ข่าวในประเทศ
น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม)
1. 'ดีพร้อม' ลุยปฏิรูปดันเกษตรแปรรูปโกอินเตอร์ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569)
น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เปิดเผยว่า กรมฯ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปของไทย โดยเปลี่ยนจาก "เกษตรดั้งเดิม" สู่ "เกษตรอุตสาหกรรมมูลค่าสูง" (High Value AgroIndustry) ผ่านมาตรการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานระดับสากล เพื่อผลักดันให้สินค้าเกษตรแปรรูปไทยขยายตัวได้ในตลาดระดับสากล จึงได้สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปเป้าหมาย เพื่อยกระดับสู่เกษตรอุตสาหกรรม และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่สถานประกอบการและสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยปี 2568 ที่ผ่านมา กรมฯให้การสนับสนุนและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป 538 กิจการ พัฒนา 41 ผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1,200 ล้านบาท ยกตัวอย่าง จังหวัดเพชรบุรี นอกจากจะเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญ ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกสินค้าเกษตรคุณภาพสูง และสินค้า GI ขึ้นชื่อ หลายชนิด อาทิ มะนาวเพชรบุรี ชมพูเพชรสายรุ้ง ตาลโตนด และกล้วยหอมทอง ที่ผ่านมา ดีพร้อมได้เข้าไปช่วยผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในพื้นที่พัฒนาและแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างยั่งยืน โดยการนำเทคโนโลยี Deep Processing มาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) รวมถึงเป็น ฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทั้งระบบ ซึ่งเน้นการเชื่อมโยงตั้งแต่ "ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ" เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ดีพร้อม ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ยกระดับการจัดการวัตถุดิบให้มีคุณภาพสม่ำเสมอ ตรงตามความต้องการของโรงงานแปรรูป พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเข้ามา ทดลองวิจัยผลิตภัณฑ์ (R&D) โดยใช้เครื่องจักร ทันสมัยโดยไม่ต้องลงทุนสูงในระยะแรกผ่านศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (Industrial Transformation Center : ITC) และส่งเสริมการใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อควบคุมมาตรฐานความสะอาด (HACCP/GMP) และลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต (Zero Waste)
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ดีพร้อมยังให้การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรแปรรูปด้วยการให้คำปรึกษาแนะนำ อบรม และพัฒนากระบวนการผลิตให้มีมาตรฐาน เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับและสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค
นายจุฬา สุขมานพ
เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)
2. EEC ปั้นเขตการแพทย์ขั้นสูง (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569)
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า การพัฒนาพื้นที่ด้านการแพทย์ขั้นสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยา เพื่อการบำบัดขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จากฐานการผลิตอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สกพอ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับโรงพยาบาลชลบุรี เพื่อพัฒนาพื้นที่โรงพยาบาลให้เป็น "เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ด้านผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดขั้นสูง" รองรับการวิจัย พัฒนาการผลิตและการให้บริการทางการแพทย์ขั้นสูง ในระดับสากล โดยมี นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลบุรี ร่วมลงนาม และมี นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สำนักงาน สกพอ.จังหวัดชลบุรี สำหรับความร่วมมือดังกล่าวเป็นการบูรณาการจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบนิเวศนวัตกรรมและกลไกการลงทุนของ EEC เข้ากับศักยภาพด้านบริการสาธารณสุขและการแพทย์ขั้นสูง เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่บนองค์ความรู้ เทคโนโลยีชีวภาพและงานวิจัย ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ด้านโรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่ใหญ่ที่สุด ในภาคตะวันออก มีขนาด 932 เตียง รองรับผู้ป่วยในกว่า 45,000 รายต่อปี และผู้ป่วยนอกมากกว่า 1.2 ล้านครั้งต่อปี มีแพทย์เฉพาะทาง 272 คน และบุคลากรทางการแพทย์กว่า 3,100 คน ครอบคลุมสาขาที่เกี่ยวข้องกับ ATMPs อาทิ อายุรศาสตร์ โรคเลือด ศัลยกรรมปลูกถ่ายอวัยวะ และพยาธิวิทยา
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ โรงพยาบาลชลบุรียังทำหน้าที่เป็นศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีระบบจริยธรรมการวิจัยและหน่วยวิจัยคลินิกที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมจัดสรรพื้นที่ภายในโรงพยาบาลเพื่อรองรับการลงทุนจากภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี
เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.)
3. ผุด Sugar Ecolabel แก้ฝุ่นจิ๋ว (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569)
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับสถาบันอาหาร จัดทำ "Sugar Ecolabel "หรือฉลากสิ่งแวดล้อมเพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) และยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เข้ากับกลไกเทคโนโลยีตลาดและนโยบายภาครัฐ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในระยะยาว สำหรับฉลาก Sugar Ecolabel ที่นำมาใช้ครั้งแรก ในประเทศ เป็นการพัฒนาแนวทางการตรวจประเมินและรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมน้ำตาล โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้จัดการข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน อาทิ ระบบติดตาม ตรวจวัด และรายงานผล, การพัฒนาแนวทางสอบกลับแหล่งที่มาของอ้อยและน้ำตาล, การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์อ้อยส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืนที่เน้นเพาะปลูกแบบหมุนเวียน, ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มมูลค่าผลพลอยจากอ้อย เช่น ซากใบอ้อย ยอดอ้อย กากอ้อย, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลไกการผลิต, จัดหาแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับจัดซื้อเครื่องจักรรถตัดอ้อย หัวเก็บเกี่ยว
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ยังนำระบบ Green Premium หรือ Environment มาปรับใช้, สร้างมาตรฐานการรับรองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและคู่ค้า, พัฒนา "กองทุนอ้อยสด" สร้างแรงจูงใจชาวไร่อ้อย เปิดโอกาสให้เกิดระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม, สร้างแรงจูงใจเชิงนโยบาย อาทิ นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว เพื่อให้การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่ สำหรับ Sugar Ecolabel เป็นแนวทางที่จะช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองได้ ตั้งแต่ต้นทางการผลิตจากชาวไร่อ้อย โดยเชื่อมโยงมาตรการลดการเผาอ้อยเพิ่มปริมาณอ้อยตัดสด ช่วยควบคุมฝุ่นจากการผลิตในโรงงานและลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ข้อมูลในโครงการ พบว่าการมีฉลากสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องได้
ข่าวต่างประเทศ
4. PMI ภาคการผลิตเกาหลีใต้พุ่งสูงสุดรอบ 17 เดือน อานิสงส์ดีมานด์ส่งออกทะยาน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569)
เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของเกาหลีใต้ ขยับขึ้นสู่ระดับ 51.2 ในเดือนมกราคม 2569 จากระดับ 50.1 ในเดือนธันวาคม 2568 ถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 และนับเป็นการยืนเหนือระดับ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ซึ่งดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว ทั้งนี้ ภาคการผลิตของเกาหลีใต้ในเดือนมกราคม ขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบ 1 ปีครึ่ง หลังยอดคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกพุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี สำหรับผลสำรวจในดัชนีย่อยพบว่า ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อใหม่เติบโตในอัตราเร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 ส่วนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อแนวโน้มธุรกิจในปีหน้าพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 โดยรายงานระบุว่า ยอดคำสั่งซื้อส่งออกใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 โดยได้แรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในตลาดจีน อเมริกาเหนือ และยุโรป
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจเกาหลีใต้จะหดตัวลงเกินคาดในไตรมาส 4/2568 ซึ่งเป็นการทรุดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 3 ปี จากผลกระทบของการลงทุนและการส่งออกที่ซบเซา แต่กระแสความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก กลายเป็นปัจจัยบวกที่จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูแนวโน้มเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ขึ้นสู่ระดับ 2.0% จากเดิม 1.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากดีมานด์ชิปเพื่อการลงทุนด้าน AI เช่นเดียวกับธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ที่ส่งสัญญาณเตรียมปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจจากระดับ 1.8% เช่นเดียวกัน
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)