราวเป็นระยะๆ บางรุ่นตั้งแต่ 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน เพื่อนำไมโครชิพไปผลิตรถยนต์รุ่นยอดนิยมที่มียอดขายสูงก่อน”
อย่างไรก็ตาม นายสุรพงษ์กล่าวและว่า คาดว่าปัญหานี้อาจยืดเยื้อไปอีก 2 ปี ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้การผลิตรถยนต์ทั่วโลกหายไปประมาณ 1 ล้านคันต่อไตรมาส คิดเป็น 1% ของยอดการผลิต ทั่วโลก 20 ล้านคันต่อไตรมาส โดยยอดผลิตเดือนเมษายน 2564 ที่เพิ่มขึ้น มาจากยอดผลิตเพื่อส่งออก 59,684 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ฐานต่ำ 335.24% และยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศผลิตได้ 44,671 คัน เพิ่มขึ้น 306.17% สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ 58,132 คัน เพิ่มขึ้น 93.1% แต่ลดลง 23.45% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2562 เนื่องจากมีลูกค้าที่จองขอเลื่อนการรับรถยนต์ เพราะไม่มั่นใจเรื่องรายได้ในอนาคต และสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
ข่าวต่างประเทศ
![]()
4. สหภายุโรประงับให้สัตยาบันต่อความร่วมมือการค้ากับจีน (ที่มา: เดลินิวส์ , ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2564)
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ว่าที่ประชุมสภายุโรปมีมติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ด้วยเสียงข้างมาก 599 เสียง คัดค้าน 30 เสียง และงดออกเสียง 58 เสียง ระงับการให้สัตยาบันต่อความร่วมมือทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (EU) กับรัฐบาลปักกิ่งในชื่อข้อตกลงครอบคลุมด้านการลงทุน EU-จีน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว หลังใช้เวลาเจรจายาวนานถึง 7 ปี ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญ คือการสร้างความเท่าเทียมให้แก่ผู้ประกอบการจาก EU เมื่อเข้าไปลงทุนในจีน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บริษัทจากจีนซึ่งจะเข้ามาลงทุนในประเทศซึ่งเป็นสมาชิก EU
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีมติเรียกร้องให้รัฐบาลปักกิ่งยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อสมาชิกสภายุโรป และนักการเมืองระดับสูงหลายคนใน EU ก่อนดำเนินการให้ข้อตกลงฉบับนี้มีความคืบหน้า เนื่องจากหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินเช่นนี้ต่อไป เป็นการยากที่ความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่าย "จะเป็นไปอย่างปกติ" ขณะที่สำนักงานคณะผู้แทนถาวรจีนประจำ EU ออกแถลงการณ์ว่า ข้อตกลงส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ในการยกระดับผลประโยชน์ "ให้เท่าเทียมกัน" ไม่ใช้การเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มาตรการคว่ำบาตรของรัฐบาลปักกิ่งนั้น "เป็นการตอบโต้อย่างชอบธรรม" ต่อการที่ EU ใช้มาตรการแบบเดียวกันก่อน อนึ่ง EU ดำเนินการตามสหรัฐ เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง เมื่อปี 2532 ที่ EU กลับมาคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ของจีน ด้านรัฐบาลปักกิ่งตอบโต้ด้วยการขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอียูและนักวิชาการชื่อดัง รวม 10 คน
|
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) |