ข่าวในประเทศ
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
1. ก.ค. ธุรกิจตั้งใหม่ 7 พันราย เลิกกิจการเพิ่ม 24% จากเดือนก่อน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2568)
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือนกรกฎาคม 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,710 ราย เพิ่มขึ้น 687 ราย (9.78%) เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568 (7,023 ราย) ในขณะที่ทุนจดทะเบียนเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 22,018 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,905 ล้านบาท (21.56%) เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568 (18,113 ล้านบาท) ขณะที่การจัดตั้งใหม่ช่วง 7 เดือนของปี 2568 (มกราคม- กรกฎาคม 2568) มีจำนวน 51,548 ราย ลดลง 2,672 ราย (-4.93%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (54,220 ราย) ในขณะที่ทุนจดทะเบียน 171,158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,375 ล้านบาท (1.41%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (168,783 ล้านบาท) สำหรับการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนกรกฎาคม 2568 มีจำนวน 1,825 ราย เพิ่มขึ้น 357 ราย (24.32%) เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568 (1,468 ราย) และมีทุนจดทะเบียนเลิก 20,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,753 ล้านบาท (93.75%) เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568 (10,403 ล้านบาท) โดยการจดทะเบียนเลิกช่วง 7 เดือนของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม 2568) มีจำนวน 8,069 ราย เพิ่มขึ้น 140 ราย (1.77%) เมื่อเทียบกับช่วง 7 เดือนของปี 2567 (7,929 ราย) ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 50,700 ล้านบาท ลดลง 34,880 ล้านบาท (-40.76%) เมื่อเทียบกับช่วง 7 เดือนของปี 2567 (85,579 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม สำหรับสัดส่วนของการจัดตั้งธุรกิจและจดเลิกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 6 :1 กล่าวคือ จัดตั้ง 6 ราย เลิก 1 ราย โดยสัดส่วนนี้เท่ากับค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) ทั้งนี้ ในปี 2568 มีจำนวนจัดตั้งใหม่ 51,548 ราย ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่มีจำนวน 48,040 ราย และประเภทธุรกิจที่มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นในช่วง 7 เดือนของปี 2568 ใน 3 อันดับแรก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ของปี 2567 คือ 1. ธุรกิจขายส่งสินค้าทั่วไปโดย ได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง เพิ่มขึ้น 317 ราย คิดเป็น 50.16% 2. ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด เพิ่มขึ้น 280 ราย คิดเป็น 46.90% และ 3. ธุรกิจขนส่ง ขนถ่ายสินค้า และคนโดยสาร เพิ่มขึ้น 229 ราย คิดเป็น 23.46% โดยปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,016,377 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.02 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 965,012 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.71 ล้านล้านบาท
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
2. พาณิชย์หั่นเป้าค้าชายแดนปีนี้กร่อย (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2568)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยว่าปี 2568 อาจเติบโตได้เพียง 2% เมื่อเทียบกับปี 2567 คิดเป็นมูลค่า 1.85 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิมที่ 3% มูลค่า 1.87 ล้านล้านบาท เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่เริ่มมีมาตรการงดการผ่านเข้า-ออก ของยานพาหนะทุกประเภทตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2568 มาจนถึงการปะทะกันของทั้ง 2 ฝ่ายในช่วงวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 จึงจำเป็นต้องปิดจุดผ่านแดนทั้ง 18 แห่ง เพื่อความมั่นคง และอธิปไตยของประเทศแม้ส่งผลให้การส่งออก-นำเข้า และกิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก และมูลค่าการค้าหายไปเกือบทั้งหมดหรือเกือบ 100% นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากกรณีที่ทางการไทยปิดด่านชายแดนไทย-เมียนมาบางแห่ง เพื่อแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในช่วงต้นปี แม้ต่อมาสามารถเปิดด่านได้ในเวลารวดเร็ว แต่ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ทางการเมียนมาก็กลับมาปิดด่านอีกครั้งที่ด่านแม่สอด-เมียวดี บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 ฝั่งเมียนมา เพื่อสกัดการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่มีใบอนุญาตตามที่ทางการกำหนด ทั้งนี้ สำหรับภาพรวมมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย ณ เดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 166,025 ล้านบาท เพิ่ม 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เป็นการส่งออก 92,216 ล้านบาท เพิ่ม 5.9% และการนำเข้า 73,810 ล้านบาท เพิ่ม 3.9% โดยไทยได้ดุลการค้า 18,406 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 7 เดือน (มกราคม - กรกฎาคม) ปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 1.18 ล้านล้านบาท เพิ่ม 11% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 เป็นการส่งออก 688,477 ล้านบาท เพิ่ม10.7%การนำเข้า 499,793 ล้านบาท เพิ่ม 11.3% และไทยได้ดุลการค้า 188,683 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนเดือนกรกฎาคม 2568 นั้น แบ่งเป็น 1. การค้าชายแดนไทยกับ 4 ประเทศเพื่อนบ้าน คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และมาเลเซีย 66,220 ล้านบาท ติดลบ 20% เป็นการส่งออก 35,702 ล้านบาท ติดลบ 29.5% การนำเข้า 30,518 ล้านบาท ติดลบ 5.0% ไทยยังได้ดุลการค้ารวม 5,184 ล้านบาท โดยค้าชายแดนกับกัมพูชา เหลือมูลค่าเพียง 376 ล้านบาท ติดลบมากถึง 97.5% ส่วนเมียนมา 17,133ล้านบาทเพิ่ม 8.7%, ลาว 22,451 ล้านบาท เพิ่ม 2.3% และมาเลเซีย 26,261 ล้านบาท ติดลบ 13.1% ส่วนสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 1,971 ล้านบาท, น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ 1,141 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ 1,029 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 572,281 ล้านบาท ลดลง 0.8% เป็นการส่งออก 343,950 ล้านบาท ลดลง 3.5% และการนำเข้า 228,331 ล้านบาท เพิ่ม 3.7% และ 2. การค้าผ่านแดนไทยไปประเทศที่ 3 เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ จีนตอนใต้ 99,805 ล้านบาท เพิ่ม 32.5% เป็นการส่งออก 56,514 ล้านบาท เพิ่ม 55.0% และการนำเข้า 43,291 ล้านบาท เพิ่ม 11.3%
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ
ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
3. 'กนอ.' เดินหน้า 4 นโยบายหลัก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2568)
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงแนวทางการนำวิสัยทัศน์ 5 แกนหลักสำคัญ หรือ R-A-P-I-D ที่ได้ประกาศไว้ครั้งเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กนอ. เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2568 ให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมว่า ได้มีการสังเคราะห์วิสัยทัศน์ R-A-P-I-D จนแปลงออกมาเป็นนโยบายหลัก 4 ด้านสำคัญ นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนบทบาทใหม่ของ กนอ.ในการเป็นแพลตฟอร์ม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 1. การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ผ่านการจัดตั้งหน่วยธุรกิจเศรษฐกิจใหม่ (New Economy Business Unit) โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมออกแบบ และบูรณาการโมเดลธุรกิจใหม่ๆ 2. นำนวัตกรรมและองค์ความรู้ ยกระดับการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม และบริการแก่ผู้ประกอบการ สร้างมาตรฐานการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว มีความยืดหยุ่น เพื่อดึงดูดผู้ที่มีศักยภาพสูง (Global Talent) และสตาร์ทอัพ (Startup) จากทั่วโลกให้เข้ามาทำงาน และพัฒนาธุรกิจในประเทศไทย 3. พัฒนาทุนทรัพยากรมนุษย์ของ กนอ.ให้มีสมรรถนะสอดรับกับบริบทใหม่ โดยเน้นทักษะด้านการทำงานร่วมกับระบบ AI รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ และ 4. ยกระดับบทบาทด้านการกำกับดูแลและส่งเสริมผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม ให้สามารถเติบโตอย่างมั่นคง บนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างระบบสนับสนุนและการประเมินผลที่ยึดหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) อย่างจริงจัง
ข่าวต่างประเทศ
4. มาเลเซียชงแผนยกเว้นภาษีวัตถุดิบน้ำมันปาล์ม หวังลดภาระผู้ผลิต (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2568)
นายชาน ฟุง ฮิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ของมาเลเซีย เปิดเผยว่า ทางกระทรวงฯ ได้ยื่นเรื่องเสนอต่อกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้มีการยกเว้นภาษีการขายและบริการ (SST) ให้กับวัตถุดิบสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ น้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบ (Crude Palm Kernel Oil) และน้ำมันโอเลอินจากเมล็ดในปาล์ม (Palm Kernel Olein Oil) โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลมาเลเซียได้ขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษี SST เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี ส่งผลให้ปัจจุบันวัตถุดิบทั้งสองรายการถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 5% ทั้งนี้ การยกเว้นภาษีดังกล่าวมีเหตุผลอันสมควร เนื่องจากสินค้าทั้งสองชนิดเป็นเพียงวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตโอเลโอเคมีภัณฑ์ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายที่รัฐบาลมุ่งจัดเก็บภาษี
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ กำลังมีการพิจารณาข้อเสนอให้ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี SST สำหรับภาคบริการบางประเภทที่มีความสำคัญต่อการดำเนินงานของอุตสาหกรรม เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนให้กับผู้ประกอบการอีกด้วย
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)