ข่าวในประเทศ
นายณัฐพล รังสิตพล
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ดันใช้นวัตกรรม-ความคิดสร้างสรรค์รับอุตฯ 5.0 (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 9 มกราคม 2569)
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมด้วยการใช้หัวและใจ ปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชนให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน ด้วยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานของกระทรวงฯ ตามนโยบาย "MIND as One" ที่มุ่งเน้นการทำงานร่วมกัน เป็นทีมเดียวกัน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ โดยใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันเครือข่ายของกระทรวงฯ รวมถึงหน่วยงานพันธภาคีเครือข่ายอุตสาหกรรมและสมาคมต่างๆ เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาและสนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นการวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในระยะยาวทั้งนี้ กระทรวงฯ จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เป็นแกนกลางหลักในการเปิดพื้นที่ เปิดโอกาส และเปิดความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยด้วยการเชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม ความคิด สร้างสรรค์ และเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่นวัตกรรม อุตสาหกรรม เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ เทคโนโลยี การป้องกันภัยพิบัติและความมั่นคงของประเทศ นวัตกรรมวัสดุ และอุตสาหกรรมพื้นฐานไปจนถึงงานออกแบบสร้างสรรค์และผลงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นภาพการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้น "ดึงนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ดันอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต" พร้อมพัฒนาทักษะบุคลากรภาคอุตสาหกรรมไทยทำงานร่วมกับ เทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 5.0
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนางสาวณัฎฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) กล่าวว่า ดีพร้อม เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ และยกระดับศักยภาพ ขีดความสามารถวิสาหกิจไทย เพื่อตอบสนองต่อเศรษฐกิจของโลกยุคใหม่ ขณะเดียวกันยังเป็นศูนย์รวมขององค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมจากหลากหลายสาขา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง ด้วย 2 แนวทางหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต และ 2. การยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยดีพร้อมมีหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเพื่อรองรับการทำงานและการให้บริการที่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งในส่วนกลางนั้นดีพร้อม เปิดพื้นที่บนถนนพระราม 4 คือ "ดีพร้อมพระราม 4" ให้บริการผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการ เครื่องมือเทคโนโลยีและนวัตกรรม เครื่องมือทดสอบที่ได้มาตรฐาน รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาแนวคิด สร้างต้นแบบ ไปจนถึงการต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าในเชิงพาณิชย์ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมไทย
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. 'บีโอไอ' กางโรดแมป 25 ปี ดึงทุนเซมิคอนดักเตอร์ 2.5 ล้านล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 9 มกราคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้พิจารณาให้ความเห็นต่อ "ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ" ที่เริ่มจัดทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ซึ่งได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด "ชิปเมดอินไทยแลนด์" (Made-in-Thailand Chips) โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026 - 2050) นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน ทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง ผ่าน 5 กลไก ได้แก่ 1) ด้านสิทธิประโยชน์ เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย 2) ด้านบุคลากรทักษะสูง 3) ด้านเทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา 4) โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่รูปแบบคลัสเตอร์ พัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า และ 5) สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรปเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
3. คลังปรับจีดีพีใหม่ ดันไทยเป็นกลาง หาช่องดึงลงทุน (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 9 มกราคม 2569)
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศค.อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 ใหม่ โดยจะมีการนำปัจจัยเสี่ยง ทั้งปัจจัยในและ ต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปเข้ามาประเมินเพิ่มเติม ทั้งสถานการณ์การค้าโลก ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและเวเนซุเอลา ไปจนถึงปัจจัยการเมือง รวมถึงผลจากการเลือกตั้งปี 2569 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อไตรมาส 1/2569 โดยจะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นทางการภายในปลายเดือนมกราคมนี้ ทั้งนี้ สำหรับประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและเวเนซุเอลานั้น เบื้องต้นประเมินว่าอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของไทย รวมถึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศด้วย เนื่องจากเวเนซุเอลาไม่ใช่ประเทศคู่ค้าหลักของไทย และไทยเองก็ไม่ได้มีการนำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลาในสัดส่วนที่สูงมากด้วยเช่นกัน แต่ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง คือ ราคาน้ำมันในตลาดโลก และบรรยากาศการค้าโลกที่อาจจะได้รับผลกระทบจากตัวแปรด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจมีผลต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล แต่เท่าที่ประเมินในเบื้องต้น ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย แต่ สศค.ก็ได้มีการติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยสิ่งที่ต้องติดตามต่อคงเป็นเรื่องราคาน้ำมัน แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคู่ค้าโดยตรง แต่ก็อาจมีผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงานในระยะถัดไปได้ ส่วนผลต่อการค้าโลกนั้นยังต้องรอติดตามข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม สำหรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของ สศค. เมื่อเดือนตุลาคม 2568 พบว่า สศค.คาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.4% และในปี 2569 ที่ 2.0% ขณะที่การส่งออกในปี 2568 คาดว่าจะเติบโตที่ 10% ก่อนจะหดตัวลงในปี 2569 ที่ -1.5%
ข่าวต่างประเทศ
4. CPI จีนเดือนธ.ค.แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ส่วน PPI ชะลอตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 9 มกราคม 2569)
สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NBS) ของจีน เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคของจีนปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 34 เดือน ในเดือนธันวาคม 2568 ขณะที่ภาวะเงินฝืด ฝั่งราคาผู้ผลิตเริ่มชะลอลง โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนพฤศจิกายน และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนธันวาคม จากที่ลดลง 0.1% ในเดือนพฤศจิกายน และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าอาจเพิ่มขึ้น 0.1%
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 1.9% เมื่อเทียบรายปี หลังจากลดลง 2.2% ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ตลาดคาดไว้ว่า PPI อาจลดลง 2%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)