ข่าวประจำวันที่ 13 มกราคม 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย คน, เสื้อผ้า, ใบหน้าของมนุษย์, ผนัง

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์

 

1. DITP ลุยช่วยผู้ประกอบการไทย จัดโรดโชว์ 4 จังหวัดภาคใต้ เร่งช่วยเหลือและฟื้นฟูธุรกิจหลังน้ำท่วม (ที่มา: สยามรัฐ, ประจำวันที่ 13 มกราคม 2569)

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP เล็งเห็นถึงผลกระทบและความเสียหายของผู้ประกอบการภาคใต้จากความเสียหายเหตุการณ์ภัยน้ำท่วมภาคใต้ จึงเร่งระดมความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการ จัดกิจกรรมใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา ตรัง และสตูล โดยจับมือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในภาคใต้ จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสตูล จัดกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม โดยจัดกิจกรรม "THAITRADE.COM สัญจร" ในวันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมบรรจงบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายในงานได้จัดกิจกรรมการบรรยายด้านการค้าระหว่างประเทศและการทำตลาดออนไลน์ พร้อมกิจกรรม Workshop เชิงปฏิบัติการ สำหรับกิจกรรมงาน TOPTHAI ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายในงานได้จัดกิจกรรมแนะนำโมเดลธุรกิจออนไลน์บนแพลตฟอร์ม สร้างเครือข่ายทางธุรกิจกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็นที่ยอมรับระดับสากล และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับแพลตฟอร์มชั้นนำ ภายใต้ชื่อกิจกรรม "Cross-Border e-Commerce : TOPTHAI ขายสนุกบุกตลาดโลก" นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมงาน Mobile unit (1169 DITP SERVICE CENTER) จัดภายใต้กิจกรรมของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสตูล ในการให้บริการข้อมูลและให้คำปรึกษาด้านการค้าระหว่างประเทศ แก่ผู้ประกอบการที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจส่งออกหรือต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ บริการคำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัว ตลอดจนแนะนำช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเข้าร่วมกิจกรรม และการร่วมเป็นสมาชิกกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ภายในเดือนมีนาคม 2569 ณ จังหวัดตรัง และ จังหวัดสตูล

อย่างไรก็ตาม DITP ขอเชิญชวนผู้ประกอบการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา ตรัง สตูล และจังหวัดใกล้เคียงในกลุ่มสินค้าและบริการที่มีศักยภาพในการส่งออก สมัครเข้าร่วมกิจกรรมที่จะจัดขึ้น ภายในงานได้จัดกิจกรรมแนะนำโมเดลธุรกิจ และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเรียนรู้ และสร้างโอกาสต่อยอดขายสินค้าสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านการใช้แพลตฟอร์ม THAITRADE.COM ในการสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ๆ และกรมได้จัดให้มีหน่วยเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ภายในงาน เพื่อให้บริการข้อมูลและคำปรึกษาด้านการค้าระหว่างประเทศ แก่ผู้ประกอบการที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจส่งออกหรือต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการคำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัว นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายให้ความรู้ โดยมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมและบริการของ DITP ที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและบริการไทย ขยายช่องทางตลาดแก่สินค้าและบริการไทย ตลอดจนแนะนำช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

 

รูปภาพประกอบด้วย คน, ใบหน้าของมนุษย์, เสื้อผ้า, ยิ้ม

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายธนากร เกษตรสุวรรณ

ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

 

2. 'สรท.' หวั่น 2 ปัจจัย ฉุด 'ส่งออก' ปี 69 ชะลอ-ลุ้นโต 2-4% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 13 มกราคม 2569)

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย ภาพรวม 11 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่า 310,706 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 12 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 315,662.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 12 ดุลการค้า ขาดดุล 4,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออก 11 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 12.6 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 13 มูลค่าการค้ารวม สรท. เชื่อว่าการส่งออกปี 2568 จะเติบโตมากกว่าร้อยละ 9 ซึ่งแม้จะมีอุปสรรครอบด้านแต่ภาพรวมตลอดทั้งปี 2568 ยังมีการเติบโตจากการเร่งนำเข้าของคู่ค้าสำคัญในช่วงไตรมาส 1-3 ซึ่งสรท. คาดว่าส่งออกปี 2569 ยังคงมีโอกาสเติบโตแบบชะลอตัวที่ร้อยละ 2-4 แม้จะมีอุปสรรคทั้งภายในและภายนอกอยู่มาก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา และตัวเลขส่งออกปีที่ผ่านมาขยายตัวในอัตราที่สูง แต่บางอุตสาหกรรมที่ยังมีมุมเป็นบวกอยู่ ทั้งนี้ สรท. ให้ความสำคัญและเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในปี 2569 ได้แก่ปัจจัยภายใน ประกอบด้วย 1) ความต่อเนื่องของนโยบายการเมืองต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ 2) ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิ ค่าแรงขั้นต่ำและเงื่อนไขด้านสวัสดิการแรงงาน รายได้เงินบาทที่หายไปจากค่าเงินบาทแข็งค่า และทิศทางต้นทุนพลังงานจากสถานการณ์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ 3) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อซัพพลายเชนและมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ 4) ปัญหาความแออัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง และความหนาแน่นในพื้นที่คลังสินค้าสุวรรณภูมิ และ 5) ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ ในการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน และจำเป็นต้องมีการชดเชยที่เหมาะสม ขณะที่ ปัจจัยภายนอก ประกอบด้วย 1) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ซ้ำเติมด้วยปัญหา Geo-economic ทำให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น 2) US Reciprocal Tariff เริ่มส่งผลกระทบทั่วโลกรวมถึงไทย โดยมีผลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาเงื่อนไข Transshipment ที่ยังไม่ชัดเจนในหลายประเทศ รวมถึงมาตรการตอบโต้ทางภาษีของประเทศอื่นที่ทยอยบังคับใช้ อาทิ เม็กซิโก 3) สินค้าจากจีน มีโอกาสทะลักเข้ามาไทยมากขึ้น (China Influx) ทั้งในรูปแบบของการเข้ามาลงทุนโดยตรง และการส่งออกมาขายหรือส่งผ่านไปยังประเทศที่ 3 และ 4) ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องในปี 2026 ซึ่งจะกระทบต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะกำไรที่ลดลงและการต่อรองราคาของผู้ซื้อ

อย่างไรก็ตาม สรท. มีข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลและภาครัฐ เร่งดำเนินการ ประกอบด้วย 1. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2. ส่งเสริมการใช้ Local Content เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น 3. เร่งขยายโอกาส กำหนดตำแหน่งของไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านการเจรจาความตกลง FTA ที่ครอบคลุม 4. ขยายตลาดเดิม เสริมการหาตลาดใหม่เชิงรุก 5. เพิ่มความเข้มงวดและกำกับดูแลสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและการค้า ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อปกป้องสินค้าไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานไทย และการส่งผ่านไปประเทศที่สาม 6. Green Economy & Sustainable และ 7. ปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพด้านการขนส่งโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ

 

รูปภาพประกอบด้วย คน, เสื้อผ้า, ใบหน้าของมนุษย์, เนคไท

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายสุพจน์ สุขพิศาล

ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

3. อุตฯ ชิ้นส่วนยานยนต์ห่วงหนี้ครัวเรือน (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 13มกราคม 2569)

นายสุพจน์ สุขพิศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ปี 2569 ว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรก คือ การส่งชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ให้โรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศ ในส่วนนี้จะโตขึ้นหรือลดลงนั้นขึ้นอยู่กับยอดประกอบรถยนต์ในประเทศเป็นหลัก โดยในปี 2569 คาดว่าโตขึ้น 2.7% ที่ 1,500,000 คัน จากเดิมปี 2568 ที่ 1,460,000 คัน มีปัจจัยหนุนสำคัญ คือ การเข้าสู่สภาวะการผลิตปกติและเต็มกำลังทั้งปี 2569 ของรถกระบะรุ่นโมเดลใหม่ โตโยต้า ไฮลักซ์ ทราโว่ หลังจากที่ปี 2568 มียอดผลิตรถกระบะลดลง เพราะต้องหยุดสายการผลิตบางช่วงเพื่อระบายสต๊อกเก่า รวมทั้งต้องปรับเปลี่ยนเครื่องจักรสำหรับรถรุ่นใหม่ และส่วนที่สอง การส่งออกชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ยังไม่เห็นท่าทีว่าจะเติบโตมากขึ้น และคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับเดิมที่มูลค่าประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่รวมมูลค่ายางรถยนต์ สำหรับการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ความคาดหวังต่อนโยบายรัฐบาลชุดใหม่มีดังต่อไปนี้ 1. คาดหวังกำลังซื้อในประเทศว่าจะกลับมาฟื้นตัวในเวลาอันใกล้ แต่หนี้สินภาคครัวเรือนยังคงเป็นประเด็นหลัก หากภาครัฐมีมาตรการต่างๆ ช่วยทำให้หนี้สินภาคครัวเรือนกลับมาอยู่ในระดับ 82-83% ตลาดในประเทศน่าจะกลับมาฟื้นตัว 2. คาดหวังให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ในประเทศ ทั้งในส่วนของรถยนต์ ทั้งไฮบริดและแบตเตอรี่ EV เนื่องจากตอนนี้ กระแสของรถยนต์จะเริ่มเปลี่ยนเป็น EV ที่ใช้แบตเตอรี่ EV ซึ่งจะมีค่ายจีนที่ตั้งโรงงานในไทย แต่ว่าสิ่งที่ผู้ผลิตไทยประสบปัญหาก็คือ การแข่งขันทางด้านต้นทุน อาจจะเป็นเพราะวัตถุดิบต้นน้ำไทยไม่มี และตลาดประเทศไทยผลิตได้ประมาณ 1.5 ล้านคัน แต่ว่าในจีนสามารถผลิตถึง 25 ล้านคัน เพราะฉะนั้น Economy of Scale ผู้ผลิตในไทยเรียกว่าแข่งกัน แข่งต้นทุนกับจีนไม่ได้เลย

อย่างไรก็ตาม จึงคาดหวังให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง นอกจากจะช่วยกระตุ้นการจ้างงาน ยังช่วยกระตุ้นการผลิตของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย นอกจากนี้ รถยนต์ Hybrid เป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่มีการเติบโตค่อนข้างมากในปี 2567-2568 และในปี 2569 ไทยมีภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ ตัวรถยนต์ที่เป็น Hybrid และ Mild Hybrid 2 กลุ่มนี้ก็น่าสนใจเพราะมีการเติบโตเช่นเดียวกัน

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ธง, วงกลม

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

4. อินเดียเผยดัชนี CPI +1.33% เดือนธ.ค. ต่ำกว่าคาดการณ์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 13 มกราคม 2569)

กระทรวงสถิติของอินเดีย เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวขึ้น 1.33% ในเดือนธันวาคม 2568 เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.50% จากระดับ 0.71% ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งการปรับตัวขึ้นของดัชนี CPI ในเดือนธันวาคม มีสาเหตุจากการดีดตัวขึ้นของราคาอาหาร โดยดัชนี CPI ยังคงปรับตัวต่ำกว่าเป้าหมายระยะกลางของธนาคารกลางอินเดียที่ระดับ 4.0% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินเดียมีภารกิจในการควบคุมดัชนี CPI ไม่ให้ดีดตัวออกนอกกรอบเป้าหมาย 2-6% มากกว่า 3 ไตรมาสติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางอินเดียคาดการณ์ว่าดัชนี CPI จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.0% ในปีงบประมาณปัจจุบัน ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ที่ระดับ 2.6% และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.2% 

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)