ข่าวในประเทศ
นายณัฐพล รังสิตพล
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
1. กรมโรงงานจับมือ กนอ.-สอจ. ป้องกันอัคคีภัยในโรงงานเสี่ยงสูง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2568)
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อัคคีภัยในโรงงานเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะโรงงานที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ โรงงานลำดับที่ 39,40 ผลิตภัณฑ์กระดาษ โรงงานลำดับที่ 53(4)(5)(7) ผลิตภัณฑ์พลาสติก และโรงงานลำดับที่ 42 เคมีภัณฑ์ สารเคมี และปิโตรเคมี สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นของสังคม จึงสั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ปรับเปลี่ยนการทำงานจาก "ตั้งรับ" เป็น "การรุก" เร่งเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานเสี่ยงสูง และพัฒนากระบวนการทำงานอย่างบูรณาการ ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี การกำกับดูแล การสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเหตุเพลิงไหม้หลายครั้งเกิดจาก "การละเลยเล็กน้อย" ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าที่ไม่สม่ำเสมอ การจัดเก็บวัตถุไวไฟไม่เป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากผู้ประกอบกิจการให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ทางด้านนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า กรอ. ขานรับข้อสั่งการโดยส่งเสริมการทำงานแบบบูรณาการครอบคลุมในทุกมิติ จาก "ตั้งรับ" เป็น "การรุก" โดยนำข้อมูล การเกิดอัคคีภัยในโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงมาวิเคราะห์และถอดบทเรียน เพื่อจัดทำเป็นแนวปฏิบัติในการป้องกันอัคคีภัย และข้อกำหนดเพื่อความปลอดภัย (Safety Guideline) ด้านอัคคีภัย ที่นำไปใช้ได้จริง เน้น 4 มาตรการสำคัญ คือ 1) การจัดการระบบไฟฟ้าอย่างปลอดภัย - ตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ติดตั้งสายดิน หม้อแปลง และอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ลดความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจร 2) ระบบป้องกันและระงับ อัคคีภัย - จัดให้มีอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบน้ำดับเพลิงหรือระบบ ดับเพลิงอัตโนมัติ รวมถึงเส้นทางหนีไฟที่เพียงพอตามมาตรฐาน และฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินเป็นประจำ 3) การจัดเก็บวัตถุไวไฟและสารเคมีอันตราย - ต้องแยกเก็บเป็นสัดส่วน มีระบบระบายอากาศไม่ปะปนกับสารที่เข้ากันไม่ได้ ติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และมีอุปกรณ์ความปลอดภัยพร้อมใช้ และ 4) การควบคุมงานที่ก่อให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ เช่น การเชื่อม ตัด เจียร ต้องอยู่ ภายใต้การอนุญาต (Work Permit) และมีมาตรการ ควบคุมสะเก็ดไฟไม่ให้กระทบวัสดุติดไฟได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม กรอ. ยังได้ร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทั่วประเทศ เพื่อกำกับ ติดตาม และสนับสนุนผู้ประกอบกิจการให้สามารถดำเนิน 4 มาตรการได้อย่างเคร่งครัด เสริมสร้างการทำงานเชิงรุกด้านความปลอดภัย ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี และการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้อุตสาหกรรมไทย ก้าวสู่ยุคใหม่ที่ แข็งแกร่ง มั่นคง และยั่งยืน เพราะ "ความปลอดภัยไม่ใช่ภาระทางกฎหมาย แต่เป็นฐานรากของความยั่งยืนของธุรกิจ"
นายพรวิช ศิลาอ่อน
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์
2. พาณิชย์นำทีมผู้ส่งออก เดินสายเจรจาการค้าบุกตลาดใหม่ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2568)
นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดตัวโครงการบุกตลาดศักยภาพใหม่ รับมือนโยบายการค้าโลก หรือ Special Task Force ที่กระทรวงพาณิชย์ได้จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและบุกตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมลดความเสี่ยงทางการค้าในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนทางนโยบายระหว่างประเทศ โดยที่แรกจัดขึ้น ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ในรูปแบบกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้นำเข้าอาร์เจนตินา พร้อมนำคณะสำรวจตลาดเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด โดยที่โครงการ Special Task Force ในครั้งนี้ จะมีแผนเร่งบุกเจาะตลาดใน 4 ภูมิภาคที่มีศักยภาพ จำนวน 5 คณะ ได้แก่ ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ (2 คณะ) ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2568 สำหรับกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการจัดกิจกรรมในภูมิภาคลาตินอเมริกา ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่กรมเคยจัดมา เนื่องจากมี ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมสูงถึง 40 บริษัท จากสินค้าอุตสาหกรรมและอาหาร รวม 40 บริษัท ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุก่อสร้าง จำนวน 19 บริษัท และสินค้าอาหาร ทั้งขนมขบเคี้ยว อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่ม และอาหารสัตว์เลี้ยง รวมจำนวน 21 บริษัท และผู้นำเข้าอาร์เจนตินาร่วมเจรจาการค้า 79 บริษัท รวมจับคู่ธุรกิจระหว่างกันจำนวน 320 คู่ ซึ่งหลังจากจบกิจกรรม ณ ประเทศอาร์เจนตินาแล้ว ผู้ประกอบการจะเดินทางต่อไปยังประเทศชิลีและบราซิลต่อไป โดยตั้งเป้าเกิดมูลค่าการค้ารวมทั้ง 3 ประเทศ ในภูมิภาคลาตินอเมริกานี้ จำนวน 400 ล้านบาท และมั่นใจการค้าระหว่างไทยอาร์เจนตินาจะสดใสขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากรัฐบาลอาร์เจนตินาปัจจุบันได้มีนโยบายส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศส่งผลให้เกิดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ รวมถึงไทยเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมหารือสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับผู้บริหารสมาคมและผู้บริหารบริษัทนำเข้ารายใหญ่ของอาร์เจนตินา จำนวน 7 บริษัท อาทิ ประธานหอการค้า MERCOSUR-ASEAN ประธานหอการค้าเอเชีย-แปซิฟิกในอาร์เจนตินา ประธานสมาคมการค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และประธานบริษัทนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ประธานบริษัทก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งจากการหารือครั้งนี้ผู้บริหารทุกท่านให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า โอกาสและทิศทางทางการค้าระหว่างไทยและอาร์เจนตินายังคงเป็นบวกมากในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเหตุผลหลักมาจากนโยบายทางการค้าของรัฐบาลอาร์เจนตินาที่ต้องการเปิดเสรีทางการค้า ปรับอัตราภาษีนำเข้า และเร่งจัดทำ FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ และมีความมั่นใจในคุณภาพของสินค้าไทย ซึ่งจังหวะนี้คือจังหวะที่ดีที่สุดของการทำการค้าระหว่างไทยกับอาร์เจนตินาอีกด้วย สำหรับในช่วงครึ่งปี 2568 (มกราคมมิถุนายน) การค้าระหว่างไทย-อาร์เจนตินา มีมูลค่า 1,082 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งออกสินค้าจากไทยมายังอาร์เจนตินา เพิ่มขึ้น 21.29% สะท้อนให้เห็นถึงความเกื้อกูลทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ประเทศที่เข้มแข็ง และไทยยังเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกขั้นกลางของอาร์เจนตินา ซึ่งภาคส่วนสำคัญ คืออุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องจักรที่มีจุดแข็งร่วมกัน ขณะที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอาหารจากไทยก็เป็นสินค้าศักยภาพที่เป็นที่ต้องการในตลาดอาร์เจนตินา
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี
เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย
3. สอน. เปิดตัวระบบ E-service ให้สิทธิผู้ซื้อน้ำตาลทราย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2568)
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยการให้บริการภาครัฐ สำนักงาน คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) จึงได้มีการพัฒนาระบบ ให้สิทธิผู้ประกอบการเป็นผู้ซื้อน้ำตาลทรายไปผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ในรูปแบบ E-service เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้มีการยื่นคำร้องขอรับสิทธิเป็น ผู้ซื้อน้ำตาลทรายไปผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สอน. ได้พัฒนาระบบ E-service ให้สิทธิผู้ซื้อน้ำตาลทราย ไปผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการของ สอน. ได้ง่ายขึ้น ซึ่งระบบ E-service ดังกล่าวจะเข้ามาช่วยในการจัดทำฐานข้อมูลแสดงรายการและปริมาณน้ำตาลในสินค้าส่งออก จะช่วยให้ผู้ประกอบการทำงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดเวลา ค่าใช้จ่าย ลดการเดินทางมาติดต่อราชการ ณ สำนักงาน และผู้ประกอบการสามารถใช้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนางสาวศยารัตน์ คงธนโชติเดชา ผู้อำนวยการกองอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กล่าวว่า ในปี 2566 มีผู้ประกอบการยื่นคำร้องขอรับสิทธิซื้อ น้ำตาลทราย 124 ราย ปี 2567 มีผู้ประกอบการยื่นคำร้องขอรับสิทธิซื้อน้ำตาลทราย 118 ราย และปี 2568 ตั้งแต่เดือนมกราคม - มิถุนายน มีผู้ประกอบการยื่นคำร้องขอรับสิทธิซื้อน้ำตาลทราย 121 ราย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย ของภาครัฐ และตอบโจทย์การทำงานในยุค 4.0 สอน. จึงได้นำระบบ E-service เข้ามาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการสามารถใช้บริการผ่านระบบได้ทุกที่ ทุกเวลา และไม่ต้องเดินทางเข้ามายื่นเอกสาร ณ สำนักงานอีกด้วย
ข่าวต่างประเทศ
4. แบงก์ชาติเกาหลีใต้คงดอกเบี้ย 2.5% เหตุกังวลราคาบ้าน-หนี้ครัวเรือนสูง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2568)
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.5% ในการประชุมวันนี้ โดยธนาคารกลางได้คงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันครั้งที่ 2 เพื่อให้แน่ใจว่าสถานการณ์ด้านการเงินภายในประเทศยังคงมีเสถียรภาพ ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับราคาที่อยู่อาศัยและหนี้ภาคครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของ BOK มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดีอีแจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ ได้เข้าพบกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ ซึ่งนำไปสู่การทำข้อตกลงหลายฉบับระหว่างสองประเทศ รวมถึงการที่บริษัทเกาหลีใต้ให้คำมั่นว่าจะลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ตลอดจนการซื้อเครื่องบินมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 5 หมื่นล้านดอลลาร์โดยสายการบินโคเรียนแอร์ (Korean Air) และความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การต่อเรือและพลังงาน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า BOK จะเปิดกว้างสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 3 เดือนข้างหน้า โดยมีความเป็นไปได้ว่าการปรับลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม นอกจากนี้ คาดว่า BOK อาจจะปรับลดดอกเบี้ยอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)