ข่าวในประเทศ
นายธนกร วังบุญคงชนะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. "ธนกร" ขานรับนโยบายนายกฯ ลุยปากพนังพัฒนาวิสาหกิจชุมชน หลัง ครม.อนุมัติงบ 80 ล้าน พัฒนาตลาด 100 ปี (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 29 มกราคม 2569)
นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเยี่ยมชมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเทศบาลเมืองปากพนัง (วิสาหกิจชุมชน) รวมทั้งพบผู้ประกอบการสินค้า OTOP วิสาหกิจชุมชน เช่น อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากกลุ่มวิสาหกิจผ้าปาเต๊ะ และกลุ่มวิสาหกิจขนมลา สำหรับการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมอาชีพฯ ถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงชุมชน เข้ากับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่แล้ว ยังเป็นการรักษาและต่อยอดภูมิปัญญาให้คงอยู่ เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็งและเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเทศบาลเมืองปากพนัง มีบทบาทสำคัญ 2 ด้าน คือ 1. ศูนย์รวมสินค้าอัตลักษณ์ : เป็นแหล่งรวบรวมและจัดจำหน่ายสินค้าที่มีเอกลักษณ์ เช่น ขนมลา ขนมพื้นเมืองชื่อดัง, อาหารทะเลแปรรูป และงานหัตถกรรมจากภูมิปัญญา โดยมุ่งเน้นการคัดสรรคุณภาพและปรับภาพลักษณ์สินค้าให้เป็นของฝากระดับพรีเมียม และ 2. ศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยว : ทำหน้าที่เป็นหน้าด่านต้อนรับนักท่องเที่ยว ให้ข้อมูลเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้มาเยือน โดยตั้งเป้าพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ จากนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเทศบาลเมืองปากพนังในครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ชุมชน และภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างช่องทางการตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย
อย่างไรก็ตาม สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราช ในปี 2568 มีผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.68 สะท้อนให้เห็นถึงเสน่ห์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นพลังศรัทธาแห่งวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) ศาลหลักเมือง และวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่ดึงดูดคนทั่วสารทิศ รวมถึงธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทั้งคีรีวง, ทะเลขนอม, สิชล ที่สำคัญคือ อาหารปักษ์ใต้รสชาติจัดจ้านที่เป็นเอกลักษณ์ ดึงดูดนักกินให้มาลิ้มลอง ซึ่งวันนี้คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อพัฒนาตลาด 100 ปีเมืองปากพนังอีกด้วย ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเศรษฐกิจในพื้นที่ และยังเป็นการยืนยันว่า นครศรีธรรมราชไม่ใช่แค่เมืองทางผ่าน แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่คนไทยเลือกมาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งในภาคใต้
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์
2. สนค.แนะใช้ RCEP-ACFTA เปิดเกมรุกส่งออกน้ำมันปาล์มไปจีน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 29 มกราคม 2569)
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยในตลาดจีน โดยพบว่ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้น จากการพัฒนาเศรษฐกิจและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และยังมีความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในอุตสาหกรรมอาหาร โดยมีจุดเด่นด้านต้นทุนการผลิตต่ำและแปรรูปได้หลากหลาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนที่มองหาสินค้าราคาคุ้มค่าแต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพที่ดี รวมทั้งนโยบายการกระจายแหล่งนำเข้าของจีน จากเดิมพึ่งพาอินโดนีเซียเป็นหลัก และราคาที่แข่งขันได้ของน้ำมันปาล์มไทย เมื่อเทียบกับน้ำมันถั่วเหลือง ทำให้น้ำมันปาล์มไทยมีโอกาสส่งออกไปจีนได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จากรายงานของ American Oil Chemists' Society ระบุว่า จีนเป็นผู้บริโภคน้ำมันพืชรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่มีการบริโภคน้ำมันปาล์มเป็นอันดับ 3 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 5.36% รองจากอินโดนีเซีย และอินเดีย การบริโภคน้ำมันปาล์มในจีนคิดเป็น 18% ของการบริโภคน้ำมันพืชทั้งหมดในประเทศ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยไปจีนมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 48.23% ต่อปี และการเติบโตในปี 2567 เพิ่มขึ้นกว่า 280.47% จากปีก่อนหน้า ในขณะที่ปี 2568 การส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยไปจีนมีมูลค่ากว่า 83.44 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,707 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85.38% จากปีก่อนหน้า โดยจากความต้องการน้ำมันปาล์มของจีนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไทยมีโอกาสที่จะเพิ่มการส่งออก ซึ่งกลยุทธ์ในการส่งออกต้องเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ น้ำมันออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ตลอดจนผลิตน้ำมันปาล์มสำหรับอุตสาหกรรมเบเกอรีและครีมเทียม รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลอดไขมันทรานส์ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพในตลาดจีน นอกจากนี้ ต้องใช้การตลาดเชิงรุก โดยใช้ช่องทางดิจิทัล เช่น Alibaba และ WeChat เพื่อสร้างการรับรู้และตอกย้ำด้านคุณภาพ และเข้าถึงผู้ซื้อในกลุ่ม B2B (Business-to-Business) ในกลุ่มเมืองระดับสองและสาม รวมถึงใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า เช่น ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและภาษี และสร้างความเชื่อมั่นของสินค้าและยกระดับสู่มาตรฐานยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของสินค้าน้ำมันปาล์มไทย
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนางกุลธิดา บัณฑุรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า จีนมีแนวโน้มต้องการสินค้าที่มีมาตรฐานสูงและตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น ซึ่งน้ำมันปาล์มของไทยถือว่ามีความได้เปรียบคู่แข่งทั้งด้านคุณภาพมาตรฐานและศักยภาพด้านความยั่งยืน รวมถึงผู้ประกอบการไทยยังได้รับประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้ RCEP และ ACFTA ที่ช่วยลดต้นทุนการเข้าสู่ตลาดจีน และไทยยังมีโอกาสขยายการผลิตน้ำมันปาล์มสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ น้ำมันออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ที่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานสะอาดของจีน และยังสามารถพัฒนาความร่วมมือกับผู้แปรรูปในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญอย่างกวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ และซานตง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้า
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์
ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ส.อ.ท.หวังฝ่า 9 ด่าน ลุ้นปี 69 ยอดผลิตรถ 1.5 ล้านคัน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 29 มกราคม 2569)
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ปี 2568 มี 1,455,569 คัน ลดลง 0.91% จากปี 2567 แต่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 1,450,000 คัน โดยมากกว่า 5,569 คัน หรือมากกว่า 0.38% สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนธันวาคม 2568 มีจำนวน 75,121 คัน เพิ่มขึ้น 47.17% จากเดือนพฤศจิกายน 2568 และเพิ่มขึ้น 39.07% จากเดือนธันวาคม 2567 เป็นเดือนแรกในรอบ 33 เดือนที่มียอดขายรถยนต์ 75,121 คัน สรุปปี 2568 รถยนต์มียอดขาย 621,166 คัน เพิ่มขึ้น 8.47% จากปี 2567 ขณะที่การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป ปี 2568 จำนวน 935,750 คัน ลดลง 8.19% จากปี 2567 โดยตัวเลขประมาณการการผลิตรถยนต์ปี 2569 อยู่ที่ 1,500,000 คัน มากกว่าปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 1,455,569 คัน เพิ่มขึ้น 3.05% สำหรับเป้าผลิตเพื่อการส่งออก 950,000 คัน จากปี 2568 ที่ผลิตได้ 956,230 คัน ลดลง 0.65% มีปัจจัยบวก ได้แก่ 1. ศาลสูงสหรัฐอเมริกาตัดสินว่าภาษีศุลกากรประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขัดรัฐธรรมนูญ 2. ธนาคารกลางสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยลง 3. OPEC ลดราคาน้ำมันดิบลง 4. บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่ปัจจัยลบ ได้แก่ 1. มาตรการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า 2. มาตรการ Euro 6 และมาตรการ ADAS 3. รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันในประเทศคู่ค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งชายแดนประเทศไทย 4. ความแปรปรวนสภาพอากาศ และ 5. สงครามการค้า การขาดแคลนชิ้นส่วนจากความเข้มงวดส่งออกแร่หายาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับเป้าการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน จากปี 2568 ที่ผลิตได้ 499,339 คัน เพิ่มขึ้น 10.15% มาจากปัจจัยบวกดังนี้ 1. ได้รัฐบาลใหม่ มีการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง(FDI)มากขึ้นจากผู้ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่าหนึ่งล้านล้านบาท 2. รัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงฮันนีมูน ลดภาระค่าครองชีพประชาชนลง เพิ่มอำนาจซื้อประชาชน 3. ธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 4. การขัดแย้งชายแดนกัมพูชาสงบลง เปิดชายแดนค้าขายได้ ส่วนปัจจัยลบ ดังนี้ 1. การตั้งรัฐบาลช้า การใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ไม่ทันใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 2. การส่งออกชะลอตัวลงจากภาษีนำเข้าสินค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 3. เงินบาทแข็งค่ากระทบรายได้ผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น 4. สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน 5. อัตราการเกิดอยู่ในอัตราต่ำ จำนวนประชากรลดลง ส่งผลให้รายได้ที่เกี่ยวกับเด็กลดลง 6. ความขัดแย้งระหว่างชายแดน 7. ข่าวมิจฉาชีพในชายแดนไทยอาจส่งผลให้การท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง 8. สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการให้สินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมากกว่า 80% ของGDP กระทบต่อการขายรถยนต์ และ 9. ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยังลดลง ใช้กำลังผลิตไม่ถึง 60% กระทบต่อการลงทุนและการจ้างงาน คนงานรายได้ลดลง อำนาจซื้อลดลง เศรษฐกิจเติบโตในอัตราต่ำ
ข่าวต่างประเทศ
4. แบงก์ชาติแคนาดาประกาศคงดอกเบี้ยที่ 2.25% ตามคาด (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 29 มกราคม 2569)
ธนาคารกลางแคนาดา (BoC) เปิดเผยว่า ได้มีการประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด โดยBoC ระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการทางการค้าของสหรัฐ และความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้อง ยังคงส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของแคนาดา โดย BoC คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจแคนาดาจะมีการขยายตัว 1.1% ในปีนี้ และ 1.5% ในปีหน้า ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขประมาณการที่มีการเผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2568
อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในปีที่แล้ว BoC ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในเดือนมกราคม มีนาคม กันยายน และตุลาคม และคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนเมษายน มิถุนายน กรกฎาคม และธันวาคม
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)