ข่าวในประเทศ
น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. สั่งสมอ.กวาดล้างของห่วย (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2566)
น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าด้อยคุณภาพที่มีราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาในประเทศไทย ให้เข้มงวดตรวจสอบสินค้านำเข้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนอย่างเคร่งครัด รวมทั้งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบมาตรฐานของสินค้านำเข้าที่อยู่ในข่ายการควบคุมของ สมอ. เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าดังกล่าวเข้าประเทศ ด้านนายวันชัย พนมชัย รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนเลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า สมอ. จะเข้มงวดในทุกช่องทางเพื่อสกัดกั้นสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้ามาในราชอาณาจักร โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในข่ายการควบคุมของ สมอ. 143 รายการ ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หากมีสินค้านำเข้าที่ใช้พิกัดและรหัสสถิติที่เชื่อมโยงไว้ ผู้นำเข้าจะต้องยื่นข้อมูลการนำเข้าผ่านระบบเอ็นเอสดับบลิว และได้รับใบอนุญาตก่อนรับมอบสินค้าจากกรมศุลกากร เพื่อป้องกันการนำสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้ามาจำหน่ายในประเทศ และยังตรวจสอบการนำเข้าสินค้าที่ผ่านพิธีการทางศุลกากรผ่านระบบอี-แทคกิ้ง เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของการนำเข้า และตรวจสอบการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ดี ยังได้ทำการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจควบคุมการจำหน่ายสินค้าในท้องตลาด และทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม พร้อมกันนั้นได้นำระบบ e-Market surveillance มาใช้ในการ ตรวจติดตามสถานที่จำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมทั้งกำชับทีมนักรบไซเบอร์ ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าทางโทรทัศน์ และแพลต ฟอร์ม ออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อจะได้เฝ้าระวังสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานอีกด้วย ทั้งนี้ สินค้าด้อยคุณภาพราคาถูกที่ทะลักเข้ามาในไทย ส่งผล กระทบต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและความปลอดภัยของประชาชน สมอ. จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจควบคุมและกำกับติดตามสินค้าไม่ได้มาตรฐานในทุกช่องทาง หากผู้ผลิตและผู้นำเข้าฝ่าฝืนกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงผู้จำหน่ายหากขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
2.ปี'67 ดีมานด์น้ำมันพุ่ง สนพ. ชี้กันยายนราคาสูงทุบสถิติ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2566)
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สถานการณ์โลกที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในเดือนกันยายน 2566 มีราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือนของปี 2566 จากความกังวลต่ออุปทานตึงตัวหลังซาอุดีอาระเบียขยายระยะเวลาในการปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมที่ 1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปถึงสิ้นปี 2566 ขณะที่รัสเซียปรับลดการส่งออกลง 0.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จนถึงสิ้นปีนี้เช่นกัน รวมทั้งราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นท่ามกลางความกังวลต่ออุปทานจากการปิดซ่อมบำรุงฉุกเฉินของโรงกลั่นในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากเศรษฐกิจจีน ในเดือนสิงหาคม 2566 ปรับตัวดีขึ้นหลังรัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น 4.5% จากปีก่อนหน้า อีกทั้งปริมาณการกลั่นของ โรงกลั่นในจีนปีนี้เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบประวัติการณ์ที่ 15.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น กว่า 20% จากปีก่อนหน้า หลังความต้องการใช้ในประเทศและการส่งออกเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม รายงานประจำเดือนกันยายน 2566 กลุ่ม OPEC ได้เปิดเผยการคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกว่า จะปรับเพิ่มขึ้นอีก 2.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2567 เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกในปีหน้าที่มี แนวโน้มดีขึ้น ขณะที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันจะเติบโตขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2567 อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยลบ จากความต้องการใช้น้ำมันและเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง หลังพายุไต้ฝุ่น Haikui ได้เข้าถล่มฮ่องกง และเซินเจิน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง อีกทั้ง สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความน่าสนใจน้อยลงสำหรับผู้นำเข้าที่ถือ สกุลเงินอื่น รวมทั้งราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินในอาเซียน ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกประเทศ สำหรับปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่น่าจับตามอง โดยสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้คาดการณ์ตลาดน้ำมันดิบจะเข้าสู่ภาวะขาดดุลอย่างมากในไตรมาส 4 ของปี 2566 ที่ประมาณ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบปรับลดลงจากการขยายมาตรการปรับลด กำลังการผลิตของซาอุดีอาระเบียและรัสเซียจนถึงสิ้นปีนี้ ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2566 ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของกลุ่มโอเปกที่คาดว่า ตลาดจะขาดดุลมากสุดในรอบ 5 ปี สำหรับในปี 2567 IEA คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันดิบจะเติบโตที่ราว 1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่อุปทานจะปรับเพิ่มขึ้นราว 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะส่งผลให้ตลาด มีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะเกินดุลอีกครั้ง
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)
3. ปตท.ตั้งเป้าฮับLNGภูมิภาคมั่นใจทั้งปีธุรกิจเป็นไปตามแผน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2566)
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมทิศทางการดำเนินธุรกิจปีนี้ ยังเป็นไปตามเป้าหมาย ที่วางไว้ โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซ หลัง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. สามารถเข้าพื้นที่แปลง จี 1/61 (เอราวัณ) สามารถผลิตก๊าซเพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็น 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และตามแผนจะเพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในเดือน เม.ย. 2567 ขณะเดียวกัน เทอมินอลแอลเอ็นจี แห่งที่ 2 ขนาด 7.5 ล้านตัน ก็เสร็จตามแผน ส่งผลให้ปัจจุบันสามารถรองรับแอลเอ็นจี รวม 19 ล้านตัน ส่วนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของกลุ่ม ปตท. สามารถทำได้ดีกว่าแผน ปัจจุบันกำลังการผลิต ทั้งในและต่างประเทศรวมกว่า 3,000 เมกะวัตต์ ดังนั้น ปตท.ได้ปรับเป้ากำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากเดิม ตั้งเป้า 12 กิกะวัตต์ เพิ่มเป็น 15 กิกะวัตต์ ภายในปี'73 ทั้งนี้ แนวโน้มผลประกอบการช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่า จะปรับเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก จากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี'66 ขณะที่ค่าการกลั่นยังทรงตัวในระดับที่ดี แม้ว่า จะต่ำกว่าปี'65 แต่นับว่า ดีกว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งผลประกอบการ ของบมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ผูกกับราคาน้ำมัน ทำให้ผลประกอบการยังเติบโตขึ้น โดยยอดขายของปตท.ในปีนี้ คาดปรับตัวสูงขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อน มาจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เพราะในปี'65 ยังมีโควิด แต่ปีนี้โควิด ไม่เต็มปี ส่งผลให้ยอดขายปีนี้สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปตท.ตั้งเป้าพัฒนาธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ให้เป็น LNG Regional Hub ของภูมิภาค โดยขณะนี้โครงสร้างพื้นฐานในการรองรับการดำเนินการพร้อมแล้วมีสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG Receiving Terminal จำนวน 2 แห่ง ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ซึ่งมีกำลังแปรสภาพ LNG รวม 19 ล้านตันต่อปี โดยเป้าหมายของกลุ่ม ปตท. จะเพิ่มปริมาณการค้า LNG ให้ได้ 9 ล้านตันต่อปี ในปี ค.ศ. 2030 หรือ ปี พ.ศ. 2573 โดยได้มีการจัดตั้ง หน่วยธุรกิจฯ ขึ้นมารองรับ ซึ่งจะมีการจำหน่ายในลักษณะนำเข้า LNG แล้วกระจายจำหน่าย LNG ในภูมิภาค เช่น จีนตอนใต้ กัมพูชา ด้วยระบบขนส่งทางรถยนต์ และขนส่งทางเรือขนส่ง LNG ขนาดเล็ก ในขณะเดียวกันหน่วยธุรกิจฯ จะเร่งขยายการจำหน่าย LNG ไปยังโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า หรือกลุ่ม ผู้ประกอบการอื่นๆ เพื่อใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงทดแทนเชื้อเพลิง รูปแบบเดิม ซึ่งจากการที่ LNG เป็นเชื้อเพลิงสะอาด และราคาสามารถแข่งขันได้กับน้ำมัน ประกอบกับทั่วโลกมีแผนลดโลกร้อน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์ จึงเชื่อมั่นว่า ความนิยม LNG จะมีเพิ่มมากขึ้น
ข่าวต่างประเทศ
4.ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสร่วง หลังพุ่งกว่า 4% รับข่าวสงครามอิสราเอล-ฮามาส (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, ประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2566)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ปิดวันอังคาร (10 ตุลาคม 2566) ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง หลังพุ่งกว่า 4% วานนี้ขานรับข่าวการทำสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนพ.ย. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ ลบ 41 เซนต์ ปิดที่ 85.97 ดอลลาร์/บาร์เรล ด้านเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 50 เซนต์ ปิดที่ 87.65 ดอลลาร์/บาร์เรล ด้านนายวิเวก ธาร์ นักวิเคราะห์ด้านพลังงานของธนาคารคอมมอนเวลธ์ ระบุในรายงานว่า เหตุการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสจะเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันให้พุ่งขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้นการที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและอย่างยาวนาน เหตุการณ์ความขัดแย้งนี้จะต้องกระทบต่อการขนส่งน้ำมัน และทำให้ปริมาณน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสยังไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแหล่งผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลและปาเลสไตน์ต่างก็ไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ โดยอิสราเอลมีโรงกลั่นน้ำมันเพียง 2 โรง ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกันราว 300,000 บาร์เรล/วัน ขณะที่ปาเลสไตน์ไม่มีการผลิตน้ำมัน ด้านโกลด์แมน แซคส์ออกรายงานระบุว่า การสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสจะยังไม่ส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อปริมาณน้ำมันในตลาด แต่จะกระทบต่อการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย ขณะเดียวกัน สหรัฐยืนยันว่ายังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าอิหร่านมีส่วนร่วมโดยตรงในการโจมตีอิสราเอล ซึ่งหากสงครามไมขยายวงไปถึงอิหร่าน ก็จะไม่สามารถหนุนราคาน้ำมันในระยะยาว
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) |