ข่าวประจำวันที่ 27 มกราคม 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย คน, ใบหน้าของมนุษย์, ผนัง, ยิ้ม

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

1. พาณิชย์กาง 6 ข้อ ฝ่ามรสุมศก.หนุนไทยแก้เกมไว-เป็นต่อการค้าโลก (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 มกราคม 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน "Mission to Win for The Game Changer : ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก" ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลง ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปีที่ผ่านมา อยู่ในระดับต่ำไม่ถึงร้อยละ 2 และยังต่ำกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยการส่งออกปีที่ผ่านมา เติบโตสูงจากการเร่งส่งออกไปสหรัฐอเมริกา เป็นผลจากความกังวลด้านมาตรการภาษี แต่ปีนี้ แนวโน้มการส่งออกอาจชะลอลง และเสี่ยง ใกล้ระดับศูนย์หรือหดตัว ทั้งนี้ บริบทการค้าโลกได้เปลี่ยนจากโลก 2 ขั้วไปสู่โลกหลายขั้วที่เต็มไปด้วยการแข่งขันรุนแรง โดยโลกมองว่า "เอเชีย คือ โอกาส" และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นานาชาติต้องการสร้างความร่วมมือ ในด้านยุทธศาสตร์ภูมิภาค ไทยต้องใช้บทบาทในฐานะประธานการเจรจา ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน เพื่อผลักดัน กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งตั้งเป้าเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลอาเซียน จาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

อย่างไรก็ตาม สำหรับนโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ มุ่งดำเนินการ 6 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การขยายตลาดใหม่และการใช้ประโยชน์จาก FTA 2. ทำให้ FTA ที่มีอยู่แล้ว 14 ฉบับ มีความร่วมสมัย 3. ปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ จาก การค้าที่ไม่เป็นธรรม ด้วยมาตรการทางการค้า 4. ร่วมแก้เกม เมื่อถูกไต่สวน 5. รักษาผลประโยชน์อุตสาหกรรมไทย ใช้ local content ไทย และ 6. การปิดช่องว่างสินค้านำเข้าทะลัก ทั้งนี้ การทำการค้าในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่มองแค่จุดเดียว แต่ต้องมองเป็นเครือข่ายหลายจุด และเข้าไปเป็นจิ๊กซอว์ เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีคุณค่า หากเราทำได้ ไทยจะไม่ใช่เพียงผู้ตาม แต่เป็นผู้ร่วมกำหนดเกมการค้าโลก

 

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, ยิ้ม, เสื้อผ้า

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

2. BOI เปิด 5 ภารกิจหลัก ปี 69 ดึงเม็ดเงินเขาลงทุนไทย (ที่มา: ทันหุ้น, ประจำวันที่ 27 มกราคม 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในปี 2569 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 ที่มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญในปีนี้มาจาก 5 ปัจจัยหลัก คือ 1. กระแสการโยกย้ายฐานการผลิต เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทใหญ่จำนวนมากที่เคยมีฐานผลิตในจีน ได้เริ่มขยับขยายออกมาหาแหล่งผลิตใหม่ โดยยังคงฐานผลิตในจีนสำหรับตลาดจีน (China for China) และมุ่งมาลงทุน ที่อาเซียนเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและ ส่งออกไปยังตลาดโลก รวมทั้งตลาดในสหรัฐ 2. การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดและการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทำให้เกิดการเร่งลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลโดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ AI Infrastructure และบริการคลาวด์ อย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ 3. เทรนด์ โลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ทำให้เกิดกระแสการลงทุนสีเขียว ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์ วัตถุดิบ กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ต้องสีเขียวตลอดทั้งสาย รวมทั้งความต้องการใช้พลังงานสะอาด ทำให้เกิดการลงทุนในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 4. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล รวมทั้ง อตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Digitalization and Automation) และ 5. ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ นักลงทุนตัดสินใจขยายฐานการผลิตในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สำหรับภารกิจสำคัญของบีโอไอ ในปี 2569 จะผลักดันให้เกิดการลงทุนที่จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาระบบนิเวศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะเน้น 5 ภารกิจสำคัญ คือ 1. ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างฐาน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่ง ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพ (BCG), ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ, เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ดิจิทัล และ AI, กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นๆ เช่น สุขภาพและการแพทย์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อากาศยาน เป็นต้น 2. พัฒนาบุคลากรไทย เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 3. ดึงดูดกลุ่มบุคลากรทักษะสูงให้เข้ามา ช่วยพัฒนาประเทศ 4. เสริมสร้างความเข้มแข็งของซัพพลายเชน เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ และ 5. อำนวยความสะดวกในการลงทุน(Ease of Investment) ผ่านกลไก Thailand FastPass

 

รูปภาพประกอบด้วย คน, ใบหน้าของมนุษย์, ผนัง, เสื้อผ้า

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์

รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)

 

3. อุตฯ เกมปี 69 ลุ้นโตใกล้ 4 หมื่นล้าน (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 27 มกราคม 2569)

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) เปิดเผยถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมในปี 2569 ว่า ปัจจัยบวกอุตสาหกรรมเกมปี 2569 คาดว่าเติบโตทรงตัวกว่า 10% มีมูลค่าเกือบ 40,000 ล้านบาท และการพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเกมดีขึ้น จากอดีตมีความกังวลเรื่องการขาดแคลน game developer ในประเทศไทย และต้นทุนการจ้าง outsource จากต่างประเทศสูง เช่น อินเดีย แต่ปัจจุบันนี้การให้ความรู้ดีขึ้น รวมทั้งจากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ของภาคอุตสาหกรรมเกมอยู่ในระดับดี ซึ่งต้องเร่งรัดยกระดับสกิลเหล่านี้ให้เป็นระบบ เช่น การสร้าง Career Path ให้ชัดเจนสำหรับนักเรียนที่รู้ตัวว่าอยากเป็น Game Developer ควรทำให้เขาไม่เป็นเพียงผู้เล่นเกม แต่เป็นนักพัฒนาเกมมืออาชีพ สิ่งเหล่านี้ควรทำต่อเนื่องเพื่อให้อุตสาหกรรมเกมมี resource ด้าน manpower ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเกมเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ประกอบไปด้วย เกม, แอนิเมชั่น และคาแร็กเตอร์ โดยอุตสาหกรรมเกมเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี มีผู้เล่นในไทยกว่า 20 ล้านคน ส่วนใหญ่กลุ่มผู้เล่น คือ วัยรุ่นหรือเด็ก ขณะเดียวกันมีวัยทำงานที่เล่นในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำงาน สำหรับการเล่นเกมจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. เล่นเพื่อความสนุกสนาน และ 2. เล่นเพื่อเป็นอาชีพ หรือ E-sport ซึ่งอุตสาหกรรมเกมเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับแอนิเมชั่นในการทำกราฟิก การทำโมชั่น การออกแบบคาแร็กเตอร์ตัวการ์ตูนในเกม รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมเทเลคอม เพราะว่าการเล่นเกมออนไลน์จะต้องใช้อินเตอร์เน็ตหรือไวไฟ สำหรับ ปี 2568 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) พยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติชุดหนึ่งออกมาจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เรียกว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกม เพราะเกมและภาพยนตร์มีความแตกต่างกัน คือ หนังจะมีการขึ้นเรตติ้งและทำแล้วจบ แต่เกมออนไลน์มีการอัพเดตใหม่ๆ อยู่เสมอ เช่น ด่านใหม่ ฟีเจอร์ใหม่ ซึ่งกระบวนการร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ การขึ้นทะเบียนเกม การกำกับดูแล และการส่งเสริมอุตสาหกรรม หากทำสำเร็จก็จะทำให้เกมต่างชาติที่เป็นโลกออนไลน์เข้ามาอยู่ในเมืองไทย แล้วทำให้เมืองไทยนั้นมีโอกาสในการสร้าง ทั้งสกิล ทั้งอาชีพ และการพัฒนาอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม สำหรับความคาดหวังต่อนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569คาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งพิจารณา พ.ร.บ.การส่งเสริมอุตสาหกรรมเกม เพื่อส่งเสริมและกำกับดูแลอุตสาหกรรมเกมให้เติบโตอย่างเป็นระบบและ ถูกต้อง และสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเกมให้มีโอกาสโตขึ้นจากมูลค่า 40,000 ล้าน สู่ 100,000 ล้านได้ในอนาคต ทั้งนี้ ประเทศไทยควรพัฒนา New S Curve รวมทั้งเร่งรัดการขับเคลื่อนให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเกมในภูมิภาค และส่งเสริมทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ในการเล่นเกมอีสปอร์ตให้เข้ามาในเมืองไทย

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ขาว, เครื่องหมาย, ธง

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

 

4. ส่งออกดีเซลเกาหลีใต้พุ่งนิวไฮปี 68 สวนทางส่งออกปิโตรเลียมรวมหดตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 27 มกราคม 2569)

ข้อมูลจากสมาคมปิโตรเลียมเกาหลีใต้ (KPA) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกน้ำมันดีเซลของเกาหลีใต้ปี 2568 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้การส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยรวมจะปรับตัวลดลง ซึ่งบริษัทกลั่นน้ำมันรายใหญ่ 4 แห่งของเกาหลีใต้ ได้แก่ เอสเค เอนเนอร์จี (SK Energy), จีเอส คาลเท็กซ์ (GS Caltex), เอส-ออยล์ (S-Oil) และเอชดี ฮุนได ออยล์แบงก์ (HD Hyundai Oilbank) ส่งออกดีเซลรวม 233.7 ล้านบาร์เรลในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.4% จากปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 216.6 ล้านบาร์เรล ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั้งหมดของประเทศลดลง 1.1% เมื่อเทียบรายปี เหลือ 485.4 ล้านบาร์เรล โดยดีเซลยังคงเป็นสินค้าหลัก คิดเป็นสัดส่วน 42% ของการส่งออกทั้งหมด รองลงมาคือเบนซิน 22% เชื้อเพลิงอากาศยาน 18% และแนฟทา 7% ทั้งนี้ ในแง่มูลค่า การส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมปี 2568 อยู่ที่ 40,700 ล้านดอลลาร์ ลดลง 9.9% จากปีก่อน สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม KPA ระบุว่า ปริมาณการส่งออกดังกล่าวคิดเป็น 51.9% ของปริมาณน้ำมันดิบที่เกาหลีใต้นำเข้าในปีเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 935 ล้านบาร์เรล ขณะที่มูลค่าการส่งออกคิดเป็น 59.5% ของมูลค่านำเข้าน้ำมันดิบรวม 68,400 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาประเทศปลายทางพบว่า ออสเตรเลียเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากเกาหลีใต้มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 16.8% รองลงมาคือสิงคโปร์ 13.6%, ญี่ปุ่น 11.3% และสหรัฐฯ 10.2% ขณะที่ยอดส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 15% แตะระดับสูงสุดที่ 49.6 ล้านบาร์เรล จากแรงหนุนของความต้องการเชื้อเพลิงอากาศยานที่แข็งแกร่ง

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)