ข่าวประจำวันที่ 12 มกราคม 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย คน, ใบหน้าของมนุษย์, ผนัง, ยิ้ม

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

1. ศุภจี-พณ.ลุยอินเดีย ขยับเจาะตลาด 500 ล้านคน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 12 มกราคม 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนและดำเนินธุรกิจในอินเดีย อาทิ ไทยออยล์, GPSC, SCG, CPF, CP และ Shera ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ นิวเดลี และเจนไน ว่า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ต้องการรับฟังจากภาคเอกชนโดยตรงถึงโอกาสและความท้าทายในการทำธุรกิจในอินเดีย เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนให้สอดคล้องกับสภาพตลาดจริง จากการหารือพบว่าภาคเอกชนไทยทุกบริษัทเห็นตรงกันว่าอินเดียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะการขยายตัวของชนชั้นกลาง ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 500 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 800-900 ล้านคน ในปี 2035 ถือเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าและบริการไทยหลายอุตสาหกรรม ซึ่งอินเดีย เป็นตลาดที่ใหญ่มาก และกำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะรายได้ของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นฐานผู้บริโภคสำคัญ ทำให้สินค้าไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง และสินค้าเชิงนวัตกรรม ยังมีโอกาสขยายตัวและสอดรับสนับสนุนในส่วนที่อินเดียต้องการ โดยยอมรับว่าความท้าทายสำคัญที่ภาคเอกชนไทยเผชิญ คือ การตรวจรับรองมาตรฐานภายใต้ Bureau of Indian Standards (BIS) ซึ่งย่อมมีกระบวนการที่ละเอียดรัดกุม ซึ่งในบางกรณีอาจส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันไม่สามารถเดินหน้าไปได้เต็มศักยภาพ ทั้งนี้ สำหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Building Materials) สามารถสนับสนุนเป้าหมายของอินเดียในด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต ซึ่งไทยพร้อมที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปด้วยกัน ซึ่งจากการนำคณะเอกชนไทยกว่า 17 ราย มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ได้มีการทำ Business Matching แล้ว 271 คู่ สามารถสร้างมูลค่าทางการค้าได้ประมาณ 100 ล้านบาท ในหนึ่งปี และยังมีโอกาสต่อยอดเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มกรีนคอมโพเนนท์และวัสดุก่อสร้างเพื่อตอบโจทย์นโยบายของอินเดียในด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม สำหรับอินเดีย เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 4 ของไทย โดยการค้าในช่วง 11 เดือน ปี 2568 มีมูลค่า 20,316.65 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.56% แบ่งเป็นการส่งออก 14,787.94 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.78% และการนำเข้า 5,528.72 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.33% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอินเดีย อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ เป็นต้น

 

รูปภาพประกอบด้วย คน, เสื้อผ้า, ใบหน้าของมนุษย์, สวมใส่อย่างเป็นทางการ

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

2. 'ดีพร้อม' ชงแผนงบฯ 150 ล้านบาท ฟื้นฟู 'เอสเอ็มอี' ไทยแข็งแกร่ง อยู่รอด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 12 มกราคม 2569)

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ "ดีพร้อม" ได้เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองและติดตามการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครั้งที่ 1/2568 โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณากลั่นกรองคำขอและข้อเสนอ 22 โครงการ จาก 33 โครงการของ 17 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนและดำเนินโครงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภายใต้งบประมาณของกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสำหรับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ

อย่างไรก็ตาม "ดีพร้อม" ได้นำเสนอโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) วงเงินงบประมาณ 150 ล้านบาท ดำเนินการทั่วประเทศ ต่อที่ประชุม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ SMEs ไทยมีขีดความสามารถ เข้มแข็ง สามารถอยู่รอดและเติบโต ผ่านการจัดทำแผนพัฒนาและฟื้นฟูธุรกิจ ด้วยการวินิจฉัย วิเคราะห์สภาพปัญหา และกำหนดแนวทางการปรับปรุงแก้ไขที่สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยทั้งภายในภายนอก รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและขยายช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น เพื่อให้ต่อยอดการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

 

3. สนค.ชี้ส่งออกปีนี้เจอแรงกดดันรอบด้านเผยเติบโตจำกัดเร่งบุกตลาดใหม่ทดแทน (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 12 มกราคม 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้วิเคราะห์แนวโน้มส่งออกสินค้าไทยปี 2569 พบว่า การส่งออกไทยในปีนี้เผชิญแรงกดดันหลายด้านทั้งความต้องการซื้อของคู่ค้าชะลอลง หนี้ครัวเรือนสูงกดดันการใช้จ่าย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลให้มาตรการกีดกันทางการค้ายังคงมีอยู่โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะเห็นผลกระทบชัดเจน และผลักดันให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสในการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานโดยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อเลี่ยงปัญหาภาษี ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ไทยยังมีโอกาสจากการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก และการดึงดูดการลงทุนใหม่เพื่อเลี่ยงภาษีตลาดศักยภาพที่ยังขยายตัวได้ ได้แก่ อินเดีย ตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศ CLMV โดยสินค้าดาวรุ่งในภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์และชิ้นส่วนเครื่องจักรกล ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล AI และการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

อย่างไรก็ตาม ขณะที่สินค้าที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ กลุ่มเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อัญมณี และเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากความผันผวนของราคาพลังงาน กำลังซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยที่ชะลอลง และกำแพงภาษีส่วนภาคเกษตรยังมีโอกาสจากกระแสรักสุขภาพและความมั่นคงทางอาหาร โดยสินค้าดาวรุ่ง ได้แก่ ไก่แปรรูป กุ้ง เนื้อสัตว์ อาหารสัตว์เลี้ยง และอาหารแปรรูป ขณะที่ยางพารา ข้าว ผลไม้ และอาหารทะเลแปรรูป มีแนวโน้มชะลอตัวจากต้นทุนสูงและการแข่งขันรุนแรง

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ขาว, เครื่องหมาย, ธง

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

 

4. เกาหลีใต้ส่งออก "รามยอน" ทุบสถิติใหม่เมื่อปี 2568 พุ่ง 7 เท่าในรอบทศวรรษ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 12 มกราคม 2569)

สำนักงานศุลกากรแห่งชาติเกาหลีใต้ เปิดเผยถึงสถิติการส่งออกรามยอนของประเทศ เมื่อปี 2568 สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ที่ 1,520 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 47,591.20 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 21.8% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นการก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมรามยอนเกาหลีใต้ เนื่องจากยอดส่งออกเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าจาก 765 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 23,959.80 ล้านบาท) เมื่อปี 2565 และเติบโตขึ้นถึง 7 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับสถิติการส่งออกในปี 2558 ซึ่งอยู่ที่เพียง 219 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,859.08 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ตัวเลขการส่งออกรามยอนของเกาหลีใต้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ประมาณ 23% โดยและสหรัฐเป็นสองตลาดหลักของรามยอนเกาหลีใต้ ที่ครองสัดส่วนรวมกันมากกว่า 40% ของการส่งออกรามยอนทั้งหมด ซึ่งการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น 47.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 385 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 12,058.20 ล้านบาท) ส่วนการส่งออกไปสหรัฐมีมูลค่ารวม 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,986.60 ล้านบาท) คิดเป็น 16.7% ทั้งนี้ การส่งออกรามยอนจากเกาหลีใต้ไปสหรัฐเคยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 68% ระหว่างปี 2565-2567 แต่ดูเหมือนว่ามาตรการกำแพงภาษี 15% ที่เกาหลีใต้เผชิญ จะเริ่มส่งผลกระทบต่อการเติบโตในปีที่ผ่านมา โดยยอดการส่งออกรามยอนเพิ่มขึ้นเพียง 18.1% ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตของการส่งออกในภาพรวม  

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)