ข่าวในประเทศ
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์
1. ขอจดทะเบียน IP ในไทย ม.ค.มีแค่ 6,171 คำขอลดลง 2.47% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการยื่นคำขอจดทะเบียน IP หรือทรัพย์สินทางปัญญา (เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์) ในไทยเดือนมกราคม 2569 พบว่า มีการยื่นคำขอจดทะเบียนกว่า 6,171 คำขอ ลดลง 2.47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 6,327 คำขอ และมีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 1,213 รายการ เพิ่มขึ้น 10.47% จากช่วงเดียวกันปี 2568 ที่มี 1,098 รายการ สำหรับรายละเอียดการยื่นคำขอจดทะเบียนและแจ้งข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา รวม 7,384 คำขอ มีดังนี้ 1. เครื่องหมายการค้า ยื่นคำขอ 4,833 คำขอ ลดลง 0.58% ซึ่งตัวเลขการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 3,109 เครื่องหมาย ลดลง 21.71% 2. สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีการยื่นคำขอ 599 คำขอ ลดลง 10.19% ซึ่งตัวเลขการจดทะเบียน สิทธิบัตรการประดิษฐ์ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 568 ฉบับ เพิ่มขึ้น 17.11% 3. อนุสิทธิบัตร มีการยื่นคำขอ 354 คำขอ ลดลง 8.05% โดยตัวเลขการ จดทะเบียนอนุสิทธิบัตรในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 217 ฉบับ เพิ่มขึ้น 26.90% 4. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีการยื่นคำขอ 385 คำขอ ลดลง 7% โดยตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 633 ฉบับ เพิ่มขึ้น 63.14% 5. ลิขสิทธิ์ มีการยื่นแจ้งข้อมูล 1,213 ผลงาน เพิ่มขึ้น 10.47% โดยสัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูลผลงานลิขสิทธิ์เป็นคนไทย 99% และต่างชาติ 1%
อย่างไรก็ตาม ลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ โดยไม่ต้องยื่นจดทะเบียนกับกรมฯ สถิติดังกล่าวจึงไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของงานสร้างสรรค์ไทยได้ทั้งหมด ซึ่งกรมฯจะเดินหน้าส่งเสริมให้ศิลปินนักสร้างสรรค์เห็นความสำคัญของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมฯเพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ กรมฯ ยังจะเดินหน้าพัฒนางานบริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น โดยจะนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการสืบค้นข้อมูลเครื่องหมายการค้าและสิ่งประดิษฐ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ตลอดจนจัดให้มี ช่องทางเร่งรัดการจดทะเบียน ผ่านบริการ Fast Track เครื่องหมายการค้า จาก 10 เดือน เหลือ 3 เดือน นับจากวันยื่นคำขอ กรณีต้องนำหลักฐานการจดทะเบียนไปแสดงต่อหน่วยงานราชการอื่น
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี
เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.)
2. 'อ้อย' ยืนต้นตายนับหมื่นไร่ สอน.ชงรัฐเยียวยาชาวไร่พื้นที่สงคราม (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า สอน.อยู่ระหว่างเร่งการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม และข้อจำกัดด้านความมั่นคง โดยกระทรวงอุตสาหกรรมทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงดูแลพื้นที่ 5 จังหวัด บางพื้นที่ถูกกำหนดเป็น "พื้นที่สีแดง" ห้ามเข้า เนื่องจากมีวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิดตกค้าง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวอ้อยได้ ในบางกรณีหากฝ่ายความมั่นคงอนุญาตอาจต้องใช้วิธีเผาอ้อยเพื่อให้มองเห็นตำแหน่งระเบิดก่อนเข้าจัดการพื้นที่ ขณะนี้พบว่ามีอ้อยยืนต้นตายในจังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 20,000 ไร่ และจังหวัดสระแก้ว อีก 20,000-30,000 ไร่ ขณะที่พื้นที่ที่ประเมินว่าเข้าไม่ได้แน่นอน "พื้นที่สีแดง" มีประมาณ 5,000 ไร่ ทั้งนี้ สอน.อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดเสนอขอใช้งบกลางรัฐบาลเพื่อเยียวยา โดยจะคำนวณจากผลผลิตเฉลี่ย 10 ตันต่อไร่ อิงราคาอ้อยขั้นต้นปีนี้ 800-900 กว่าบาทที่ 10 ซีซีเอส และพิจารณาค่าความหวาน (ซีซีเอส) ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวเฉลี่ยสูงถึง 12-13 ซีซีเอส จากอากาศหนาว ทำให้ได้ราคาเพิ่มอีกตันละกว่า 100 บาท สอน.จะสรุปยอดพื้นที่เสียหายอีกครั้งหลังสิ้นสุดฤดูกาลหีบอ้อย เพื่อให้การเยียวยาครอบคลุมและเหมาะสม เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ต้องประเมินความเสียหายต่อเนื่องถึงผลผลิตในปีถัดไป
อย่างไรก็ตาม ในมิติการพัฒนาโรงงาน ทาง สอน.กำลังผลักดันการแข่งขันในรูปแบบใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและการจัดการสิ่งแวดล้อมครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยแนวทางสำคัญประกอบด้วย 1. เกณฑ์การคัดเลือกใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมดินที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การดูแลแปลงปลูกให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวที่ไม่ก่อมลพิษ เป็นต้น 2. มาตรการจูงใจ โรงงานที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในลักษณะใกล้เคียงระบบ ISO จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุนเทคโนโลยีสะอาด 3. แผนขยายผลโครงการพัฒนาแนวทางการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย (Sugar Ecolabel) หวังเป็นกลไกเชิงนโยบายที่มุ่งยกระดับกระบวนการผลิตอ้อยและน้ำตาลของประเทศให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการเผาอ้อย ลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยปีหน้าเตรียมเปิดรับสมัครโรงงานน้ำตาลทั้ง 58 โรงทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ จากปัจจุบันนำร่อง 5 โรงงาน
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล
นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
3. ชงรัฐบาลกระตุ้นส่งออกรถ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า ปีนี้ประเมินว่ายอดการผลิตรถยนต์ ของประเทศไทยจะอยู่ที่ 1.5 ล้านคันหรือเพิ่มจากปีที่แล้ว 3% ยอดผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากว่ามีการผลิตชดเชยรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี และมีการส่งออกจากในตรงนี้ รวมไปถึงการบริโภครถอีวีเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเติบโตขึ้นจากปีที่แล้ว 100,000 คัน เพิ่มเป็น 120,000 คัน ยังมีรถอีวี เจ้าใหม่เข้ามาทำตลาดเพิ่มมากขึ้น เพราะไทยเป็นตลาดรถอีวีที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยคาดการณ์ว่ายอดขายรวมประเทศปีนี้จะอยู่ที่ 620,000-650,000 คัน นอกจากนี้ ในส่วนของรถกระบะ ซึ่งสมาคมฯ ได้มองว่าในปี 2568 ปลายปีตัวเลข เริ่มขยับปรับเพิ่มขึ้นมาบ้างเล็กน้อย ซึ่งปีนี้ต้องจับตาดูว่าจะเป็นอย่างไร การเลือกตั้งถือเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ตลาดยานยนต์คึกคักโดยเฉพาะรถกระบะที่ต้องใช้ในการหาเสียงลงพื้นที่ต่างๆ แต่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะเติบโตขึ้นมากน้อยขนาดไหน เนื่องจาก 2 ปีก่อนหน้านี้ได้ชะลอตัวลงมากอย่างมีนัย และได้เข้าพบหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สอบถามว่ารถกระบะของไทยได้ถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง ทั้งนี้ มองว่ารถกระบะเป็นผลิตภัณฑ์ที่รัฐบาลส่งเสริมเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงก็มีรถประเภทต่าง ๆ เข้ามามาก ขึ้น แต่ประเทศไทยก็ยังเป็นฮับในการผลิต ดังนั้นเชื่อว่าสามารถไปต่อได้แน่นอน ในส่วนที่หายไปนั้นต้องดูว่าผู้บริโภคได้ตัดสินใจเปลี่ยนการใช้งานจากกระบะเป็นรถอีวี หรือรถไฮบริด ที่ต้นทุนต่ำลงและสามารถใช้ประโยชน์ได้ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ สมาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ เพื่อช่วยกระตุ้นตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เติบโตโดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ที่สามารถแข่งขันได้ โดยใช้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ ให้เป็นประโยชน์ ส่วนการขายในประเทศนั้นมาตรการเดิมๆ ที่มีอยู่และที่เคยเสนอ เช่น รถเก่าแลกรถใหม่ ก็ยังมองว่าน่าจะสามารถสานต่อนโยบายต่อไปได้ แต่ต้องรอให้ภาครัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงานเต็มตัวก่อน
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ ของบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ฮอนด้าได้ตั้งเป้าหมายยอดขายที่ 76,000 คัน ปีนี้จะเป็นอีกปีที่ฮอนด้าสร้างความตื่นเต้นผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ การยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ผ่านการปรับโลโก้ H mark ใหม่ การเสริมทัพยนตรกรรมหลากเซกเมนต์ ครอบคลุมไลน์อัป อีเอ็กซ์อีวี ทั้งรถยนต์ไฮบริด และรถไฟฟ้า และเปิดตัวรถรุ่นใหม่ไม่น้อยกว่า 4 รุ่น รวมถึงรถยนต์รุ่นใหม่ที่ไม่เคยทำตลาดในประเทศไทยมาก่อน พร้อมทั้งการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่และองค์กร นอกจากนี้ยังเตรียมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถในกระบวนการดำเนินธุรกิจทั้งด้านการผลิตและการขายอีกด้วย
ข่าวต่างประเทศ
4. GDP ญี่ปุ่นโตเพียง 0.2% ใน Q4/68 ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 1.6% (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)
รัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 0.2% ในไตรมาส 4/2568 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งฟื้นตัวหลังจากที่หดตัวลง 2.3% ในไตรมาส 3 ซึ่ง GDP ขยายตัวในอัตราต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.6% เมื่อเทียบรายปี เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ของญี่ปุ่นขยายตัว 0.1% ซึ่งแม้ว่าจะฟื้นตัวจากไตรมาส 3 ที่หดตัวลง 0.6% แต่ก็ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะขยายตัว 0.4% เมื่อเทียบรายไตรมาส ทั้งนี้ การใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของ GDP นั้น ขยายตัวเพียง 0.1% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งบ่งชี้ว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังคงอ่อนแอ เนื่องจากภาคครัวเรือนยังคงต้องรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 4 ปีจนถึงปี 2568 ขณะที่การใช้จ่ายด้านทุนปรับตัวขึ้นเพียง 0.2%
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีการเปิดเผยในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีการฟื้นตัวอย่างไม่สม่ำเสมอและขาดแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่ง โดยนักวิเคราะห์มองว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซบเซาไม่น่าจะเป็นปัจจัยขัดขวางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ ในปีนี้
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)