ข่าวประจำวันที่ 14 มกราคม 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย คน, ใบหน้าของมนุษย์, เสื้อผ้า, ยิ้ม

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP)

 

1. เปิดลิสต์ 'กาแฟ GI ไทย' ปี 68 สุดปังโกยยอดขาย 1,497 ล. (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 14 มกราคม 2569)

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มสินค้ากาแฟ 11 รายการ จาก 8 จังหวัด ได้แก่ 1. กาแฟดอยตุง (เชียงราย) 2. กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) 3. กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) 4. กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน 5. กาแฟดอยมูเซอตาก 6. กาแฟวังน้ำเขียว (นครราชสีมา) 7. กาแฟดงมะไฟ (นครราชสีมา) 8. กาแฟระนอง 9. กาแฟเขาทะลุ (ชุมพร) 10. กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร และ 11. กาแฟเมืองกระบี่ สินค้าแต่ละรายการต่างมีลักษณะพิเศษที่เชื่อมโยงกับแหล่งผลิต ภูมิปัญญาและวิธีเพาะปลูก ส่งผลโดยตรงต่อเอกลักษณ์เฉพาะของเมล็ดกาแฟที่แตกต่างกันไป มีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจสูง ปี 2568 ทั้ง 11 รายการทำยอดขายรวมกว่า 1,497 ล้านบาท ทั้งนี้ กาแฟ GI ไทย ที่ทำมูลค่าตลาดสูงสุด 5 อันดับแรก ยอดขายรวม 1,318 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน สร้างมูลค่าสูงสุด มียอดขายกว่า 526 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 500 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ กก.ละ 280 บาท 2. กาแฟระนอง ยอดขาย 262 ล้านบาท ราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 600 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ กก.ละ 80 บาท 3. กาแฟเขาทะลุ จ.ชุมพร สร้างยอดขายกว่า 234 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 450 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ กก.ละ 230 บาท 4. กาแฟดอยช้าง จังหวัดเชียงราย สร้างยอดขาย 160 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 1,600 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่กก.ละ 1,120 บาท และ 5. กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร สร้างยอดขายกว่า 136 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 850 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ กก.ละ 500 บาท

อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะเดินหน้ายกระดับกาแฟ GI ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่ชุมชนในทุกภูมิภาคผ่านกระบวนการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การควบคุมคุณภาพสินค้า รวมถึงการขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในเวทีโลก และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกร สนองต่อนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ต่อไป

 

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, ในร่ม, ผู้ประกอบการ

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

2. ค้านเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม ส.อ.ท.หวั่นกระทบเพิ่มต้นทุนเอสเอ็มอี (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 14 มกราคม 2569)

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากกรณีการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม ด้วยการปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบจากเดิมขึ้นเป็น 17,500 บาท ส่งผลให้ทั้งผู้ประกันตนและนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุดเพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน โดยยังคงอัตราการจัดเก็บที่ 5% ของค่าจ้างเช่นเดิม และใช้แนวทางการปรับแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี เพื่อลดแรงกระแทกและเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้ ซึ่งการปรับเพิ่มเงินดังกล่าวแน่นอนว่าย่อม ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้น ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ เนื่องจากการปรับเพิ่มเงินสมทบดังกล่าว จะเป็นการเพิ่มต้นทุนหรือภาระให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้ประกันตน ในสภาวะที่สภาพเศรษฐกิจยังคงฝืดเคืองอยู่ และยังไม่คล่องตัว ในขณะที่กำลังซื้อก็ยังไม่สู้จะดีเท่าใดนัก ดังนั้นคำถามก็คือ การดำเนินการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมในช่วงเวลานี้ น่าจะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมหรือไม่ โดยต้องยอมรับความจริงว่าปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดี โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขาดย่อม (SMEs) ซึ่งจะสังเกตได้จากการปรับขึ้นเงินเดือน หรือการจ่ายโบนัส หากเป็น SMEs หรือบริษัททั่วไป จะดำเนินการค่อนข้างลำบาก หรือเรียกว่าทำได้น้อยมาก หากไม่ใช่บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หรือบริษัทข้ามชาติที่ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง กำไรมาก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ซึ่งกรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการจ้างงานในอนาคตมีแต่แนวโน้มจะลดลง เพราะการแข่งขันไม่สามารถสู้ได้กับสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามาในประเทศไทย ยิ่งภาระจากเรื่องดังกล่าวมากขึ้นก็จะยิ่งไปสนับสนุนแนวคิดเรื่องการลดการจ้างงาน หรือเรียกว่าทำให้ผู้ประกอบการที่มีแนวคิดที่จะเลิกจ้างตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะภาระที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงอาจเลือกที่จะลดการจ้างงานไปเสียเลย เรียกว่าเป็นการย้อนศรกลับมา จากเดิมที่กำลังตัดสินใจจะลดต้นทุน ลดกำลังการผลิต พอมีเรื่องดังกล่าวเข้ามาก็สามารถตัดสินใจได้ไม่ยาก ทำให้มีผู้ตกงานมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการปรับลดราคาน้ำมัน ทั้งเบนซินและดีเซล ในประเทศลง 50 สตางค์ต่อลิตรล่าสุด ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์ลดลง อีกทั้งยังเชื่อว่าราคาพลังงานในระยะข้างหน้า อาจจะส่งผลทำให้ค่าไฟมีแนวโน้มที่ลดลงได้ อย่างไรก็ดีในการลดลงของราคาพลังงานยังส่งผลทำให้ขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นได้ จากการช่วยลดต้นทุน และลดภาระให้กับผู้ประกอบการได้ส่วนหนึ่ง

 

รูปภาพประกอบด้วย คน, เสื้อผ้า, ใบหน้าของมนุษย์, ผู้ประกอบการ

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายดนุชา พิชยนันท์

เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

 

3. สศช.ปักธง 'แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14' ปี 69 ร่างเสร็จสมบูรณ์ (ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, ประจำวันที่ 14 มกราคม 2569)

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงการจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 - 2575) ว่า สศช.ได้เริ่มต้นกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้ว ขณะนี้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อยู่ในขั้นตอนการจัดทำกรอบ (Framework) โดยเป้าหมายสำคัญภายใต้แผนฉบับใหม่ จะเน้นไปที่ความครอบคลุมและความยั่งยืนเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อน พร้อมทั้งประมวลผลของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มาพิจารณาด้วย สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 สศช. ได้กำหนดประเด็นการพัฒนาผ่านเสาหลักต่างๆ เพื่อวางกรอบการพัฒนาในด้านที่สำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เน้นการอุตสาหกรรมใหม่และการสร้างผลิตภาพ (Productivity) ด้านภาครัฐ เน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของรัฐ ด้านสิ่งแวดล้อม เน้นการสร้างความยั่งยืนและการรับมือการเปลี่ยนแปลง และด้านเทคโนโลยี โดยกำหนดให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ขับเคลื่อนประเทศ โดยด้านหนึ่งที่สำคัญสำหรับการวางกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 คือ ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย จะมีการต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมที่ทำได้ดีในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 เช่น อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการท่องเที่ยว โดยศึกษาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่าอุตสาหกรรมใดจะเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ของประเทศ ขณะเดียวกันยังต้องหาจุดเน้นเรื่องการซ่อมและสร้าง การเพิ่มผลิตภาพ รวมไปถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่จำเป็นกับการวางรากฐานประเทศในระยะยาว อีกทั้งยังต้องพิจารณาบทเรียนจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ซึ่งยอมรับว่า ตัวชี้วัดบางตัวในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ก็ยังไม่ถึงเป้าหมาย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตช้าในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นความท้าทายที่ต้องนำมาปรับใช้ในการวางกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อยู่ในช่วงการนำกรอบแนวคิดไปรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ เพื่อหาคอนเซ็ปต์และความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายให้ตัวร่างแผนเสร็จสมบูรณ์ ก่อนที่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปี 2571 โดยในขั้นต้นสภาพัฒน์ต้องการให้ร่างเสร็จทันในปี 2569 เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำงบประมาณปี 2571 ได้ต่อไป

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย เครื่องหมาย, ลูกบอล, ฟุตบอล, กราฟิก

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

 

4. เวิลด์แบงก์เพิ่มคาดการณ์ศก.โลกปี 69 แต่เตือนอาจเผชิญขาลงจากการค้าตึงเครียด (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 14 มกราคม 2569)

ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยระบุว่าภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ได้อย่างน่าประหลาดใจ แม้จะเผชิญกับความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงถึงขั้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม โดยคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ของโลกจะเพิ่มขึ้น 2.6% ในปี 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ในเดือนมิถุนายน ปีที่แล้วที่ระดับ 2.4% ซึ่งการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 ครั้งใหม่นี้ ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปี 2568 ที่ประมาณการไว้ที่ 2.7% โดยธนาคารโลกระบุว่า เศรษฐกิจในปี 2568 ได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งทางการค้าอันเนื่องมาจากการที่บริษัทต่างๆ และภาคครัวเรือนต่างเร่งซื้อสินค้าเพื่อเตรียมรับมือกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกอบกับผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรที่น้อยกว่าคาด และการกระตุ้นการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อย่างไรก็ตาม รายงานของธนาคารโลกระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นอย่างมาก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะขาลง ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญที่สถานการณ์ตึงเครียดทางการค้าอาจทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นอาจทำให้การส่งออกถูกเปลี่ยนทิศทางไปยังประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตในประเทศเหล่านั้นต้องพยายามหามาตรการป้องกันจากการแข่งขันการนำเข้าที่ดุเดือดขึ้น

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)