ข่าวประจำวันที่ 23 มกราคม 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย คน, ใบหน้าของมนุษย์, ผนัง, ยิ้ม

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

1. 'ศุภจี' หารือ 'สวิส' เร่ง FTA ไทย-เอฟตาดันการค้า (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 23 มกราคม 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum : WEF) ประจำปี 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ได้พบหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส เพื่อหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและสมาพันธรัฐสวิส โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ เอฟตา (European Free Trade Association : EFTA) ที่ได้ลงนามกันไปเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายกำลังดำเนินกระบวนการภายใน เพื่อให้สัตยาบันความตกลงดังกล่าว ทั้งนี้ ในส่วนของไทย เมื่อมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอร่างความตกลงเข้า FTA ไทย-เอฟตา สู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ และตั้งเป้าให้สัตยาบันความตกลงในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาที่ฝ่าย สมาพันธรัฐสวิสจะต้องดำเนินกระบวนการภายในเช่นกัน และคาดว่าความตกลงจะมีผลใช้บังคับ ในวันที่ 1 มกราคม 2570 นับเป็น FTA กับประเทศในภูมิภาคยุโรปฉบับแรกของไทย โดยไทยและสมาพันธรัฐสวิสจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจาก FTA ไทย-เอฟตา ทั้งในด้านการขยายโอกาสการส่งออกและลดต้นทุนการนำเข้า ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยจะได้รับ ประโยชน์ เช่น ผักผลไม้สดและแปรรูป ข้าว เนื้อสัตว์ปีกสดและแปรรูป อาหารทะเล อาหารปรุงแต่ง เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ นอกจากนี้ ไทยจะยังได้รับประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของนักลงทุน เอฟตาในสาขาที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศของไทย เช่น การวิจัยและพัฒนา การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ICT การซ่อมบำรุงรักษาชิ้นส่วนอากาศยาน ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือที่จะช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถให้ไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก

อย่างไรก็ตาม ในโอกาสนี้ไทยได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นฐานการลงทุนและประตูการค้าในการเชื่อมโยงสมาพันธรัฐสวิสไปสู่ประเทศอื่นๆในทวีปเอเชีย โดยได้เชิญชวนให้สมาพันธรัฐสวิส ใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ ในการเพิ่มการลงทุนและมีความร่วมมือกับไทย โดยเฉพาะในสาขา ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สมาพันธรัฐสวิส มีความก้าวหน้า เช่น เทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์ เทคโนโลยีสะอาด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนา อุตสาหกรรม S-Curve ของไทย เช่น อุตสาหกรรม อาหารแห่งอนาคต วิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ และพลังงานสะอาด ทั้งนี้ ปัจจุบันสมาพันธรัฐสวิส เป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกเอฟตา โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2568 การค้ารวมไทย-สมาพันธรัฐสวิสมีมูลค่า 13,673.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.9% เป็นการส่งออกของไทยไปสมาพันธรัฐสวิส 6,656.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 7,017.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยขาดดุลการค้า 360.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปสมาพันธรัฐสวิส เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้สำหรับเดินทาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องสำอาง

 

รูปภาพประกอบด้วย คน, เสื้อผ้า, ในร่ม, ใบหน้าของมนุษย์

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายณัฐพล รังสิตพล

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

2. ก.อุตฯ ผนึกมหาดไทยส่งมอบอุปกรณ์ไฟฟ้า มอก.ให้ กฟภ.ติดตั้งฟรีให้บ้านที่ถูกน้ำท่วม (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ ประจำวันที่ 23 มกราคม 2569)

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ทุกส่วนราชการระดมความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพการณ์ปกติโดยเร็ว กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีโครงการ “อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย” ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมและความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จัดตั้งศูนย์พักพิง พักชำระหนี้สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ สนับสนุนสินเชื่อฟื้นฟูและกองทุนต่างๆ ยกเว้นค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน นอกจากนี้ ยังจัดทีมช่างเข้าประเมินและซ่อมแซมเครื่องจักร อุปกรณ์สายการผลิตและอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงให้คำปรึกษาแนะนำด้านธุรกิจพัฒนาทักษะและส่งเสริมการตลาดให้แก่ สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งหลังเกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้ทยอยนำสิ่งของเครื่องใช้อุปโภค-บริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ปลั๊กพ่วง และพาวเวอร์แบงค์ ส่งให้ผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดเหตุ ซึ่งในวันนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงมหาดไทย จัดหาอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน มอก.เพื่อติดตั้งให้บ้านเรือนประชาชนที่ประสบอุทกภัยฟรี โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการที่ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า จำนวน 22 ราย รวมมูลค่ากว่า 8 ล้านบาท เช่น ตู้ไฟคอนซูเมอร์ยูนิต (Consumer Unit) สายไฟ ปลั๊กพ่วง หลอดไฟ ชุดสวิตช์ไฟ ปลั๊กกราวนด์คู่ หน้ากากฝาครอบบล็อก เทปพันสายไฟ เบรกเกอร์ และพาวเวอร์แบงก์ เป็นต้น คาดว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ได้มากกว่า 6,000 หลังคาเรือน และขณะนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวจัดเก็บไว้อยู่ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 สงขลา พร้อมส่งมอบให้กระทรวงมหาดไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการติดตั้งให้กับประชาชนต่อไป ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าด้วยกลไกการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของกระทรวงมหาดไทย จะถูกส่งต่อไปถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้รับมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน มอก. มูลค่ากว่า 8 ล้านบาท จากนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อนำไปติดตั้งให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยมี นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมด้วยผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน มอก.ทั้ง 22 แห่ง และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมในพิธีรับมอบ

 

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, เสื้อผ้า, ผ้า

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

ดร.ปณิตา ชินวัตร

รองผู้อำนวยการรักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

 

3. สสว.ผนึก 4 กระทรวง 11 หน่วยงาน อัดงบ 765 ล้าน ฟื้น SME ดันศก. 5,850 ล้าน (ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, ประจำวันที่ 23 มกราคม 2569)

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการรักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์และความท้าทายที่ผู้ประกอบการ SME ต้องเผชิญอย่างรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจซบเซา การเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศ ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงการขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ได้เห็นชอบการจัดสรรเงินกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ของ สสว. ให้กับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐใน 4 กระทรวง 11 หน่วยงาน เพื่อดำเนินโครงการเร่งด่วนในการช่วยเหลือและส่งเสริม SME ภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประจำปี 2569 เพิ่มเติม จำนวน 25 โครงการ งบประมาณรวมทั้งสิ้น 765 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากแผนปฏิบัติการส่งเสริม SME ประจำปี 2569 มีเป้าหมายให้ SME อยู่รอด ปรับตัวเร็ว และเติบโตสู่ความยั่งยืน ดังนั้นโครงการเร่งด่วนจำนวน 25 โครงการนี้ จึงมีรูปแบบการ ส่งเสริมภายใต้ 4 แนวทางมุ่งเน้น ได้แก่ 1) การพัฒนาการผลิตให้มีคุณภาพเหมาะสมกับแนวทาง ของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และแข่งขันได้ 2) การพัฒนาการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด 3) การเสริมสร้างตลาดในประเทศ และ 4) การเสริมสร้างตลาดต่างประเทศ โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 คาดว่าจะช่วยให้ SME พลิกฟื้นและดำเนินธุรกิจให้อยู่รอด เติบโต สร้างรายได้ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 5,850 ล้านบาท สำหรับหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม SME ของ สสว. ในครั้งนี้ประกอบด้วย 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี 11 หน่วยงานที่เป็นกลไกขับเคลื่อนโครงการเร่งด่วน ได้แก่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมการค้าต่างประเทศ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำนักงาน ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบูรณาการความร่วมมือครั้งนี้บรรลุเป้าหมาย และเนื่องจากหัวใจสำคัญของการทำงานยุคใหม่ คือความรวดเร็ว และแม่นยำ สสว. จึงได้จัดการประชุมชี้แจงหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อวางระบบการบริหารจัดการโครงการให้กระชับ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งผลักดันผู้ประกอบการขึ้นทะเบียน SME ONE ID ที่เปรียบเสมือนพาสปอร์ตทางธุรกิจ ที่จะช่วยให้เข้าถึงบริการของรัฐได้รวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อนของเอกสาร และได้รับสิทธิประโยชน์ที่ตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น เพื่อเป้าหมายในการพลิกฟื้นธุรกิจ สร้างเกราะป้องกันและติดอาวุธให้ SME ไทย เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกได้ในที่สุด

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ธง, ธงประจำชาติสหรัฐอเมริกา, วันธง (สหรัฐอเมริกา), วันประกาศอิสรภาพ

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

 

4. สหรัฐเผย GDP ขยายตัว 4.4% ใน Q3/68 สูงกว่าคาดการณ์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควส์, ประจำวันที่ 23 มกราคม 2569)

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2568 โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 4.4% ในไตรมาสดังกล่าว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.3% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของการส่งออก, การใช้จ่ายของภาครัฐ และการลงทุน ขณะที่การนำเข้าปรับตัวลง ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 0.6% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี ก่อนที่จะมีการขยายตัว 3.8% ในไตรมาส 2

อย่างไรก็ตาม การหดตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1/2568 มีสาเหตุจากการนำเข้าที่พุ่งขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจต่างรีบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก่อนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะมีผลบังคับใช้

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)