ข่าวประจำวันที่ 20 ธ.ค. 2564

ข่าวในประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

1. รัฐบาลหนุนไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ EV ชูบทบาทสู่ Detroit of Asia (ที่มา: อินโฟเควสท์ , ประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2564)

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง จากการขับเคลื่อนตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมก้าวหน้าที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะ ด้วยนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำให้ไทยรักษาความเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย (Detroit of Asia) โดยให้เตรียมพร้อม Up-skill / Re-skill ของภาคการผลิตของไทย สร้างนวัตกรรมใหม่ สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ซึ่งเป็นทิศทางการผลิตของยานยนต์โลก รวมทั้งนำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และแก้ปัญหามลพิษ ฝุ่น PM 2.5 เพื่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ไทยตั้งเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า Zero Emission Vehicles หรือ ZEV จำนวน 725,000 คันต่อปี หรือ 30% ของการผลิตรถยนต์ภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) โดยได้มีนโยบายในการดึงดูดและเอื้อต่อการลงทุนที่หลากหลาย อาทิการ สนับสนุนการลงทุนในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และการสนับสนุนให้เกิดธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น สถานีชาร์จ ธุรกิจซ่อมบำรุง และธุรกิจซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชันอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นายธนกร กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย คิดเป็นประมาณ 5.9% ของ GDP หรือประมาณ 11% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรมในปี 2563 ไทยมีการผลิตรถยนต์รวม 1.4 ล้านคัน เป็นอันดับที่ 11 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกรวม 919,000 ล้านบาท และยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 การผลิตรวมราว 1.6 ล้านคัน ขยายตัว 15% และปี 2565 คาดว่าการผลิตจะขยายตัวอยู่ที่ 1.7 ล้าน ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ได้ประกาศแผนการลงทุนมูลค่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 28,000 ล้านบาท ยกระดับกระบวนการผลิตในโรงงานด้วยเทคโนโลยีและหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่ล้ำสมัย ถือเป็นการลงทุนในประเทศไทยครั้งใหญ่ในรอบ 25 ปี ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย มูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 100,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ก็เริ่มลงทุนเดินหน้าผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจรที่ทันสมัย พร้อมยังเตรียมขยายกำลังการผลิตสู่ 50 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีตามแผนในอนาคต ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ไทยเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดอาเซียนด้วย

นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์
ผู้อำนวยการ
สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.)

 

2. กู้เงินอุ้มก๊าซ LPG สะดุด “พลังงาน” ส่อปรับราคาแบบขั้นบันได (ที่มา: แนวหน้า , ประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2564)

นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กล่าวถึง ความคืบหน้าในการกู้เงินเพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ เป็นจำนวนไม่เกิน 30,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้ ธนาคารกรุงไทยกับธนาคารออมสินได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม จากที่กำหนดในหนังสือให้ธนาคารแจ้งตอบภายใน 31 มกราคม 2565 เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องของเงื่อนไขต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของความสามารถในการชำระเงินคืน เนื่องจากอาจจะยังกังวลในเรื่องของสถานการณ์ราคาน้ำมันยังอาจผันผวน ซึ่งทาง สกนช. ก็ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าสำนักงานฯ อยู่ในฝ่ายปฏิบัติบนพื้นฐานของกฎหมายที่ระบุว่ามีเงินเท่าไหร่ และจะบริหารอย่างไร เพื่อส่งรายละเอียดให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นชอบในแนวทางปฏิบัติ ซึ่งทางกรรมาธิการงบประมาณก็ได้เข้าใจในเรื่องนี้แล้ว ส่วนความคืบหน้าเงินกู้เพื่อช่วยเหลือก๊าซหุงต้มหรือ LPG ภาคครัวเรือนเพื่อคงราคาขายปลีกที่ 318 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม จากเดิมที่ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ช่วยเหลือประชาชนภาคครัวเรือนจะครบกำหนดวันช่วยเหลือในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ขอแบ่งแยกบัญชีการช่วยเหลือ LPG ออกจากกองทันน้ำมันฯ โดยให้ยื่นกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม 5 แสนล้านบาท จำนวน 2,570 ล้านบาท ตามกรอบ 4 เดือนนั้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ท้วงติงว่า อาจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม 5 แสนแสนล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อลงรายละเอียดของความช่วยเหลือจะมีข้อกังวลในเรื่องของการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่เหมือนกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือโครงการคนละครึ่ง โดยสำนักงานฯ อาจจะชะลอการขอกู้เงินตรงนั้นไว้ก่อน ดังนั้นจะต้องหารือร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และติดตามมติของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่าจะมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไร ซึ่งเข้าใจว่าภายในเดือนธันวาคม 2564 จะต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ฐานะกองทุนน้ำมัน ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2564 อยู่ที่ 1,426 ล้านบาท โดยมีวงเงินคงเหลือในบัญชีน้ำมันสุทธิ 22,400 ล้านบาท ส่วนบัญชี LPG มีวงเงินติดลบอยู่ที่ 20,974 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาได้ใช้ไปเดือนละ 5,800 ล้านบาท แบ่งเป็นด้านน้ำมัน 3,900 ล้านบาท และ LPG จำนวน 1,900 ล้านบาท ดังนั้น กองทุนน้ำมันฯ จะต้องหาเงินเข้ามาในระบบเพื่อพยุงราคาทั้งน้ำมันและก๊าซ LPG เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด                 

 

นายวิทัย รัตนากร
ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

 

3. “ธนาคารออมสิน” กาง 5 แผนงานช่วยรายย่อยในปี 2565 (ที่มา: ไทยรัฐ , ประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2564)

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในปี 2565 ออมสินยังคงมุ่งเน้นการเข้าถึงแหล่งเงินอย่างเป็นธรรม สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะรายย่อยหรือฐานราก ตามแผน 5 งาน ดังนี้ 1.) โครงการสร้างงานสร้างอาชีพเพื่อรองรับคนตกงานที่ต้องการมีอาชีพใหม่ โดยจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอาชีวะ 18 แห่ง เพื่อทักษะอาชีพ เมื่อเข้าอบรมแล้วนำใบประกาศนียบัตรที่ผ่านการอบรมมาเป็นหลักฐานการขอสินเชื่อ เพื่อเป็นทุนในการประกอบธุรกิจ รวมถึงผู้ที่มีธุรกิจเดิมอยู่แล้วสามารถยื่นกู้เพื่อปรับปรุงกิจการได้เช่นกัน 2.) สินเชื่อที่ดินและขายฝากจะจัดตั้งบริษัทลูกมาดำเนินการเพื่อความคล่อง คาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2565 ตั้งเป้าอัตราดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 10% ซึ่งต่ำกว่าดอกเบี้ยนอกระบบที่คิดกันมากกว่า 20-40% 3.) การปล่อยกู้ผ่านระบบดิจิทัลแอปพลิเคชัน MyMo 4.) ออมเพื่อการเกษียณ เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศ ซึ่งในอนาคตหลายอาชีพจะไม่มีเงินบำนาญให้แล้ว ออมสินจะเข้าไปช่วยเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มที่อายุตั้งแต่ 40-50 ปีขึ้นไป เพื่อวางแผนการเงินหลังเกษียณอายุ และ 5.) การขายและโอนหนี้เพิ่มคล่องตัว สามารถบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐานเดียวกันกับสถาบันการเงินอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม นายวิทัยกล่าวว่า สำหรับผลประกอบการปี 2564 คาดว่าจะมีกำไรมากกว่าปี 2562 ซึ่งขณะนั้นมีกำไรที่ 26,000 ล้านบาท ก่อนการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ทรัพย์สินครัวเรือนญี่ปุ่นพุ่งทำนิวไฮ รับอานิสงส์เงินฝาก ราคาหุ้นเพิ่ม (ที่มา: อินโฟเควสท์ , ประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2564)

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยในวันนี้ว่า ทรัพย์สินของครัวเรือนญี่ปุ่นพุ่งทำสถิติสูงสุดเกือบ 2,000 ล้านล้านเยน (18 ล้านล้านดอลลาร์) ณ สิ้นเดือนกันยายน เนื่องจากประชาชนยังคงงดการใช้จ่ายเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยรายงานระบุว่า จำนวนทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 1,999.8 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2548 และเพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบรายปี โดยมีเงินสดและเงินฝากเพิ่มขึ้น 3.7% แตะที่ 1,072 ล้านล้านเยน คิดเป็นสัดส่วน 53.6% ของทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การถือเงินสดและเงินฝากเพิ่มขึ้น เพราะประชาชนจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในบ้านช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 รุนแรง ทำให้มีการใช้จ่ายเงินน้อยลง โดยเงินสดและเงินฝากที่ถือครองโดยบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 4.4% แตะที่ 321 ล้านล้านเยน คิดเป็นสัดส่วน 25.6% ของทรัพย์สินทั้งหมด รวมมูลค่า 1,250 ล้านล้านเยน ซึ่งเพิ่มขึ้น 8.3% ขณะที่ การขยายอายุสินเชื่อโดยสถาบันการเงินให้แก่บริษัทนอกภาคการเงินลดลง 0.1% แตะที่ 351 ล้านล้านเยน อีกทั้ง รายงานประจำไตรมาสระบุว่า พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่ถือครองโดย BOJ ลดลง 0.7% แตะที่ 538 ล้านล้านเยน เนื่องจากบางส่วนได้รับการไถ่ถอนเมื่อครบกำหนด

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)