ข่าวในประเทศ
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ
ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
1. ปั้นนิคมฯ คาร์บอนต่ำ 'เวิลด์แบงก์' หนุนงบ 3,400 ลบ. (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569)
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.ได้ขับเคลื่อน "โครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน" ซึ่งบูรณาการความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), ธนาคารโลก, กนอ. และ กทม. เพื่อขับเคลื่อนกลไกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ รวมทั้งกลไกการมัดรวมคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 9 ธันวาคม 2568 มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการเมืองคาร์บอนต่ำฯ รวมถึงอนุมัติให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของ ธสน. จากธนาคารโลก โดยให้ ธสน. ขออนุมัติการกู้เงินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งโครงการได้รับการสนับสนุนงบประมาณในรูปแบบเงินกู้จากธนาคารโลก (World Bank) 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย กนอ. ในฐานะหน่วยงานภาครัฐนำร่อง (PSO) ได้รับการจัดสรรวงเงินระยะแรก 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,400 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน (RE) และประสิทธิภาพพลังงาน (EE) ในนิคมอุตสาหกรรม จากผลการศึกษาโดยธนาคารโลก เห็นว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และแหลมฉบัง มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจกได้มากพอต่อการซื้อขายในระดับสากล โดยธนาคารโลกจะให้เงินกู้ผ่าน ธสน. เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อให้แก่ภาคเอกชนซึ่งเป็นบริษัทจัดการด้านพลังงาน (ESCOs) และผู้รับเหมา (EPCs) เพื่อเข้ามาลงทุนติดตั้งเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบบนดิน (Ground mounted), บนหลังคา (Rooftop) และทุ่นลอยน้ำ (Floating solar) รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานและสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging) โดย กนอ. ไม่ต้องลงทุนเอง แต่ได้รับผลประหยัดจากการลดต้นทุนพลังงานในระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง และรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต โดยคาร์บอนที่ลดได้จะรายงานผลแบบเรียลไทม์จากจุดติดตั้ง เพื่อติดตามและรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างถูกต้องแม่นยำตามมาตรฐานสากล
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 โครงการตั้งเป้าจำหน่ายคาร์บอนเครดิตสะสม 1 ล้านเมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์แรกเข้าสู่ตลาดสากล โดยคาร์บอนเครดิตที่ได้จะได้รับการรับรองจากหน่วยงานระดับโลกอย่าง Gold Standard จึงเป็นคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูงมาตรฐานทั่วไป และสามารถขายได้ในราคาสูง ทั้งนี้ หลังจากที่ ครม. อนุมัติในหลักการโครงการฯ แล้ว ขั้นตอนต่อไป กนอ. จะดำเนินการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายและยกร่างเอกสารเชิญชวนยื่นข้อเสนอ (Request for Proposal: RFP) ในลำดับต่อไป สำหรับความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ถึง 2.33 ล้านตันคาร์บอน ภายใน 10 ปี แต่ยังทำให้เกิดกลไกการมัดรวมคาร์บอนเครดิต และจัดตั้งตลาดคาร์บอนในประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM)
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์
2. ธุรกิจรับจ้างผลิตคว้าแชมป์ ชาวต่างชาติหอบเงินลงทุนในไทย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569)
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ทำการวิเคราะห์การเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 พบว่า ธุรกิจที่นักลงทุนชาวต่างชาติให้ความสนใจนำเงินเข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด 10 อันดับแรก มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2.82 แสนล้านบาท คิดเป็น 87.0% ของการลงทุนทั้งหมดในปี 2568 ที่มีจำนวน 3.24 แสนล้านบาท โดยเป็นการลงทุนจากนักลงทุนประเทศต่างๆ รวม 797 ราย คิดเป็น 74.0% ของนักลงทุนทั้งหมดในปี 2568 จำนวน 1,078 ราย โดยประเภทธุรกิจที่นักลงทุนชาวต่างชาติสนใจที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต มูลค่าลงทุนรวม 1.19 แสนล้านบาท มีนักลงทุนรวม 354 ราย 2. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ มูลค่าลงทุนรวม 6.59 หมื่นล้านบาท มีนักลงทุนรวม 64 ราย 3. ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่สินค้า มูลค่าลงทุนรวม 3.45 หมื่นล้านบาท มีนักลงทุนรวม 82 ราย 4. ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม มูลค่าลงทุนรวม 2.73 หมื่นล้านบาท มีนักลงทุนรวม 36 ราย 5. ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาแนะนำ บริหารจัดการ มูลค่าลงทุนรวม 9.47 พันล้านบาท มีนักลงทุนรวม 69 ราย 6. ธุรกิจการค้าส่ง มูลค่าลงทุนรวม 8.96 พันล้านบาท มีนักลงทุนรวม 92 ราย 7. ธุรกิจบริการทางการเงิน มูลค่าลงทุนรวม 7.62 พันล้านบาท มีนักลงทุนรวม 39 ราย 8. ธุรกิจบริการทางบัญชี มูลค่าลงทุนรวม 4.95 พันล้านบาท มีนักลงทุนรวม 19 ราย 9. ธุรกิจกิจการโรงแรม มูลค่าลงทุนรวม 2.56 พันล้านบาท มีนักลงทุนรวม 8 ราย และ10. ธุรกิจบริการที่เป็นคู่สัญญากับเอกชน มูลค่าลงทุนรวม 1.85 พันล้านบาท มีนักลงทุนรวม 34 ราย
อย่างไรก็ตาม ปี 2568 เป็นปีทองของไทยที่นักลงทุนชาวต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนสูงสุดในรอบ 5 ปี (2564-2568) จำนวนกว่า 3.24 แสนล้านบาท โดยสิงคโปร์ นำเงินเข้ามาลงทุนสูงสุด 1.03 แสนล้านบาท ตามด้วยญี่ปุ่น 8.56 หมื่นล้านบาท จีน 3.50 หมื่นล้านบาท ไต้หวัน 1.70 หมื่นล้านบาท มอริเชียส 1.65 หมื่นล้านบาท นักลงทุนรวม 1,078 ราย จ้างงานคนไทย 6,647 คน สำหรับปี 2569 คาดว่าชาวต่างชาติจะยังนำเงินเข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นศักยภาพไทยที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีที่ทันสมัย ระบบเศรษฐกิจที่ดี รองรับการเข้ามาประกอบธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะ 10 ธุรกิจดาวเด่นที่ชาวต่างชาติยังคงให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในปี 2569 ทั้งนี้ อาจมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง สุขภาพ และความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การประกอบธุรกิจของโลกอนาคตเข้ามาลงทุนมากขึ้น เช่น ธุรกิจดิจิทัล (Cloud/Cyber Security) ยานยนต์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ สุขภาพและการแพทย์ เป็นต้น
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)
3. บาทแข็งฉุดดัชนีผลิตวูบต่อ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569)
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือนมกราคม 2569 เท่ากับ 106.9 เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 ลดลง 1.6% โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า ส่งผลต่อราคาสินค้าที่ผลิตเพื่อการส่งออก ราคาพลังงาน ที่ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดโลก และเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้อุปทานส่วนเกินในตลาดสูง ทั้งนี้ หากแยกเป็นหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 8.5% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก จากราคาส่งออกที่ยังคงหดตัวตามการแข่งขันในตลาดโลกที่สูง ผลปาล์มสดจากราคาน้ามันปาล์มดิบในตลาดโลกที่ต่ำตามราคาพลังงาน ยางพารา ลดลงตามราคาสินค้าในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง สุกรมีชีวิต โคมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ส่วนสินค้าที่สูงขึ้น ได้แก่ หัวมันสำปะหลังสด มะนาว พริกสด มะเขือเทศ ด้านหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลดลง 11.9% จากการลดลงของน้ามันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ขณะที่แร่ดีบุกฟื้นตัว หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลดลง 0.3% จากการลดลงของราคาผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ ไก่สด แช่เย็นหรือแช่แข็ง เนื้อปลาสดแช่แข็ง เนื้อสุกร น้าตาลทราย ผักผลไม้กระป๋อง จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง และการแข็งค่าของเงินบาทซึ่งส่งผลให้การส่งออกชะลอตัว รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติกที่ชะลอตัว นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง และพลาสติก ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ราคาลดลง กลุ่มคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า แผงวงจรพิมพ์ ชะลอตัว สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนก.พ. 69 มีแนวโน้มทรงตัวและอาจปรับเพิ่มขึ้นบ้างมีปัจจัยสำคัญจากราคาพลังงานและวัตถุดิบในตลาดโลกที่ยังคงผันผวนในระดับสูง จากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบบางรายการลดลง ประกอบกับกำลังซื้อภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวในกรอบจำกัด ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้เต็มที่ อีกทั้งการแข่งขันด้านราคาในตลาดส่งออกที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดในการปรับเพิ่มของดัชนีราคาผู้ผลิต
ข่าวต่างประเทศ
4. ยอดขายรถยนต์ในจีนเดือนม.ค.ทรุด 19.5% หนักสุดในรอบเกือบ 2 ปี เซ่นพิษเศรษฐกิจ-มาตรการรัฐ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569)
สมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศร่วงลง 19.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือเพียง 1.4 ล้านคัน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 แม้แต่กลุ่มยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งประกอบด้วยรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแซงหน้าตลาดรวม ก็ยังมียอดขายปลีกดิ่งลงถึง 22.9% ในเดือนมกราคม 2569 โดยปกติแล้ว ตัวเลขยอดขายรถยนต์ในจีนช่วง 2 เดือนแรกของปีมักจะมีความผันผวนตามปฏิทินของเทศกาลตรุษจีน ซึ่งผู้คนนิยมเร่งซื้อรถก่อนวันหยุดยาว แต่ในปีนี้เทศกาลตรุษจีนเริ่มขึ้นในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ (ช้ากว่าปีก่อนที่เริ่มปลายเดือนมกราคม) การที่ตัวเลขยอดขายตกต่ำตั้งแต่ต้นปีทั้งที่ยังไม่เข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว จึงสะท้อนให้เห็นว่าสภาวะตลาดกำลังซบเซาอย่างหนัก นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนนโยบาย "เก่าแลกใหม่" (Trade-in) ของรัฐบาล ซึ่งลดทอนเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ราคาประหยัดที่เป็นตลาดกลุ่มใหญ่ ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่า ตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้อาจจะมีอัตราการเติบโตที่ทรงตัวในปีนี้
อย่างไรก็ตาม เชิ่ง ชิวผิง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้คำมั่นในวงประชุมกับกลุ่มบริษัทรถยนต์เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า จะเร่งปรับปรุงการดำเนินนโยบายเก่าแลกใหม่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขาย โดยข้อมูลจากทางการระบุว่า ในปี 2568 โครงการนำรถเก่าแลกซื้อรถใหม่ที่ได้รับเงินอุดหนุนมียอดสูงกว่า 11.5 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)