ข่าวประจำวันที่ 6 มกราคม 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย คน, ใบหน้าของมนุษย์, ผูก, กลางแจ้ง

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายธนกร วังบุญคงชนะ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. โรงกำจัด 'แบตเถื่อน' เกลื่อน (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 6 มกราคม 2569)

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีหนังสือกำชับอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศให้เร่งตรวจสอบและจัดการโรงงานกำจัดแบตเตอรี่เถื่อน และโรงงานจัดการขยะอันตรายที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งให้รายงานผลการดำเนินงานภายใน 1 เดือน เพื่อหยุดความเสี่ยงด้านมลพิษและคุ้มครองความปลอดภัยให้กับประชาชน เนื่องจากปัจจุบันพบการตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และโรงงานที่ขาดมาตรฐานในการจัดการและกำจัดขยะอันตราย โดยเฉพาะโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นสินค้าอันตราย หากดำเนินการไม่ถูกต้องจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ปัญหาโรงงานกำจัดแบตเตอรี่เถื่อนไม่เพียงเป็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบบอุตสาหกรรมของประเทศ ดังนั้น ต้องบังคับใช้กฎหมายและระเบียบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการตรวจสอบเชิงรุก ไม่ปล่อยให้โรงงานผิดกฎหมายแฝงตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้อีกต่อไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวยังครอบคลุมการกำกับดูแลสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาด โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ควบคู่กับการจัดการต้นตอปัญหาขยะอันตรายอย่างครบวงจร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคการผลิตทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบาย ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งจัดการปัญหาโรงงานผิดกฎหมาย และมลพิษจากต้นทางอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วที่สุด

 

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, ในร่ม, ผู้ประกอบการ

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

2. ปี 69 เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ส.อ.ท.ชงเร่งปรับโครงสร้างประเทศ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 6 มกราคม 2569)

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6-2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก ด้านภาคการส่งออก กกร. คาดว่าปี 2569 อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด "Reinvent Thailand" โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด พร้อมกันนี้ ควรเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม พลังงาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม ปี 2569 จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่ 1) Competitiveness การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน 2) Resilience การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัว 3) Sustainability การขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

 

รูปภาพประกอบด้วย เสื้อผ้า, คน, สูท, สวมใส่อย่างเป็นทางการ

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

3. สนค.แนะเอกชนเร่งปรับตัว สร้างแต้มต่อแข่งขันรับ CBAM ของ EU (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 6 มกราคม 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้มีการติดตามการส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) มาตั้งแต่ก่อนที่มาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 โดยพบว่าในช่วง 10 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้า CBAM ของไทยไป EU ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 54.71% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 และส่วนแบ่งตลาดของไทยใน EU เพิ่มขึ้นเป็น 0.42% จาก 0.29% ของทั้งปี 2567 ในช่วงดังกล่าว EU นำเข้าสินค้าภายใต้ CBAM เป็นมูลค่า 107,283.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.03% คิดเป็นสัดส่วน 4.55% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมด ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 33 ของ EU ด้วยมูลค่าการนำเข้า 447.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกสินค้าภายใต้ CBAM จากไทยไป EU จะยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ แต่ EU ยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าในกลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ซึ่งอยู่ภายใต้ CBAM และยังมีแนวโน้มที่ EU จะขยายขอบเขตการบังคับใช้มาตรการนี้ไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำและภาคอุตสาหกรรมอื่น ขณะที่ตลาดอื่นอย่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ก็มีการใช้มาตรการเข้มข้น ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัวในการแข่งขันในตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แม้การปรับตัวดังกล่าวจะก่อให้เกิดต้นทุนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสอดรับกับทิศทางการค้าโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางการรับมือนั้น ภาคเอกชนควรเร่งดำเนินการในระยะถัดไปเพื่อปรับตัวสู่แนวโน้มการค้าสีเขียวในอนาคต 1.พัฒนาระบบการวัด รายงาน และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (MRV) ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ CBAM 2.วางแผนลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก 3.การบริหารต้นทุนคาร์บอน ควรนำแนวคิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวมาใช้ คัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และ 4.ควรพัฒนาระบบบัญชีคาร์บอนเพื่อวัดและติดตามการปล่อยอย่างเป็นระบบ และพิจารณาใช้กลไกคาร์บอนเครดิตที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ มาตรการ CBAM ของ EU เป็นกลไกเชิงนโยบายที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้กรอบ European Green Deal โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันปัญหาการรั่วไหลของคาร์บอน และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างสินค้าที่ผลิตภายใน EU ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ EU (EU ETS) กับสินค้านำเข้าจากประเทศนอก EU ครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มหลักที่มีกระบวนการปล่อยคาร์บอนสูง ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน และได้ถูกนำมาบังคับใช้เต็มรูปแบบ (Definitive Phase) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ดาว, ธง

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

 

4. GDP เวียดนามโตเกินคาดที่ 8.46% ใน Q4/68 รับการค้าแกร่งแม้เผชิญภาษีทรัมป์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 6 มกราคม 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม เปิดเผยรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน ประเทศ (GDP) ขยายตัว 8.46% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 7.70% เนื่องจากภาคการผลิต การลงทุน และการค้า ปรับตัวสูงขึ้น แม้เผชิญกับมาตรการภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ ทั้งนี้ เวียดนามยังคงรักษาสถานะของหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็วที่สุดในโลก โดยได้แรงหนุนจากการปล่อยสินเชื่อเชิงรุก ตลอดจนนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน และสกุลเงินดองที่อ่อนค่าลง รวมถึงการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้เวียดนามสามารถรับมือกับผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเวียดนามในอัตรา 20%

อย่างไรก็ตาม GDP ตลอดปี 2568 ขยายตัว 8.02% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 8.3% - 8.5%

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)