ข่าวในประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
1. แห่ใช้สิทธิ FTA โต 8.74% มูลค่าการค้าแตะ 2.6 ล้านล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2568 มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่ารวม 82,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.60 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.74% มีสัดส่วนใช้สิทธิ 81.62% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิ FTA อันดับ 1 เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 30,135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ 71.30% สำหรับสินค้าที่ใช้สิทธิสูงช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2568 แบ่งเป็น สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ทุเรียน 2. เนื้อไก่ปรุงแต่ง 3. ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นที่บริโภคได้ของสัตว์ปีกแช่แข็ง 4. น้ำตาลที่ได้จากอ้อย 5. ผลไม้สด มูลค่า 22,970.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 27.69% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมดสินค้าอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ยานยนต์สำหรับขนส่งของ 2. ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 3. แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) 4. เครื่องจักรอัตโนมัติ และ 5. เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือติดผนัง มูลค่ารวม 59,972.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 72.31% ของมูลค่าการใช้สิทธิทั้งหมด ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออกไทย ขณะเดียวกัน สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในยุคการค้าใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงด้านอาหาร สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาและต่อยอดบทบาทสู่การเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก
อย่างไรก็ตาม ความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจา และกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 จะนำมาซึ่งกติกาและระเบียบทางการค้าใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัว และปฏิบัติตามกฎระเบียบของประเทศคู่ค้า เพื่อให้ใช้สิทธิ FTA ได้อย่างเต็มที่และไม่เสียเปรียบ และใช้ FTA เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสและขยายธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ กรมฯ ยังเดินหน้าจัดสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการใช้สิทธิ FTA ตั้งแต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงความคืบหน้าของ FTA ฉบับใหม่ โดยปีงบประมาณ 2569 กำหนดพัฒนาผู้ประกอบการ 1,200 ราย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ
อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)
2. DITP ดันคอนเทนต์ไทย พาผู้ประกอบการลุยต่างประเทศ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569)
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำผู้ประกอบการอุตสาหกรรมละคร ซีรีส์ รายการโทรทัศน์ของไทย เข้าร่วมงาน "Content Americas 2026" เมื่อวันที่ 19-22 มกราคม 2569 ที่ไมอามี สหรัฐอเมริกา ว่า กรมฯ ได้นำผู้ประกอบการไทย 9 บริษัท เข้าร่วมงานภายใต้คูหา "Thailand Pavilion" เป็นครั้งแรก โดยได้ร่วมจัดแสดงผลงานและกิจกรรมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งสามารถสร้างนัดหมายเจรจาธุรกิจรวม 108 นัดหมาย และก่อให้เกิดมูลค่าเจรจาการค้ารวมกว่า 3.75 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 120 ล้านบาท สำหรับคอนเทนต์ไทยที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อและแพลตฟอร์มต่างประเทศ ได้แก่ ละคร ซีรีส์ รายการโทรทัศน์ คอนเทนต์ Boys' Love รวมถึงละครสั้น (Microdrama) และ Short Form Video ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในตลาดลาตินอเมริกา และแพลตฟอร์ม FAST TV (Free Ad-Supported Streaming TV) ทั้งนี้ ดีลและแนวโน้มความร่วมมือสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยอย่างชัดเจน อาทิ ผู้ผลิตซีรีส์ไทยได้รับความสนใจจากผู้จัดจำหน่ายในบราซิลและเม็กซิโกในการนำผลงานไปเผยแพร่ในตลาดลาตินอเมริกา ขณะที่บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ของไทยได้หารือกับแพลตฟอร์มจากสหรัฐฯและยุโรปเกี่ยวกับการบริหารสิทธิ์ (Right Management) และแนวทางการร่วมผลิต (Co-production) ในอนาคต และยังมีผู้ซื้อจากเม็กซิโก ,เปรู และอาร์เจนตินา แสดงความสนใจผลงานละครและซีรีส์ไทยในรูปแบบ Finished Program รวมถึง Microdrama เพื่อนำไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มดิจิตัลและ FAST TV ในตลาดท้องถิ่นอีกด้วย
อย่างไรก็ตามในปี 2569 นี้ กรมฯ มีแผนเดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานสำคัญในต่างประเทศอีกหลายงาน อาทิ Hong Kong Filmart (ฮ่องกง) Marché du Film (เมืองคานส์ ฝรั่งเศส) และจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาการค้าในประเทศเป้าหมาย อาทิ เม็กซิโก และบราซิล เป็นต้น เพื่อเปิดตลาดใหม่ สร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก และผลักดันให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยเติบโตอย่างความยั่งยืนในเวทีระดับโลก
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
3. ชี้ "สินค้าจีนทะลัก" น่ากลัวกว่าพิษภาษีทรัมป์ ธุรกิจไทยตายหมู่-เอสเอ็มอีถอดใจเลิกกิจการ (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569)
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอ พบว่า การทะลักของสินค้าราคาถูกจากจีนเข้าไทยมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯถึง 3 เท่า โดยผลกระทบโดยตรงของภาษีสหรัฐฯ ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.3% แต่ผลกระทบไม่ได้เกิดปีเดียวจะทยอยเกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดี แต่ไม่ได้มีผลเสียหายใหญ่โต แต่สิ่งที่สร้างความเสียหายมากกว่า คือ สินค้าจีนทะลักเข้าไทย ทีดีอาร์ไอประเมินว่า สินค้าจีนที่ทะลักเข้าไทยทำให้สินค้าไทยแข่งไม่ได้ในตลาดโลกและตลาดไทย ทำให้จีดีพีไทยลดลงถึง 0.8-0.9% นอกจากนี้ ยังมีความกังวลจากปัญหาแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทยส่งไปขายในสหรัฐฯ ที่ต้องไม่ทำให้สหรัฐฯมองว่าไทยเป็นฐานพักสินค้าจีน
อย่างไรก็ตาม ทางด้านด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก) กล่าวว่า ผลกระทบจากกำแพงภาษีและนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯจะยังคงอยู่กับไทยอย่างน้อย 3 ปี แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ผลกระทบจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้าสู่ไทยจากปัญหาเศรษฐกิจในจีนทำให้ขายสินค้าน้อยลง และธุรกิจจีนยังถูกซ้ำเติมจากการส่งออกไปสหรัฐฯ จึงหาทางระบายสินค้าราคาถูกโดยมีเป้าหมายสำคัญที่ตลาดอาเซียนและไทย ซึ่งปัญหานี้เห็นได้ชัดจากการที่ไทยมีปริมาณนำเข้าสินค้าจากจีนที่สูง ส่งผลให้ไทยขาดดุลมหาศาล และในฐานะที่เป็นผู้บริหารธนาคาร ได้ยินว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยเริ่มรับมือกับการแข่งขันจากสินค้าจีนราคาถูกไม่ไหวและหลายรายทำท่าจะถอดใจจะขอเลิกกิจการ
ข่าวต่างประเทศ
4. เกาหลีใต้จ้างงานเดือนมกราคม เพิ่มเพียง 108,000 ตำแหน่ง ต่ำสุดในรอบ 13 เดือน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569)
กระทรวงข้อมูลและสถิติของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ตัวเลขจ้างงานเดือนมกราคม 2569 ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นเพียง 108,000 ตำแหน่ง หรือ 0.4% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ระดับ 27.99 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีในอัตราต่ำสุดในรอบ 13 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 โดยตัวเลขจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนมกราคม ได้ตอกย้ำถึงภาวะซบเซาที่ยืดเยื้อในภาคการผลิตและภาคการก่อสร้าง ขณะที่การจ้างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 21 ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่กลุ่มผู้หางานในวัยหนุ่มสาวยังคงเผชิญ ทั้งนี้ เมื่อแยกตามอายุ ตัวเลขจ้างงานในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 15-29 ปี ลดลงมากถึง 175,000 ตำแหน่งในเดือนมกราคม ส่งผลให้อัตราการจ้างงานในคนกลุ่มนี้ลดลง 1.2 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบรายปี มาอยู่ที่ระดับ 43.6% ซึ่งเป็นอัตราจ้างงานเดือนมกราคมที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 ขณะที่การจ้างงานในกลุ่มคนอายุ 40 ปีลดลง 3,000 ตำแหน่ง ส่วนการจ้างงานในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 141,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นเดือนมกราคมที่เพิ่มขึ้นน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564
อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกตามอุตสาหกรรม การจ้างงานในภาคบริการด้านวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และเทคนิค ปรับตัวลง 98,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการลดลงเมื่อเทียบรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่มีการปรับปรุงระบบจัดหมวดหมู่อุตสาหกรรมในปี 2556 ส่วนภาคการผลิตซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ มีการจ้างงานลดลง 23,000 ตำแหน่งในเดือนมกราคมเมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 19 ขณะที่การจ้างงานในภาคการก่อสร้างลดลงมากถึง 20,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 21
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)