ข่าวประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, เสื้อผ้า, ชาย

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายศุภกิจ บุญศิริ

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

 

1. สศอ. จัดงานใหญ่ OIE Forum ครั้งที่ 17 ชู Rising Beyond Challenges ดันอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตยั่งยืน (ที่มา: สยามรัฐ, ประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569)

 

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดงานใหญ่ประจำปี สศอ. (OIE Forum) ครั้งที่ 17 ภายใต้หัวข้อ "Rising Beyond Challenges : Toward Sustainability for Thailand's Industries ฝ่าความท้าทาย ดันอุตสาหกรรมไทย สู่อนาคตยั่งยืน" ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ (Live Streaming) เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอวิสัยทัศน์ แนวนโยบายและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม พร้อมสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้ปรับตัวเท่าทันโลก และเติบโตอย่างมั่นคงบนฐานความยั่งยืน ซึ่ง สศอ. ทำหน้าที่ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม และเป็นกลไกสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมไทย ผ่านการดำเนินงานตามภารกิจสำคัญทั้งในด้านการจัดทำนโยบาย แผนงาน มาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ และการศึกษาวิเคราะห์ให้บริการข้อมูลสารสนเทศเพื่อชี้นำและเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยการจัดงานประจำปี สศอ. (OIE Forum) ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นเวทีในการชี้นำการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ สู่ความยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ของ สศอ. แล้ว ยังถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือเชื่อมโยงฟันเฟืองต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทั้งหน่วยงานภายในกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาและองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างให้เกิดระบบนิเวศของการทำงานที่จะเติมเต็มให้้ภาพความสำเร็จของอุุตสาหกรรมไทยให้มีีความสมบููรณ์ แข็งแกร่ง และพร้อมแข่งขันในเวทีโลก

อย่างไรก็ตาม สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดนิทรรศการแสดงผลการดำเนินงานของ สศอ. อาทิ โซนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ โซน Go Green Go Together โซนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ โซนอุตสาหกรรมฮาลาลไทย โซนระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล และโซน Automotive Circularity และจัดให้มีการปาฐกถาพิเศษ รวมทั้งการเสวนาพิเศษในหัวข้อ "ฝ่าความท้าทาย ดันอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตยั่งยืน" เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิชั้นนำในแวดวงอุตสาหกรรมไทย ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยเสริมแกร่งศักยภาพอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็ง พร้อมก้าวสู่ "อนาคตที่เติบโตอย่างยั่งยืน"

 

รูปภาพประกอบด้วย ไมโครโฟน, เสื้อผ้า, คน, ใบหน้าของมนุษย์

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

น.ส.ณัฐิยา สุจินดา

รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์

2. เงินเฟ้อม.ค.ยังติดลบต่อเนื่อง 10 เดือน (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569)

น.ส.ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือนมกราคม 2569 ว่า มีค่าเท่ากับ 99.91 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเท่ากับ 100.57 ลดลง 0.66% ซึ่งเป็นผลมาจากสินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มลดลง 1.66% ขณะที่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สูงขึ้น 0.92% ทั้งนี้ เงินเฟ้อเดือนมกราคม 2569 ยังคงหดตัว 0.66% ติดลบต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 10 เนื่องจากสินค้าพลังงานทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและค่ากระแสไฟฟ้าลดลงตามสถานการณ์ราคาในตลาดโลก และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ขณะที่สินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลราคายังคงลดลงจากการจัดโปรโมชั่นของ ผู้ประกอบการ ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้นแต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพราะเงินเฟ้อพื้นฐานมกราคม ยังเป็นบวกสูงขึ้น 0.60% เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่สูงขึ้น 0.59% ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์ จะยังคงลดลง เพราะราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อน, คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับลดอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ราคาดีเซลถูกกว่าปีก่อน และภาครัฐปรับลดค่า เอฟทีงวดเดือนมกราคม - เมษายน ทำให้ค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย และเงินบาทแข็ง ยังทำให้ต้นทุนนำเข้าลดลง

อย่างไรก็ตาม คาดว่าเงินเฟ้อในช่วงไตรมาสแรกจะยังขยายตัวติดลบ 0.43% แต่จะเริ่มปรับตัวเป็นบวกตั้งแต่ไตรมาส 2 เริ่มจากเดือนเมษายนเป็นต้นไป เนื่องจากราคาอาหารสดโดยเฉพาะผักจะมีราคาสูงขึ้นเนื่องจากปีนี้อาจประสบปัญหาภัยแล้ง, ราคารถยนต์ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ปี 2569, ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังเป็นช่วงที่รัฐบาลใหม่อาจจะเริ่มออกมาตรการต่างๆ เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไตรมาส 2 คาดว่าจะขยายตัวที่ 0.38% ไตรมาส 3 อยู่ที่ 0.90% และไตรมาส 4 อยู่ที่ 1.15% โดยทั้งปีนี้เงินเฟ้อจะขยายตัว 0-1% หรือมีค่ากลางที่ 0.5% อิงเศรษฐกิจโต 1.2-2.2% น้ำมันโลกเฉลี่ย 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และค่าเงินบาท 32-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

 

รูปภาพประกอบด้วย คน, เสื้อผ้า, ใบหน้าของมนุษย์, สูท

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย

อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

3. หวั่นไทยรั้งอันดับ 6 อาเซียน (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569)

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีสื่อต่างประเทศรายงานว่า เศรษฐกิจไทยติดกับดักการเติบโตต่ำเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี จากประเทศที่เคยถูกยกให้เป็นเสือเศรษฐกิจเอเชียกลับถูกเปรียบเป็นคนป่วยโคม่า ว่า การใช้คำดังกล่าวจำเป็นต้องแยกแยะในเชิงความหมาย เพราะแม้เป็นภาษาข่าวที่สะท้อนความกังวล แต่ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ติดตามบริบทเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด ส่วนประเด็นที่ทำให้ไทยถูกมองว่าป่วย คือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ โดยไอเอ็มเอฟ ประเมินว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 3% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติที่เคยตั้งไว้ ว่าไทยควรเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี เพื่อก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่นับตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19 เศรษฐกิจไทยยังไม่เคยขยายตัวเกิน 3% แม้ตัวเลขจีดีพี จะฟื้นกลับสู่ระดับก่อนช่วงโควิด-19 แล้วก็ตาม ทั้งนี้ สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำมาจาก 1. โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว 2. ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และตลาดภายในประเทศที่เติบโตช้าลง 3. โครงสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัลของไทยยังอ่อนแอ และ 4. โครงสร้างการผลิตของไทยยังพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมเป็นหลัก หากปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อันดับเศรษฐกิจของไทยในอาเซียนมีแนวโน้มถดถอยลง จากเดิมที่ไทยเคยเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซีย ปัจจุบันถูกสิงคโปร์แซงขึ้นมาแล้ว และหากมาเลเซียยังเติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี ขณะที่ไทยต่ำกว่า 3% ภายใน 5 ปี มาเลเซียอาจขึ้นมาเป็นอันดับ 3 แทนไทย ขณะเดียวกัน หากเวียดนามยังขยายตัวได้ 5-7% ต่อปี ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ไทยอาจถูกเวียดนาม และฟิลิปปินส์แซง ทำให้ลำดับของไทยลงไปอยู่อันดับ 6 ของอาเซียน

อย่างไรก็ตาม มองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นโคม่า และยังมีโอกาสฟื้นตัว หากรัฐบาลใหม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยควรเปลี่ยนบทบาทจากการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าในระดับอาเซียน และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย อาคาร, ตึกระฟ้า, กลางแจ้ง, สีฟ้า Majorelle

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

 

4. ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569)

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยว่า ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันนี้ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน โดยการคงอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.40% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 2.15% ทั้งนี้ ดอยซ์แบงก์คาดการณ์ว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ ก่อนที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า นอกจากนี้ หากเศรษฐกิจยูโรโซนทรุดตัวลงเกินคาด หรือเงินเฟ้อชะลอตัวลงมากกว่าคาด ก็อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ECB ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งล่าสุดในปีที่แล้ว ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน ทั้งนี้ ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม, กันยายน, ตุลาคม และธันวาคม 2568 หลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 8 ครั้งนับตั้งแต่ ECB เริ่มวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน 2567 ทั้งนี้ ECB ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากครั้งสุดท้ายสู่ระดับ 2.00% ในเดือนมิถุนายน 2568 ลดลงถึงครึ่งหนึ่งจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 4.00% ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี แต่หลังจากนั้น ECB ได้ตัดสินใจระงับการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)