ข่าวประจำวันที่ 30 มกราคม 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, เสื้อผ้า, ชาย

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายศุภกิจ บุญศิริ

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)

 

1. ดัชนี MPI ปี 68 หดตัว 0.78% รถ EV หนุนกำลังผลิตในช่วงปลายปี (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 30 มกราคม 2569)

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 93.27 ขยายตัว 2.52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 57.60% เนื่องจากการผลิตยานยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง ผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 1.5 เท่าของยอดรถยนต์ไฟฟ้านำเข้ามาจำหน่ายในปีที่ผ่านมา รวมถึงการส่งออกภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ประกอบกับประชาชนมีการเร่งใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งพลัสอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีมาตรการสำคัญอื่น เช่น เที่ยวดีมีคืน และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นต้น ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 2568 กลับมาหดตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.78% อยู่ที่ระดับ 95.81 และอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 58.67% สำหรับปัจจัยที่กดดันภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคม 2568 ได้แก่ ค่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาสินค้าส่งออกได้รับผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อจากท่าทีแข็งกร้าวของนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ในหลายประเด็นได้บั่นทอนบรรยากาศการค้าและการลงทุนโลก ส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจลงทุน ประกอบกับความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาส่งผลต่อการค้าชายแดน โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เนื้อสุกรและเนื้อปลาแช่แข็ง รองเท้า เครื่องดื่ม เป็นต้น ส่วนด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนมกราคม 2569 "ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง" โดยปัจจัยภายในประเทศยังต้องเฝ้าระวัง หลังความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่ลดลงเนื่องจากความกังวลนโยบายการค้าโลก และค่าเงินบาทแข็งค่า ส่วนการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ด้านปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยภาคการผลิตชะลอตัวในสหภาพยุโรปและอาเซียน ขณะที่ภาคการส่งออกของจีนและออสเตรเลียขยายตัวได้ในเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปีก่อน ได้แก่ น้ำมันปาล์ม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 45.64% จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ยานยนต์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.02 % จากรถยนต์นั่งขนาดมากกว่า 1,800 ซีซี รถยนต์นั่งไฟฟ้า รถยนต์นั่งไฮบริดขนาดมากกว่า 1,800 ซีซี และรถปิคอัพ เป็นหลัก จากฐานต่ำในปีก่อนที่ผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราว และมีการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ทันก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.52% จากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ, IC และ PCBA เป็นหลัก ตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตต่อเนื่องของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลก

 

รูปภาพประกอบด้วย คน, เสื้อผ้า, สวมใส่อย่างเป็นทางการ, ใบหน้าของมนุษย์

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)

 

2. พณ.เปิด 6 ปัจจัยเสี่ยงกดดันราคาส่งออก-นำเข้าโตช้า (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 30 มกราคม 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้าของไทย เดือนธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ยังขยายตัวต่อเนื่อง ตามต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะจากต้นทุนโลหะสำคัญ อาทิ อะลูมิเนียม และทองแดง เป็นต้น รวมถึงความต้องการบริโภคสินค้า ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลปลายปี ซึ่งความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายกีดกันทางการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และการแข็งค่าของเงินบาท อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางด้านราคาในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ "ดัชนีราคาส่งออก" เดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 112.3 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัว ร้อยละ 1.4 (YoY) ตามความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ โดยเฉพาะทองคำ และสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมีแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่า และความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศ หมวดสินค้าที่ยังส่งผลให้ดัชนีราคาส่งออกปรับสูงขึ้น เช่น หมวดสินค้าอุตสาหกรรม สูงขึ้น ร้อยละ 2.4 ได้แก่ ทองคำ ตามทิศทางราคาทองคำตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับแรงหนุนจากสินค้าเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ Hard Disk Drive (HDD) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ และ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามความต้องการของตลาดหลัก อาทิ สหรัฐ และยุโรป ที่ต้องการส่วนประกอบ และสินค้าสำเร็จรูปอย่างต่อเนื่อง สำหรับ "ดัชนีราคานำเข้า" เดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 117.3 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ยังคง ขยายตัวร้อยละ 3.9 ได้ปัจจัยสนับสนุนจาก ความต้องการภายในประเทศ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบ และเครื่องจักรเพื่อการผลิต รวมถึงการสต๊อกสินค้าเพื่อใช้ในช่วงเทศกาลปลายปีและปีใหม่ ส่งผลให้ดัชนีราคานำเข้าปรับตัวสูงขึ้นเกือบทุกหมวดสินค้า เช่น หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สูงขึ้นร้อยละ 9.2, หมวดสินค้าอุปโภค-บริโภค สูงขึ้นร้อยละ 6.5, หมวดสินค้าทุน สูงขึ้นร้อยละ 4.2, หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง สูงขึ้นร้อยละ 1.2 ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลดลงร้อยละ 11.1 จากราคาน้ำมันดิบเป็น สำคัญ เนื่องจากสต๊อกน้ำมันดิบและอุปทาน ที่ล้นตลาด รวมถึงความต้องการชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า ปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2568 แต่อาจเติบโตอย่างช้าๆ ตามการขยายตัวอย่างจำกัดของสินค้าบางกลุ่ม โดยขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ 1) ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก 2) ความขัดแย้ง ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค 3) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ 4) ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่ม ยังเผชิญกับปัญหาอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา 5) ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลง หรืออยู่ในระดับต่ำจากการปรับเพิ่ม กำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ผลิตหลัก และ 6) การแข็งค่าของเงินบาท

 

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, เสื้อผ้า, เนคไท

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายจุฬา สุขมานพ

เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)

 

3. เดินหน้าสร้างสนามบินอู่ตะเภา (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 30มกราคม 2569)

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ได้ตัดสินใจสละสิทธิ์เงื่อนไขบังคับก่อนบางประการตามสัญญาร่วมลงทุน เพื่อให้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกสามารถเดินหน้าได้ทันที โดย สกพอ. เตรียมออกหนังสือแจ้งเริ่มนับระยะเวลาโครงการ (Notice to Proceed: NTP) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท UTA ได้ลงนามข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมลงทุน เพื่อเริ่มต้นการดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการ โดยการสละสิทธิ์ดังกล่าวครอบคลุมเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เคยส่งผลต่อความล่าช้าของโครงการ ซึ่งการลงนามครั้งนี้ช่วยสร้างความชัดเจนให้การดำเนินโครงการ และเป็นสัญญาณว่าภาครัฐและเอกชนพร้อมเดินหน้าโครงการสนามบินอู่ตะเภาอย่างเป็นรูปธรรม” โดยภายหลังการออก NTP บริษัท UTA จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของสนามบิน โดยเฉพาะโครงการ Airport City และระบบสาธารณูปโภคหลัก เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของปริมาณผู้โดยสารและดึงดูดการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกัน ปัจจุบันกองทัพเรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และทางขับ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2571 พร้อมการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในสนามบินตามแผนงาน ทั้งนี้ โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถด้านการคมนาคมและการลงทุนของประเทศในระยะยาว

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ธง, สีเหลือง, ดอกไม้

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

 

4. GDP ฟิลิปปินส์โตเพียง 3% ใน Q4/68 ต่ำสุดในรอบ 15 ปี ข่าวทุจริตกระทบความเชื่อมั่น (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 30 มกราคม 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ เปิดเผยรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวเพียง 3% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่ช้าที่สุดในรอบเกือบ 15 ปี และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.7% นอกจากนี้ GDP ไตรมาส 4 ยังชะลอตัวลงจากไตรมาส 3 ที่มีการขยายตัว 3.9% โดยเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบจากข่าวการทุจริตในงานสาธารณูปโภค ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งการใช้จ่าย รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน หลังมีการเปิดโปงเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วว่าเงินงบประมาณสาธารณะที่จัดสรรไว้สำหรับโครงการควบคุมอุทกภัยนั้น ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งนำไปสู่การประท้วงเป็นวงกว้าง และส่งผลให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ชะลอตัวอย่างรุนแรง จากเดิมที่เคยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ทั้งนี้ แม้ว่าการประท้วงเริ่มลดน้อยลง แต่ผลกระทบยังคงมีอยู่ โดยเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 5% - 6% จากเป้าหมายเดิมที่ระดับ 6% - 7% เนื่องจากคาดการณ์ว่าผลกระทบจากการทุจริตคอร์รัปชันขนานใหญ่จะยังคงดำเนินต่อไปในช่วงครึ่งแรกของปี

อย่างไรก็ตาม ทางด้านเอลี เรโมโลนา ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) กล่าวว่า เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าคาดเช่นนี้ จะช่วยให้ธนาคารกลางสามารถตัดสินใจได้ว่าควรจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่ หลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 2% ในวงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่เริ่มต้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 โดยธนาคารกลางได้กำหนดการประชุมนโยบายการเงินครั้งต่อไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)