ข่าวในประเทศ
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์
1. พาณิชย์เร่งดัน 'IP Finance' มุ่งเปลี่ยน 'ทรัพย์สินทางปัญญา' เป็นทุน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569)
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า กรมฯ ขานรับนโยบาย Quick Big Win ของ พณ.ที่มุ่งยกระดับทรัพย์สิน ทางปัญญา (IP) ให้เป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการวางรากฐานระบบ IP Finance ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จากการหารือร่วมกับ ดร.กิตติพงศ์ ผลประยูร เลขาธิการสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (VAT) และผู้แทนสมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย (TVA) ได้สะท้อนว่าการให้สินเชื่อ SME หรือ Startup ที่เป็นเจ้าของธุรกิจนวัตกรรม และผลงานสร้างสรรค์ มีอุปสรรคเรื่องผู้ประกอบการขาดองค์ความรู้ในการจัดเตรียมแผนธุรกิจเพื่อใช้ประเมินมูลค่าที่ชัดเจน สมาคมฯจึงเสนอให้สร้างมาตรฐานกลางในการประเมินมูลค่า IP และเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ประเมินค่าทรัพย์สิน เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ประเมินให้สอดคล้องกับหลักสากล ทั้งนี้ กรมฯ จะเดินหน้ายกระดับองค์ความรู้และการประเมินมูลค่า IP แก่ผู้เกี่ยวข้อง โดยวางโครงสร้าง 6 เสาหลัก เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงิน (IP Finance Ecosystem) ที่สมบูรณ์ ตั้งแต่ 1. ส่งเสริมการยกระดับผลงาน IP 2. การประเมินวิเคราะห์ IP เชิงธุรกิจ 3. การให้สินเชื่อหรือเครื่องมือทางการเงินอื่น 4. สนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคการเงิน 5. พัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ 6. ถ่ายทอดสิทธิ IP และการหาตลาดรองรับ เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาระบบ IP Finance ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มทางเลือกการเข้าถึงแหล่งทุนให้ผู้ประกอบการไทยทุกระดับ
อย่างไรก็ตาม สำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการเห็นนับจากนี้ คือ การใช้ประโยชน์จาก IP อย่างเต็มศักยภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การจดทะเบียนคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับนักวิจัยและผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
2. เอกชนฝากรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจวาระแรก “Quick Big Win” (ที่มา: โพสต์ทูเดย์, ประจำวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569)
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเมืองและผลการเลือกตั้งล่าสุดว่า ภาคเอกชนขอเอาใจช่วยให้ประเทศไทยได้รัฐบาลที่เหมาะสม เป็นคนดี คนเก่ง และมีความรู้ความสามารถ เนื่องจากโฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ภาคเอกชนอยากฝากถึงรัฐบาลใหม่มากที่สุด คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดในเวลานี้ โดยปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับเกือบ 90% ต่อ GDP และหากรวมหนี้นอกระบบ ตัวเลขอาจสูงถึงประมาณ 104% สะท้อนว่ารายได้ของประชาชนจำนวนมากไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจหายไปอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการอย่างน้อย 3–4 เรื่อง ได้แก่ 1. วิกฤติ SME โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล 2. ภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน 3. ปัญหาสภาพคล่องของ SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากสินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้จากความเสี่ยง NPL ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินที่ตรงเป้าและแม่นยำ และ 4. สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดทั้งในรูปแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของภาคธุรกิจ พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมสูงในขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจในช่วงเวลาสั้นๆ ผ่านการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ มีโปรไฟล์ที่ดี และทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลมาโดยตลอด คือ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย แต่หากมีสัญญาณว่าทีมเศรษฐกิจชุดเดิมสามารถทำงานต่อเนื่องได้ ก็จะช่วยให้มาตรการต่างๆ เดินหน้าได้ทันที โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มีการประชุมหารือในระดับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ และมีการผลักดันมาตรการเร่งด่วนในลักษณะ “Quick Big Win” ซึ่งเริ่มเห็นผลในระยะสั้น ทั้งนี้ หากมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเต็มรูปแบบ ภาคเอกชนอยากเห็นการเสริมบุคลากรมืออาชีพในกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างครบถ้วนและมีพลังมากยิ่งขึ้น
นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์
ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า
3. ดีป้าเปิดมาตรการภาษี 200% (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569)
นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 802) พ.ศ. 2569 ที่กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหรือค่าจ้างทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ หรืออุปกรณ์อัจฉริยะ หรือค่าใช้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์อัจฉริยะ หรือบริการด้านดิจิทัล แต่ไม่รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้แก่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ หรืออุปกรณ์อัจฉริยะ หรือผู้ให้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์อัจฉริยะ หรือบริการด้านดิจิทัลที่ได้รับการขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัลของดีป้า เฉพาะในส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 สำหรับมาตรการภาษีดังกล่าวเป็นการหักรายจ่ายได้ 200% โดย เอสเอ็มอี ที่ซื้อ-จ้างทำ-ใช้บริการผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลบนบัญชีบริการดิจิทัลสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายเพิ่มได้ ซึ่งกรมสรรพากร และดีป้า ประเมินว่า มาตรการนี้จะกระตุ้นให้เอสเอ็มอีไทยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ดำเนินงาน และบริหารธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและขีดความสามารถทางการแข่งขัน อีกทั้งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันยังเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยพัฒนาสินค้า ทั้งฮาร์ดแวร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อัจฉริยะ รวมถึงบริการด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพ เพื่อนำเสนอกับกลุ่มเอสเอ็มอี และผู้ใช้บริการอื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทยต่อไป
อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากร และดีป้า ได้ร่วมผลักดันมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการแปลงเป็นดิจิทัลของเอสเอ็มอีได้สำเร็จ หลังราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พ.ร.ฎ. แล้ว เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าสำหรับค่าซื้อ หรือค่าจ้างทำ หรือค่าใช้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์อัจฉริยะ หรือบริการด้านดิจิทัลที่ได้รับขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัล หวังกระตุ้นให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ดำเนินงาน บริหารจัดการธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจและประเทศ
ข่าวต่างประเทศ
4. อินเดียพร้อมอุ้มผู้ส่งออกเหล็กกล้า หลังได้รับผลกระทบจากภาษีคาร์บอนยุโรป (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569)
สันทีป เปาณฑริก ปลัดกระทรวงเหล็กกล้าของอินเดีย เปิดเผยว่า การส่งออกเหล็กกล้าของอินเดียจะยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีคาร์บอนและโควตานำเข้าของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งรัฐบาลพร้อมจะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคส่วนดังกล่าว โดยถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่อินเดียกับ EU ได้ลงนามในข้อตกลงการค้า ซึ่งแม้จะมีการปรับลดอัตราภาษีในหลายภาคส่วน แต่ EU ยังคงบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ต่อไป ทั้งนี้ โรงงานผลิตเหล็กกล้าของอินเดียส่งออกสินค้าไปยังยุโรปคิดเป็นสัดส่วนราว 2 ใน 3 ของยอดการส่งออกทั้งหมด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากมาตรการ CBAM รวมถึงกำแพงภาษี โควตา และความท้าทายอื่นๆ ของสหภาพยุโรป การส่งออกจะยังคงเป็นปัญหาใหญ่ และเราจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไข
อย่างไรก็ตาม อินเดียได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบาย CBAM อย่างรุนแรงมาโดยตลอดนับตั้งแต่ EU ประกาศใช้ในปี 2564 โดยระบุว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวอาจกลายเป็นอุปสรรคทางการค้าเหล็กกล้า โดยนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา กรอบระเบียบข้อบังคับของ EU ส่งผลให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการนำเข้าสินค้าประเภทเหล็กกล้า ซีเมนต์ และสินค้าอื่นๆ ที่มีกระบวนการผลิตซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนในปริมาณสูง
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)