ข่าวในประเทศ
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์
1. พาณิชย์ หนุนใช้ประโยชน์ข้อมูล "สิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์" พัฒนาดีไซน์ใหม่ต่อยอดธุรกิจ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 5 มกราคม 2569)
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมออกแบบของไทย มีศักยภาพสูง และมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยคุณค่าของงานออกแบบ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสวยงาม แต่ยังเป็นอาวุธทางการแข่งขันที่ช่วยเพิ่มมูลค่า และสร้าง ความแตกต่างให้กับสินค้าไทย ซึ่งท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น และผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งาน ความยั่งยืน และอัตลักษณ์ของแบรนด์เพิ่มมากขึ้น กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมออกแบบไทย ผ่านการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อคุ้มครองงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับรูปร่าง รูปทรง ลวดลาย หรือองค์ประกอบสีของแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความใหม่ และแตกต่างจากแบบที่มีอยู่เดิม โดยมีระยะเวลาการคุ้มครองตามกฎหมาย 10 ปี และส่งเสริมการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในมิติต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุความคุ้มครอง งานออกแบบดังกล่าวจะกลายเป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) และบุคคลทั่วไปสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการต่อยอดงานออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการยุคใหม่ กรมฯ จึงได้จัดทำระบบแจ้งเตือนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุ และใกล้หมดอายุความคุ้มครอง (Design Patent Expiration Date Early Warning) ในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์สำหรับนักออกแบบ และผู้ประกอบการใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้ม และวางแผนออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ช่วยลดต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนา และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม จากฐานข้อมูลระบบแจ้งเตือนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุ และใกล้หมดอายุ ความคุ้มครอง มีสิทธิบัตรการออกแบบฯ ที่หมดอายุความคุ้มครองแล้วทั้งสิ้น 21,988 ฉบับ และสิทธิบัตรการออกแบบฯ ที่กำลังจะหมดอายุความคุ้มครองในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า มากกว่า 136,000 ฉบับ ครอบคลุม 7 กลุ่มสาขาสำคัญที่กำลังมาแรงในยุคปัจจุบัน ได้แก่ (1) แฟชั่นและเครื่องแต่งกาย (2) อาหารและบรรจุภัณฑ์ (3) การแพทย์ สุขภาพ และความงาม (4) วัสดุก่อสร้างและเครื่องใช้ไฟฟ้า (5) ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ (6) อิเล็กทรอนิกส์ และ (7) นันทนาการ โดยเชื่อมั่นว่าข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ จะสามารถจุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมออกแบบของไทยได้อีกมาก
น.ส. ยุพิน บุญศิริจันทร์
ประธานกลุ่มยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
2. ปี 69 หัวเลี้ยวหัวต่อยานยนต์ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 5 มกราคม 2569)
น.ส. ยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปี 2569 จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหากอุตสาหกรรม และแรงงานไทยปรับตัวทัน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นโอกาส แต่หากช้า อาจกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านยานยนต์เดิม สู่ยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี และยานยนต์ที่กำหนดด้วยซอฟต์แวร์ หรือเอสดีวี จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการระดับเทียร์ 1 บริษัทผลิตชิ้นส่วนของยานยนต์ และระดับเทียร์ 2 บริษัทที่ประกอบชิ้นส่วนยานยนต์จากวัตถุดิบ ซึ่งแรงงานในสายการผลิตเดิม หากไม่เร่งปรับตัว มีความเสี่ยงที่จะถูกดิสรัปชันและนำไปสู่การเลิกจ้างในวงกว้าง โดยหัวใจสำคัญของการรับมือ คือ การอัปสกิล และรีสกิลแรงงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ทั้งระบบไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และดิจิทัล แรงงานต้องพัฒนาทักษะต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสถานศึกษาจำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง เพื่อผลิตบุคลากรที่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่ได้ทันที สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ส.อ.ท. มองว่า การยึดติดกับชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในเพียงอย่างเดียวจะเพิ่มความเสี่ยงในระยะกลาง-ยาว ผู้ประกอบการจึงควรกระจายความเสี่ยงไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำหรับอีวี และเอสดีวี เช่น ระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ โมดูลอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ยานยนต์
อย่างไรก็ตาม สำหรับการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีในรูปแบบจอยท์ เวนเจอร์ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และเปิดประตูเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่ได้เร็วขึ้น อีกแนวทางสำคัญ คือ การต่อยอดองค์ความรู้เดิมของผู้ผลิตชิ้นส่วนไปสู่อุตสาหกรรมอื่นที่มีศักยภาพ เช่น เครื่องมือแพทย์ อากาศยาน ระบบราง หรือเรือ ซึ่งใช้ความแม่นยำและมาตรฐานการผลิตใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมยานยนต์ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
3. รัฐบาลเร่งถกบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ 7 ม.ค. ดันไทยผลิตชิประดับโลก (ที่มา: โพสต์ทูเดย์, ประจำวันที่ 5 มกราคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 มกราคม 2569 นี้ มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อหารือทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรม โดยวาระหลักของการประชุมยังไม่ใช่การอนุมัตินโยบายในทันที แต่เป็นการนำเสนอร่างยุทธศาสตร์ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว เพื่อระดมความเห็นเพิ่มเติมจากผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ดบริหาร มุ่งเน้นการขัดเกลาแผนงานให้มีความสมบูรณ์และครอบคลุมทุกมิติก่อนนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งแผนยุทธศาสตร์นี้ให้ความสำคัญเร่งด่วนกับการสร้างบุคลากรทักษะสูงควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ สำหรับการประกาศใช้นโยบายระดับชาติอย่างเป็นทางการคาดว่าจะเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลหน้า หลังจากที่มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เสร็จสิ้น ทั้งนี้ ทิศทางหลักคือการยกระดับไทยจากฐานการผลิตกลางน้ำและปลายน้ำ ก้าวสู่การเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีมูลค่าสูง โดยเฉพาะด้านการออกแบบชิปและเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเสริมแกร่งบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างยั่งยืน โดยเป้าหมายเจาะจงอยู่ที่การดึงดูดการลงทุนกลุ่ม Chip Design และ Advanced Packaging ซึ่งเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมจากการเข้ามาของยักษ์ใหญ่อย่าง Analog Devices (ADI) ในด้านการออกแบบ และ Infineon ที่เตรียมเปิดโรงงานบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงภายในปีหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย
อย่างไรก็ตาม ทางด้านพื้นที่รองรับการลงทุน รัฐบาลวางแผนปั้นโซนลำพูน–ลำปาง ให้เป็นคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งภาคเหนือ โดยชูจุดเด่นเรื่องทำเลที่ใกล้สนามบินเชียงใหม่และระบบโลจิสติกส์ที่สะดวกสบาย ผนวกกับความมั่นคงทางพลังงานจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้ต้องการพลังงานสะอาด 100% บีโอไอจึงเร่งผลักดันโครงการ Direct PPA จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ และมาตรการ UGT 2 เพื่อรับประกันว่าผู้ประกอบการจะสามารถเข้าถึงและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินใจสำคัญของนักลงทุน ทั้งนี้ รากฐานปัจจุบันของไทยมีความแข็งแกร่งในฐานะเบอร์หนึ่งของอาเซียนด้านการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และเป็นฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์รายใหญ่ของโลก ความพร้อมในระดับกลางน้ำและปลายน้ำนี้ ถือเป็นต้นทุนสำคัญที่จะช่วยให้ไทยต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงได้สำเร็จ
ข่าวต่างประเทศ
4. ดัชนี PMI ภาคการผลิตญี่ปุ่นเดือนธันวาคม 68 แตะ 50 ส่งสัญญาณทรงตัว หลังดีมานด์หดตัวน้อยลง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 5 มกราคม 2569)
S&P Global เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่น ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.0 ในเดือนธันวาคม 2568 จาก 48.7 ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตัวเลข 50.0 ถือเป็นระดับทรงตัว โดยยดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว ถึงแม้ภาพรวมความต้องการสินค้าจะยังซบเซา แต่ผลสำรวจระบุว่ายอดสั่งซื้อใหม่ในเดือนธันวาคม 2568 ลดลงน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 ขณะที่บางบริษัทมียอดขายดีขึ้น โดยได้อานิสงส์จากโครงการใหม่ๆ และการใช้จ่ายของลูกค้าที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ภาคการผลิตยังมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทอุตสาหกรรม พบว่า กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าทุน (Investment Goods) เริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ผู้ผลิตสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Goods) ยังคงเผชิญกับสภาวะที่อ่อนแอในด้านการส่งออก ยอดสั่งซื้อใหม่จากต่างประเทศในเดือนธันวาคม 2568 ลดลงเล็กน้อยจากเดือนพฤศจิกายน โดยมีปัจจัยลบจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวในเอเชีย โดยเฉพาะในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มในอีก 12 เดือนข้างหน้า แม้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะแผ่วลงบ้าง เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน แต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว โดยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมหลักอย่างยานยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ น่าจะเป็นแรงส่งสำคัญให้ภาคการผลิตในปี 2569 นี้ ทั้งนี้ ภาคธุรกิจยังกังวลถึงปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา สังคมผู้สูงอายุ และต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปัจจัยการผลิตที่เร่งตัวขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน จากทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าขนส่ง ประกอบกับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินเยน
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)