ข่าวประจำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

ข่าวในประเทศ

นายณัฐพล รังสิตพล

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. ก.อุตฯ เปิดเกมรุก "See First Act Fast" ตามนโยบาย MIND AS ONE  (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569)

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดการฝึกอบรมเรื่อง "See First Act Fast เห็นก่อน แก้ไขทัน ปกป้องสิ่งแวดล้อม" ภายใต้โครงการบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2569 เพื่อปฏิรูปการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยระบุว่า ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมจะทำงานเป็นทีมเดียวและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันภายใต้นโยบาย "MIND AS ONE" ไม่แยกหน้าที่ตามภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งกระทรวงฯ โดยบูรณาการการตรวจกำกับโรงงาน เหมืองแร่ การสกัดกั้นสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ตรวจภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และใช้ระบบดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลัก อาทิ ระบบตรวจกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม (i-Auditor) ระบบรับเรื่องร้องเรียน (i-DEE-Pro) การร้องเรียนผ่านไลน์ "แจ้งอุต" และระบบรายงานข้อมูลกลาง (iSingleForm) เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ โดยการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (สปอ.) ได้บูรณาการร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ทำให้ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ได้รับงบประมาณเบิกแทนกัน วงเงิน 26 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงานฯ และมีภารกิจผลผลิตตามตัวชี้วัด ประกอบด้วย 1. การตรวจวัดและวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ สำหรับโรงงานที่มีข้อร้องเรียนด้านมลพิษ อย่างน้อย 100 โรงงาน 2. การตรวจกำกับโรงงานรับบำบัดหรือกำจัดกากอุตสาหกรรม ลำดับที่ 101, 105 และ 106 รวมจำนวน 1,387 โรงงานทั่วประเทศ 3. การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังสอดส่องสินค้าไม่ได้มาตรฐานในพื้นที่นำร่อง 18 จังหวัด 4. การลงพื้นที่ตรวจติดตามผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในท้องตลาดครอบคลุม 76 จังหวัด โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ปลั๊กพ่วง เพาเวอร์แบงค์ และไดร์เป่าผม โดยกำหนดเป้าหมายการลงพื้นที่อย่างน้อยจังหวัดละ 15 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ปีนี้กระทรวงฯ มีแผนออกกฎหมายสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1) กำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยมลพิษของโรงงานในกรุงเทพมหานครให้เข้มข้นขึ้นเป็นจังหวัดนำร่อง และจะปรับเปลี่ยนตามบริบททางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ต่อไป 2) การเสนอกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมบริการโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม สำหรับการควบคุมการเผาอ้อย เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งกระทรวงฯ ใช้เวลากว่า 3 ปีในการออกแบบมาตรการทั้งด้านกฎหมาย กำหนดหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ ส่งผลให้ปัจจุบันการเปิดหีบอ้อยผ่านไปร้อยละ 60 พบการเผาอ้อยลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

2. 'ไมเดีย' ลุยลงทุนไทย (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเข้าเยี่ยมชมโรงงาน 2 แห่งของกลุ่มไมเดีย ได้แก่ บริษัท ไมเดีย รีฟริเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จังหวัดชลบุรี และบริษัท ไมเดีย อินเทลลิเจนท์ แมนูแฟคเจอริ่ง ผู้ผลิตตู้เย็นในนิคมอุตสาหกรรมซีพีจีซี จังหวัดระยอง ว่า กลุ่มไมเดียได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2559 โดยระยะแรก เป็นการควบรวมกิจการของกลุ่มบริษัท โตชิบา และตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ได้เดินหน้าลงทุนในไทยอย่างเต็มที่ภายใต้ชื่อกลุ่มไมเดีย ทั้งนี้ ปัจจุบันมีโรงงาน 8 แห่ง ครอบคลุมการผลิตเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว เพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลางและเอเชีย ปริมาณเงินลงทุนรวมกว่า 25,000 ล้านบาท จ้างงานบุคลากรไทยกว่า 15,000 คน และมีทีมวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน

อย่างไรก็ตาม สำหรับกิจการในไทย ถือเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน และเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกลุ่มไมเดีย สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่อความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทย โดยบริษัทมีแผนขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในไทยอีกในอนาคตอันใกล้นี้ กลุ่มไมเดียเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีและการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ

ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

3. ปรุงยาหม้อสู่สินค้าพรีเมียม ส.อ.ท.ชงรัฐบาลรีแบรนด์สมุนไพร (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569)

นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากประสบการณ์การเข้าร่วมประชุมเชิงนโยบายด้านสมุนไพรทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เห็นชัดเจนว่าทิศทางสมุนไพรไทยต้องเปลี่ยนจากการพัฒนาแบบกระจัดกระจาย ไปสู่การพัฒนาเชิงระบบ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศที่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาผลักดัน ซึ่งหากประเมินรวมผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ทั้งหมด เกษตรกรที่ลงทะเบียนปลูกพืชสมุนไพรและพืชเฉพาะทาง รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชน, กลุ่มโรงงานสกัด ผู้ผลิตยาแผนโบราณ และโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) และกลุ่มแม่ค้าออนไลน์ เจ้าของแบรนด์ ร้านขายยาสมุนไพร/สปา คาดว่ามี 7-8 ล้านคน อุตสาหกรรมสมุนไพรจึงสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก หากรัฐบาลใหม่ปฏิรูปให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จะส่งผลต่อการเติบโตของ GDP และการส่งออก ทั้งนี้ กลุ่มฯ มี 5 แนวทางปฏิรูปเสนอแนะรัฐบาล คือ 1. รัฐบาลควรสนับสนุน งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับสมุนไพร ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ 2. ยกระดับมาตรฐานการผลิต ตั้งแต่ไร่ปลูกสมุนไพร โรงงานผลิต จนถึงการขนส่งสู่ผู้บริโภค ต้องได้มาตรฐานระดับสากล 3. เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ คนรุ่นใหม่ เช่น tele pharmacy ปรึกษา เภสัชกรแผนไทย และซื้อยาสมุนไพรผ่านตู้ยาอัตโนมัติที่สามารถจำหน่ายและปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ได้แบบ One stop service 4. ผลักดันเรื่องแบรนดิ้ง เพื่อเปลี่ยนจากยาหม้อ สู่ Luxury Wellness เปลี่ยนภาพลักษณ์สมุนไพรไทยที่ดูโบราณ ให้กลายเป็น สินค้าพรีเมียมระดับโลก และ 5. ผลักดันเรื่องซอฟต์พาวเวอร์อย่างต่อเนื่อง เช่น การคิดค้นสูตรสมุนไพรเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี รัฐบาลออกใบรับรองมาตรฐานเพื่อโปรโมตให้นักท่องเที่ยวที่มาไทยต้องได้ลองสมุนไพรสูตรนายกฯ หากไม่ได้ลองแปลว่ายังมาไม่ถึง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสมุนไพรที่ไม่มีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ จะไปได้ไกลแค่ตลาดความเชื่อแต่ถ้ามีข้อมูล จะไปได้ถึงระบบสาธารณสุข หากประเทศไทยยกระดับไปสู่ 5 ข้อดังกล่าว ผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมสมุนไพรซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศก็จะมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. เกาหลีใต้เผย ราคานำเข้าพุ่งต่อเป็นเดือนที่ 7 เหตุต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเคสท์, ประจำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569)

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า ดัชนีราคานำเข้าเดือนมกราคม 2569 ขยับขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แม้จะชะลอตัวลงจากระดับ 0.9% ในเดือนธันวาคม 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงเป็นทิศทางขาขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่าดัชนีปรับตัวลดลง 1.2% โดยราคานำเข้าปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 แล้ว โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงและค่าเงินวอนที่แข็งค่าขึ้น ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ BOK ระบุว่า "อัตราแลกเปลี่ยนวอน-ดอลลาร์และราคาน้ำมันโลกเป็นปัจจัยกดดันราคาลง แต่การปรับตัวขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์โลหะขั้นต้นและสินค้าเหมืองแร่ เป็นปัจจัยผลักดันให้ดัชนีโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น" โดยราคาวัตถุดิบปรับตัวขึ้น 0.9% นำโดยแร่ทองแดง ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าเหมืองแร่

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าเงิน ในเดือนมกราคม 2569 ค่าเงินวอนเฉลี่ยอยู่ที่ 1,456.51 วอนต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับ 1,467.4 วอนในเดือนธันวาคม ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของเกาหลีใต้ ปรับลดลง 0.1% มาอยู่ที่เฉลี่ย 61.97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ ราคานำเข้าถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของอัตราเงินเฟ้อในอนาคต เนื่องจากจะส่งผลกระทบโดยตรงไปยังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)