ข่าวในประเทศ
นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์
รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) กระทรวงอุตสาหกรรม
1. 'ดีพร้อม' ผนึกกำลัง 'JICA' ดันผู้ประกอบการไทยสู่ Smart SMEs (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569)
นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ดีพร้อมได้ต้อนรับ นายซุนซูเกะ ซาคูโด๊ะ หัวหน้าผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JICA สำนักงานประเทศไทย พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น ผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย คณะกรรมการประสานงานร่วมโครงการ (Project Join Coordinating Committee : JCC) ภายใต้โครงการ Smart Factory for Local SMEs Towards Thailand 4.0 Through Regional Integrated SME Promotion (RISMEP) โดยการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมโครงการ (Project Joint Coordinating Committee) จัดขึ้นเพื่อรายงานความก้าวหน้า การดำเนินโครงการฯในปี 2568 ซึ่งได้ดำเนินการ นำร่องในพื้นที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 จังหวัดขอนแก่น และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 10 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้มีการคัดเลือกบุคลากร ของดีพร้อม ทีมสนับสนุน (Support Team) จากเครือข่าย RISMEP เดิม (กลไกสนับสนุนการดำเนินธุรกิจด้วยเครือข่ายหน่วยงาน และผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรม) ที่มีประสบการณ์การให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์การบริหารงานแบบญี่ปุ่น (Kaizen) ไม่น้อยกว่า 3 ปี จำนวน 15 ราย เพื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนา Support Team ให้มีองค์ความรู้และความเข้าใจในหลักการของ Kaizen และการประยุกต์ใช้แนวคิด Digital Kaizen ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาร่วมกันในการกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินโครงการฯ โดยผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นได้นำเสนอเครื่องมือการออกแบบเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินโครงการ (Project Design Matrix : PDM) ที่ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างวัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ กิจกรรม ตัวชี้วัด รวมถึง ช่วยในการคาดการณ์ ระบุความเสี่ยงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของโครงการฯ และข้อสมมุติฐานได้อย่างชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งได้เสนอแผนการขับเคลื่อนโครงการฯในระยะถัดไป เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีทิศทาง มีความต่อเนื่อง และสามารถบรรลุเป้าหมายของโครงการฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
อย่างไรก็ตาม โครงการฯ ดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างดีพร้อมและองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JICA โดยมีระยะเวลาในการดำเนินการ 3 ปี (พ.ศ 2568-พ.ศ. 2571) เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพของ Support Team ในเครือข่าย RISMEP ให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมในการส่งเสริม ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จำนวน 39 กิจการ ให้มีองค์ความรู้ด้าน Digital Kaizen และมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลระบบ Internet of Things (IoT) มาใช้ในการปรับปรุงกระบวน การผลิตเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเปล่า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศสู่อุตสาหกรรม 5.0 ในอนาคต
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
2. ธุรกิจตั้งใหม่โตแรง ม.ค.69 ต่างชาติลงทุน 3 หมื่นล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569)
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือนมกราคม 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,418 ราย เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2568 (5,187 ราย) เพิ่มขึ้น 3,231 ราย คิดเป็น 62.29% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 (8,862 ราย) ลดลง 444 ราย คิดเป็น 5.01% ขณะที่ทุนจดทะเบียน อยู่ที่ 24,375 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2568 (13,385 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 10,990 ล้านบาท คิดเป็น 82.11% และเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 (24,950 ล้านบาท) ลดลง 575 ล้านบาท คิดเป็น 2.30% ทั้งนี้ มีนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน รวมทั้งสิ้น 9,050 ล้านบาท คือ 1. บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 5,050 ล้านบาท ประกอบธุรกิจวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และ 2. บริษัท ทวีลาภ 698 จำกัด ทุนจดทะเบียน 4,000 ล้านบาท ประกอบธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ซื้อขาย จัดส่ง สำรวจ พัฒนา แปรสภาพ และวางแผน ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือนมกราคม 2569 มี 1,252 ราย เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2568 (6,112 ราย) ลดลง 4,860 ราย คิดเป็น 79.52% และเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 (1,431 ราย) ลดลง 179 ราย คิดเป็น 12.51% ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 13,267 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2568 (17,797 ล้านบาท) ลดลง 4,530 ล้านบาท คิดเป็น 25.45% และเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 (4,601 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 8,666 ล้านบาท คิดเป็น 188.36% ถึงแม้ปี 2569 เศรษฐกิจไทยและโลกยังมีความผันผวน แต่ยังมีกลุ่มธุรกิจที่กรมฯมองว่ามีโอกาสทางการตลาด เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคและมีฐานการเติบโตที่ดีในระยะยาวใน 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม 2. ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน 3. ธุรกิจสุขภาพและยา 4. ธุรกิจท่องเที่ยว และนันทนาการ และ 5. ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ
อย่างไรก็ตาม สำหรับการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนมกราคม 2569 มีการอนุญาต 113 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 24 ราย และการขอหนังสือ รับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทาง การลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 89 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 33,779 ล้านบาท การอนุญาตฯในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้น 10 ราย (10%) เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 (103 ราย) และมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้น 10,619 ล้านบาท (46%) เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 (23,160 ล้านบาท)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
3. BOI หนุนเวสเทิร์น ดิจิตอลลงทุนวิจัย-พัฒนาฮาร์ดดิสก์ (ที่มา: ทันหุ้น, ประจำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี HAMR (Heat-Assisted Magnetic Recording) เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) มูลค่าเงินลงทุนกว่า 2,300 ล้านบาท โดยตั้งเป้าจะเพิ่มความจุในการจัดเก็บข้อมูลใน HDD 1 หน่วย จากปัจจุบัน 32 เทราไบต์ ให้ได้สูงถึง 100 เทราไบต์ ภายในปี 2572 พร้อมเพิ่มความเสถียรและความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูล เพื่อรองรับมาตรฐานขั้นสูงและความต้องการของอุตสาหกรรม Data Center และ AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ ครั้งนี้ จะเป็นความร่วมมือ 3 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และไทย โดยประเทศไทยจะเน้นการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนและกระบวนการบันทึกข้อมูลด้วยเลเซอร์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเทคโนโลยี HAMR ทั้งนี้บริษัทคาดว่าโครงการนี้ จะนำไปสู่การขยายการลงทุน HAMR HDD เพิ่มเติมในไทยครั้งใหญ่อีกหลาย หมื่นล้านบาท สำหรับ เวสเทิร์น ดิจิตอล เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HDD รายใหญ่ที่สุดของโลก สัญชาติอเมริกัน ที่ผ่านมามีการขยายธุรกิจโดยเข้าซื้อกิจการ HDD และหน่วยความจำจากหลายบริษัทชั้นนำ เช่น Fujitsu, Hitachi, SanDisk โดยประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตหลักที่สำคัญที่สุดของบริษัท และมีการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยมายาวนานตั้งแต่ปี 2540 ตั้งโรงงานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปราจีนบุรี มีการจ้างงานบุคลากรไทยมากกว่า 20,000 คน มีมูลค่าเงินลงทุนสะสมในไทยกว่า 1.2 แสนล้านบาท และมูลค่าการส่งออกกว่า 2.3 แสนล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ของบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล ครั้งนี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในไทย ผ่านการพัฒนาซัพพลายเออร์และการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศกว่าร้อยละ 60 อีกทั้งบริษัทจะมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยของไทย เพื่อพัฒนาหลักสูตรด้านเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ และเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้ทำงานวิจัยร่วมกับบริษัทชั้นนำของโลก ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม HDD ในประเทศไทย และเสริมบทบาทของไทยในการเป็นฐานการผลิตและส่งออก HDD ระดับโลก
ข่าวต่างประเทศ
4. เงินเฟ้อขายส่งอินเดียม.ค. ดีดตัว 1.81% แตะไฮรอบ 10 เดือน เหตุราคาอาหาร-โลหะพุ่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569)
รัฐบาลอินเดีย เปิดเผยว่า ดัชนีราคาขายส่ง (WPI) ของอินเดียปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.81% ในเดือนมกราคม 2569 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 10 เดือน โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาผักและโลหะพื้นฐานที่เริ่มขยับตัวสูงขึ้น ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 1.25% และเร่งตัวขึ้นจากระดับ 0.83% ในเดือนธันวาคม 2567 ขณะที่ระดับสูงสุดก่อนหน้านี้อยู่ที่ 2.25% ซึ่งทำสถิติไว้เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ทั้งนี้ รายงานระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาขายส่งในเดือนมกราคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจากต้นทุนการผลิตโลหะพื้นฐานที่สูงขึ้น รวมถึงราคาอาหารและสิ่งทอ ตลอดจนปัจจัยอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นว่า การพุ่งขึ้นของราคาโลหะทั่วโลกอันเนื่องมาจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ต้นทุนสินค้าอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นนี้จะยังไม่มีผลต่อนโยบายการเงินในปัจจุบัน สำหรับรายละเอียดรายหมวดสินค้า พบว่า ราคาอาหารขายส่งปรับตัวขึ้น 1.41% ในเดือนมกราคม เมื่อเทียบเป็นรายปี หลังจากที่ทรงตัวในเดือนธันวาคม โดยเฉพาะราคาผักทะยานขึ้นถึง 6.78% สวนทางกับเดือนธันวาคม ที่ปรับตัวลดลง 3.5% สำหรับราคาสินค้าอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.86% ในเดือนมกราคม เทียบกับระดับ 1.82% ในเดือนธันวาคม ส่วนราคาเชื้อเพลิงและพลังงานปรับตัวลดลง 4.01% เมื่อเทียบรายปี เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ลดลง 2.31%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)