ข่าวประจำวันที่ 28 มกราคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. สั่งปิดโรงงานหลอมตะกั่วที่นครสวรรค์ฝ่าฝืน-ซุกกากอุตสาหกรรม 3 หมื่นตัน (ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, ประจำวันที่ 28 มกราคม 2569)

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยว นำโดย นายประสม ดำรงพงษ์ และนางสุคนธ์ทิพย์ สินวิวัฒนากูล อุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ และสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 5 พิษณุโลก (สรข.5) ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท ไทย ไชน่า นันเฟอรัชเมทัลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจหลอมหล่อตะกั่วผสมพลวงกว่า 4,800 ตันต่อปี ตั้งอยู่ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งก่อนหน้านี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ออกคำสั่งให้บริษัทดังกล่าวเร่งดำเนินการแก้ไขในหลายประเด็นสำคัญหลังมีประชาชนร้องเรียนซ้ำมายังรัฐมนตรีฯ ซึ่งจากการตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งฯ ของบริษัทฯ พบว่าโรงงานดังกล่าว ยังไม่ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษเพื่อรายงานมลพิษอากาศ จากปล่องโรงงานฯ จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับอีกวันละไม่เกินห้าพันบาทตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง คือตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อวันนี้ 26 มกราคม 2569 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ (สอจ.นครสวรรค์) ได้มีคำสั่งมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้ บริษัท ไทย ไชน่า นันเฟอรัชเมทัลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หยุดประกอบกิจการโรงงานบางส่วนในส่วนที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และต้องดำเนินการติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษ เพื่อรายงานมลพิษอากาศจากปล่องโรงงาน ตามกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 มีนาคม 2569

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทฯ ส่งรายงานเอกสารต่างๆ ไม่ครบถ้วนถูกต้องกับข้อเท็จจริงตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการรายงานข้อมูลของโรงงานหลอมตะกั่วจากแบตเตอรี่เก่า และไม่พบการติดตั้งอุปกรณ์ชี้บ่งทิศทางลม รวมทั้งไม่ปฎิบัติตามคำสั่งฯ มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พระราชบัญญัติโรงงาน เกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียฯ ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ตลอดจนมีการจัดเก็บเศษพลาสติกที่เกิดจากการบดแยกเศษแบตเตอรี่เก่าในโรงงานมากกว่า 10,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่สอดคล้องกับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัตถุวัสดุที่ไม่ใช้แล้วพ.ศ. 2566 และมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ได้ อีกทั้งยังพบมีการเก็บตระกรันในอาคารเก็บตระกรันมากกว่า 30,000 ตัน และวิธีการจัดเก็บไม่เป็นไปตามหลักวิศวกรรม ความปลอดภัย จึงได้มีคำสั่งมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้บริษัทฯ ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขโรงงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 มีนาคม 2569 เช่นกัน

 

รูปภาพประกอบด้วย คน, เสื้อผ้า, ใบหน้าของมนุษย์, ผนัง

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)

 

2. สหรัฐฯ ชี้ช่องสินค้าไทยชูคุณภาพ-มาตรฐาน ใช้โซเชียลบุกตลาด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 28 มกราคม 2569)

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายชวนล ผิวนิล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา ถึงผลการสำรวจสิ่งที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันให้ความสนใจในปี 2025 ทั้งค่านิยมและพฤติกรรมการชอปปิงของ Gen Z การเปลี่ยนแปลงในภาคการค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า กลุ่ม Gen Z คาดหวังให้แบรนด์สะท้อนค่านิยมของตน เห็นว่าบริษัทควรมีข้อความทางศีลธรรม และซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่แสดงจุดยืนสอดคล้องกับความคิดของตน อาทิ ความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ และความสม่ำเสมอ โดยพึ่งพาอินฟลูเอนเซอร์เพื่อค้นพบสินค้าใหม่ มากกว่าโฆษณาทางโทรทัศน์หรือวิทยุ ติดต่อช่องทางบริการลูกค้าผ่านทางอีเมล และนิยมซื้อสินค้าที่ร้าน ส่วนด้านการค้า พบว่า ปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทมากขึ้น ทั้งด้านการบริการลูกค้า ผู้ช่วยการเลือกซื้อสินค้า การซื้อสินค้าในร้านยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะในหมวดอาหาร ของชำ และเฟอร์นิเจอร์ ผู้บริโภคมีการคืนสินค้าเพิ่มขึ้น และคาดหวังการคืนสินค้าต้องรวดเร็ว ฟรี และสะดวก การบริการลูกค้า ยังนิยมเลือกคุยกับเจ้าหน้าที่แทนระบบแซตบอต การจับจ่าย ยังเน้นใช้จ่ายช่วงเทศกาล โดยราคาเป็นปัจจัยตัดสินใจอันดับหนึ่ง ทั้งนี้ จากทิศทางที่เกิดขึ้น ผู้ส่งออกไทยที่ต้องการเจาะตลาดสหรัฐฯ ควรปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงนี้ โดยการสร้างแบรนด์ที่โปร่งใส มีจุดยืนด้านค่านิยมที่สอดคล้องกับผู้บริโภคยุคใหม่ และให้ความสำคัญต่อคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า การพัฒนาช่องทางสื่อสารดิจิทัลที่ตอบสนองรวดเร็วเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถใช้เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายทั่วโลกได้ง่ายขึ้น ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม สุขภาพ และสินค้าในบ้านยังมีโอกาสเติบโตได้ดีในตลาดสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม หากสามารถสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือส่วนอัตราการคืนสินค้าที่เพิ่มขึ้น อาจมีปัจจัยประกอบได้หลายประการจากสภาพเศรษฐกิจราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาก เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้ซื้อสินค้าเปลี่ยนใจหรือไม่ต้องการสินค้าที่ซื้อมาแล้วก็เป็นไปได้ แต่ผู้ส่งออกไทยอาจช่วยให้ผู้นำเข้าบรรเทาปัญหานี้ได้บ้าง ด้วยการบรรจุหีบห่อที่ลดความเสียหายระหว่างขนส่ง และข้อมูลสินค้าออนไลน์ที่ครบถ้วนเพื่อช่วยลดอัตราการคืนสินค้าได้ไม่มากก็น้อย และสุดท้ายผู้ประกอบการควรหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่อาจก่อให้เกิดการแบ่งแยกทางการเมือง หรือชาติพันธุ์ และการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับชื่อแบรนด์ดังๆ น้อยลง เปิดช่องให้สินค้าที่เน้นให้ความสำคัญต่อความคุ้มค่าและประสบการณ์ผู้บริโภคทั้งก่อนและหลังการซื้อ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างยั่งยืน

 

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

 

3. 'สศค.' คาดจีดีพีปี 69 โต 2% ส่งออกทรงตัว-ท่องเที่ยวดัน (ที่มา: ทันหุ้น, ประจำวันที่ 28 มกราคม 2569)

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และปี 2569 ระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัวและการปรับฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทย ปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 2.5) เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 มีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาส 3 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2 ซึ่งได้รับปัจจัยขับเคลื่อน หลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในการพยุเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น โครงการ "คนละครึ่ง พลัส" ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ด้านเศรษฐกิจไทยปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5) แม้ภาคการส่งออกจะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ ร้อยละ 1.0 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.5 ถึง 1.5) ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางปริมาณการค้าโลกและผลของฐานที่สูงในปี 2568 ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.4 ถึง 4.4) ซึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศและภาคบริการอย่างชัดเจน โดยภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลัก โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูงที่จำนวน 35.5 ล้านคน สนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง สำหรับด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ0.3 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -0.2 ถึง 0.8) ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.0 ของ GDP (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5 ของ GDP)

อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1. ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออก 2. ความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุน และ 3. เสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย สีแดง, มีสีสรร, สีแดงเลือดนก, วงกลม

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

 

4. ญี่ปุ่นหลุดท็อป 3 ผู้ผลิตเหล็กดิบรายใหญ่ของโลก จีนยังรั้งที่หนึ่งในปี 68 (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 28 มกราคม 2569)

สมาพันธ์เหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยรายงานว่า ญี่ปุ่นถูกสหรัฐอเมริกาแซงหน้าในการจัดอันดับโลก เนื่องจากผลผลิตเหล็กดิบได้รับผลกระทบจากอุปสงค์การก่อสร้างที่ซบเซา อันเนื่องมาจากสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานและต้นทุนวัสดุที่สูงขึ้น รวมถึงต้องแข่งขันกับเหล็กราคาถูกจากจีน โดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เนื่องจากเหล็กเป็นวัสดุที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ไปจนถึงการก่อสร้าง การผลิตเหล็กจึงถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยสมาคมเหล็กโลกระบุว่า จีนยังคงเป็นผู้ผลิตเหล็กดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2568 แม้ว่าผลผลิตลดลง 4.4% จากปีก่อนหน้า สู่ระดับ 960.81 ล้านตัน อันเป็นผลมาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซาต่อเนื่อง รวมถึงผลกระทบจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่วนอินเดียตามมาเป็นอันดับสอง โดยผลิตเหล็กดิบเพิ่มขึ้น 10.4% แตะที่ 164.89 ล้านตัน เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนสหรัฐอเมริการั้งอันดับสาม โดยผลิตเหล็กดิบเพิ่มขึ้น 3.1% สู่ระดับ 81.95 ล้านตัน โดยได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

 

 

อย่างไรก็ตาม สมาพันธ์เหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศญี่ปุ่นระบุว่า ญี่ปุ่นผลิตเหล็กดิบทะลุหลัก 100 ล้านตันเป็นครั้งแรกในช่วงประมาณ พ.ศ. 2510 จนกระทั่งแตะระดับสูงสุด 120.20 ล้านตันในปี 2550 ก่อนที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง และต่ำกว่าระดับ 100 ล้านตันนับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง นิปปอน สตีล (Nippon Steel) และ เจเอฟอี สตีล (JFE Steel) ต้องระงับการใช้งานเตาหลอมเหล็กในประเทศบางส่วน เนื่องจากอุปสงค์ซบเซา

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)