ข่าวในประเทศ
นายณัฐพล รังสิตพล
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
1. คุมเข้มโรงงาน กทม.ลดปล่อยมลพิษ (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 7 มกราคม 2569)
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดทำโครงการยกระดับมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเป็นระบบ โดยวางแผน 3มาตรการเชิงรุกที่สำคัญๆ ได้แก่ 1. ปรับปรุงการกำกับโรงงานอุตสาหกรรม โดยการรื้อฐานความคิดเดิมที่บังคับใช้มาตรฐานการปลดปล่อยมลพิษเท่ากันทุกพื้นที่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทและการขยายตัวของชุมชนเมือง กระทรวงจึงยกระดับมาตรฐานค่า Emission มลพิษอากาศของโรงงานในกรุงเทพฯ ที่เข้มกว่ามาตรฐานทั่วไป โดยโรงงานในกรุงเทพฯจะต้องควบคุมการระบายมลพิษ อากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อน้ำและหม้อต้ม ให้เกิดฝุ่นในปริมาณไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและไม่เกิน 90 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิงแข็งและเชื้อเพลิงเหลว (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 62%)ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้ปรับปรุงเทคโนโลยีการกำกับการปลดปล่อยมลพิษอากาศโรงงานในกรุงเทพฯแบบเรียลไทม์ด้วยระบบ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) ที่ครอบคลุมโรงงานมากกว่ามาตรฐานทั่วไป โดยจะกำหนดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จากเดิมที่ต้องติดตั้งเพียง 8 โรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมลพิษ อาทิ โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้าให้ครอบคลุมโรงงานขนาดใหญ่มากกว่า 156 โรงงาน ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงและติดตามการระบายมลพิษอากาศของโรงงานดังกล่าวได้ทุกโรงงานแบบตลอดเวลา หากมีค่ากำหนดที่เกินก็จะให้เร่งแก้ไขปรับปรุง 2. การยกระดับมาตรฐานยานยนต์ โดยได้บังคับใช้กฎหมายมาตรฐานการปล่อยไอเสียยูโร 6 แล้วกับรถยนต์ขนาดเล็กเครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2568 และรถยนต์ขนาดใหญ่เครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นอกจากนี้กระทรวงยังสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการ EV 3.5 และการลดภาษีสรรพสามิตของรัฐบาล โดยเน้นการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และ 3. ควบคุมการเผาอ้อยเพื่อนำไปสู่ "อ้อยไทย ไร้เผา" สำหรับฤดูผลิต 2568/2569 ได้ให้เงินช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งการอุดหนุนการตัดอ้อยสดและการรับซื้อใบอ้อย วางเป้าหมายอ้อยเผาทั้งประเทศไม่เกิน 10% และให้โรงงานหยุดรับอ้อยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 - 4 มกราคม 2569 เพื่อลดปริมาณรถบรรทุกและลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ เพื่อให้การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่อื่นๆในปีต่อไปเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นกระทรวงอุตสาหกรรมได้ยกระดับความร่วมมือกับกระทรวมหาดไทย (มท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)ในการแก้ไขปัญหาโดยให้ความสำคัญกับการลดการเผาอ้อยทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวควบคู่กับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีและเครือข่ายการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
นายพรยศ กลั่นกรอง
อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)
2. กรอ.คุมรง.ไฟไหม้ หลังยอดปี 68 พุ่ง (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 7 มกราคม 2569)
นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มอบหมายให้นายบวร สัตยาวุฒิพงศ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมเทคโนโลยีความปลอดภัยโรงงาน เร่งสร้างมาตรฐานความปลอดภัยเชิงรุก จัดงานสัมมนาออนไลน์เรื่อง "การป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงานจากระบบไฟฟ้าและการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับความร้อนหรือประกายไฟ (Hot Work)" เพื่อติวเข้มผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ หลังสถิติการเกิดอัคคีภัยในโรงงานรอบ 11 เดือนที่ผ่านมาพุ่งสูงขึ้น โดยจากรายงานสถิติอุบัติเหตุตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2568 พบว่ามีเหตุเพลิงไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรมสะสมถึง 109 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในช่วงก่อนเทศกาลหยุดยาวอย่างปีใหม่ ที่มักเกิดเหตุจากการขาดการบำรุงรักษาเครื่องจักรและระบบไฟฟ้า รวมถึงการขาดมาตรการควบคุมงานที่ก่อให้เกิดความร้อน (Hot Work) ที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม คณะวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญจากกองส่งเสริมเทคโนโลยีความปลอดภัยโรงงาน มาร่วมถ่ายทอดความรู้ เทคนิคครอบคลุมเนื้อหาสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ สถิติอุบัติเหตุและบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ แนวทางการป้องกันและระงับอัคคีภัยภายในโรงงาน มาตรฐานการปฏิบัติงาน Hot Work (งานเชื่อม/ตัดที่เกิดประกายไฟ) ทักษะการอพยพหนีไฟอย่างถูกวิธี มาตรฐานการจัดเก็บวัสดุไวไฟ และการตรวจเช็กความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในโรงงาน ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีเป้าหมายหลักคือ การสร้าง 'ความตระหนัก' และ 'ความรู้' ที่นำไปใช้ได้จริง เราไม่ได้มุ่งเน้นแค่การป้องกัน แต่ยังรวมถึงการระงับเหตุและการอพยพหนีไฟที่ถูกต้อง เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินให้เหลือน้อยที่สุด
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)
3. ดัชนีราคาผู้ผลิตกระอักเผยสารพัดปัญหารุมเร้า (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 7 มกราคม 2569)
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า แนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิตปี 2569 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากปี 2568 และขยายตัวในกรอบจำกัด โดยปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดผู้ส่งออกสินค้าเกษตร ค่าเงินบาทที่คาดว่าจะแข็งค่าไปอีกระยะหนึ่ง ประกอบกับการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้ามาเพิ่มขึ้น ทดแทนการผลิตภายในประเทศ ส่งผลให้ภาคการผลิตหดตัว จากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ทั้งนี้ ช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป อาจมีการขยายตัวเล็กน้อยเป็นบางช่วงตามการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตของไทยเดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 109 ลดลง 1.8% จากปีก่อน โดยเป็นผลจากการลดลงของราคาสินค้า หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 10.4% ประกอบด้วย ข้าวเปลือก จากราคาส่งออกในปีนี้ปรับตัวตามการแข่งขันในตลาดโลกที่สูง ผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกในปีนี้ที่ต่ำ ยางพาราจากราคารับซื้อที่ลดลง หลังอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องตามค่าเงินบาทที่แข็งค่า สุกรมีชีวิต โคมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนธันวาคม 2568 ในภาพรวมปรับตัวลดลงเกิดจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดโลก ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า ส่งผลต่อราคาสินค้าที่ผลิตเพื่อการส่งออก และเศรษฐกิจโลกในภาพรวมที่ชะลอตัว ส่งผลให้อุปทานส่วนเกินในตลาดโลกสูง ซึ่งต้องพิจารณาให้รอบคอบ
ข่าวต่างประเทศ
4. จีนประกาศแบนส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางไปยังญี่ปุ่น (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 7 มกราคม 2569)
กระทรวงพาณิชย์ของจีน เปิดเผยว่า ได้มีการประกาศเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) ไปยังญี่ปุ่น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2569 ซึ่งสินค้าที่ใช้ได้สองทาง หมายถึง สินค้าเทคโนโลยี หรือบริการที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในวัตถุประสงค์ด้านพลเรือนหรือทางทหาร หรือมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการออกแบบ พัฒนา ผลิต หรือใช้ในอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงและระบบนำส่งของอาวุธดังกล่าว โดยแถลงการณ์ระบุว่า จีนห้ามการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางทั้งหมดแก่ผู้ที่นำไปใช้ด้านการทหารของญี่ปุ่น รวมทั้งผู้ใช้ปลายทางที่มีวัตถุประสงค์การใช้งานที่จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของญี่ปุ่น นอกจากนี้ องค์กรหรือบุคคลจากจีนที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าว โดยทำการโอนหรือจัดหาสินค้าที่ใช้ได้สองทางซึ่งมีแหล่งกำเนิดจากจีนให้แก่องค์กรหรือบุคคลในญี่ปุ่น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติ รวมทั้งปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศในการไม่แพร่ขยายอาวุธ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)