ข่าวประจำวันที่ 16 มกราคม 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย คน, ใบหน้าของมนุษย์, ผนัง, ยิ้ม

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

1. "ศุภจี" มอบวุฒิบัตรผู้สำเร็จหลักสูตร TEPCoT รุ่น 17 หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล-กรีน (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 16 มกราคม 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานพิธีมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (Top Executive Program in Commerce and Trade : TEPCoT) รุ่นที่ 17 โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และรศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วม ว่า ปีนี้มีผู้สำเร็จการอบรมจำนวน 148 คน ก็ขอแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการอบรมทุกคน และขอชื่นชมแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล–กรีนที่ผู้เข้าอบรมเสนอ ซึ่งมีความทันต่อสถานการณ์โลก และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งถือเป็นทางรอด และกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสมบูรณ์ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ที่ผู้เข้าอบรมเสนอ และที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการรองรับอย่างเป็นรูปธรรมหลายด้าน อาทิ การพัฒนาระบบรัฐบาลดิจิทัล (E-Government) และ e-Service อย่าง MOC Plus ที่จะให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง การจัดทำระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงการนำ AI มาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ป้องกันบัญชีม้าและการจดทะเบียนนิติบุคคลโดยมิชอบ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาจำนวนประชากรลดลงต่อเนื่อง และก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้จำเป็นต้องเร่งเพิ่มศักยภาพแรงงานและผลิตภาพของประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ และลดข้อจำกัดด้านทรัพยากรมนุษย์

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินโครงการ Up Skill ร่วมกับมหาวิทยาลัยและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเชื่อมโยงความต้องการแรงงานกับการพัฒนาทักษะของภาคการศึกษา รองรับอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และธุรกิจสุขภาพด้วย ซึ่งหากผู้บริหารกว่า 100 คนในห้องนี้ ร่วมกันผลักดันแนวคิดดิจิทัลและกรีนอย่างจริงจัง จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้เศรษฐกิจประเทศได้อย่างมาก ขอชื่นชมทีมงานที่จัดทำยุทธศาสตร์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะนำไปต่อยอดและเสริมความแข็งแกร่ง เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

2. คาใจไทยติดโผประเทศเฝ้าระวัง (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 16 มกราคม 2569)

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดี เตรียมระงับการออกวีซ่าให้กับ 75 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 โดยมีชื่อของประเทศไทยรวมอยู่ด้วยว่า นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งแต่ช่วงหาเสียง ซึ่งมุ่งรีเซ็ตและปฏิรูปปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมผู้ไร้บ้านและผู้อพยพผิดกฎหมาย ที่ผู้นำสหรัฐฯ มองว่าเป็นผลจากนโยบายเปิดเสรีและการรับผู้ลี้ภัยในอดีต ซึ่งการระงับวีซ่าจำนวนมาก ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจในเชิงนโยบายแต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจคือทำไมประเทศไทยถูกจัดอยู่ในรายชื่อดังกล่าว ทั้งที่เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ทวิภาคีไทยไม่ควร   อยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกมองว่าไม่พึงประสงค์ในสายตาสหรัฐฯ โดยล่าสุดขณะนี้ยังไม่ปรากฏคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่าเหตุใดประเทศไทยจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 75 ประเทศ และตนเห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศควรเร่งสอบถามและขอคำชี้แจงจากฝ่ายสหรัฐฯโดยตรงเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแนวทางผลักดันให้ไทยหลุดออกจากรายชื่อดังกล่าวโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการระงับวีซ่าบางประเภทที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรงแต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากการที่ประเทศใดได้รับการยกเว้นวีซ่าหรือได้รับการยอมรับสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระบบ ความน่าเชื่อถือ และมาตรฐานของประเทศนั้นๆ ผมมองว่า การถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ เฝ้าระวังอาจเชื่อมโยงกับหลายปัจจัย ทั้งประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ หรือภาพลักษณ์ด้านการฟอกเงิน ซึ่งข่าวเชิงลบเหล่านี้ล้วนถูกนำมาพิจารณาในภาพรวมแม้จะยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐฯให้น้ำหนักกับประเด็นใดเป็นหลัก

 

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, ยิ้ม, เสื้อผ้า

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

3. BOI เคาะลงทุน Data Center 7 โครงการ มูลค่ากว่า 9.6 หมื่นล. (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 มกราคม 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด BOI) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ประกอบด้วย บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด 3 โครงการ มูลค่าลงทุน 45,304 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ชลบุรี และสมุทรปราการ รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 223 เมกะวัตต์ (MW) ,บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 05 จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่ม Gulf, Singtel และ AIS จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุน 37,202 ล้านบาท ตั้งอยู่ระยอง และสมุทรปราการ รองรับ IT Load รวม 120 เมกะวัตต์ (MW) , บริษัท สเตลล่าร์ ดีซี จำกัด มูลค่าลงทุน 8,050 ล้านบาท เป็นโครงการของกลุ่ม STECON ที่พัฒนาร่วมกับ SC Zeus Data Centers ประเทศสิงคโปร์ ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ รองรับ IT Load 25 เมกะวัตต์ (MW) ,บริษัท เฟรเออร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศสิงคโปร์ ดำเนินธุรกิจติดตั้งและบริหารจัดการดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Hosting) มูลค่าลงทุน 6,321 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ระยอง และสมุทรปราการ

อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2568 ที่ผ่านมา มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้า เซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ ระยอง 33% ชลบุรี 32% สมุทรปราการ 12% ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพฯ โดยเป็นการลงทุนขนาดใหญ่จากทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ธง, สีน้ำตาลแดง, สีแดงเลือดนก, สีแดง

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

 

4. GDP เยอรมนีปี 68 ขยายตัว 0.2% ตามคาด กลับมาโตครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 65 (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 16 มกราคม 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี (Destatis) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของเยอรมนีขยายตัวตามคาดที่ 0.2% ในปี 2568 หลังจากหดตัวติดต่อกันสองปี ส่วนในไตรมาสที่ 4/2568 เศรษฐกิจก็ขยายตัวในอัตราเดียวกัน โดยการเติบโตในปีที่ผ่านมาได้รับแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคครัวเรือนและการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่การลงทุนลดลงและภาคการค้ากลายเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป ต้องเผชิญมรสุมหลายด้าน ทั้งวิกฤตพลังงานการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำกัด และผลกระทบต่อการค้าโลกจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนซัดกระหน่ำใส่หัวใจสำคัญของภาคอุตสาหกรรมเยอรมนีอย่างหนัก แม้จะมีมุมมองเชิงบวกว่า แผนการของนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ ที่จะอัดฉีดงบหลายร้อยล้านยูโรเพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมจะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวได้ แต่หลายฝ่ายยังคงกังขาว่าการฟื้นตัวครั้งนี้จะยั่งยืนเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชี้ว่าภาวะซบเซาในภาคการผลิตของเยอรมนียืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 3 ในปี 2568 โดยผลผลิตหดตัว 1.3% ส่วนภาคก่อสร้างยิ่งย่ำแย่กว่าโดยลดลงถึง 3.6% ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานที่เคยเติบโตต่อเนื่องมาหลายปีก็เริ่มสะดุด เมื่อตำแหน่งงานในโรงงานลดฮวบอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับปีต่อๆ ไป นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวจะช่วยดันการเติบโตให้เกิน 1% แต่ย้ำว่าลำพังการใช้จ่ายภาครัฐไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเพื่อหนุนอุปสงค์ควบคู่กันไปด้วย

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)