ข่าวในประเทศ
นายธนกร วังบุญคงชนะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ทูตอียูหนุนไทยรื้อระเบียบลงทุน (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569)
นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นางลุยซา ราแกร์ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยและคณะ ในโอกาสเข้าพบและหารือแนวทางความร่วมมือการขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรมระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรปว่า ได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป พร้อมผลักดันแผนการขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรมร่วมกันในอนาคต โดยสหภาพยุโรปถือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะอยู่ในช่วงของรัฐบาลรักษาการ แต่กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ภายใต้นโยบาย "ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน" ของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย และรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย สร้างความมั่นใจสูงสุดแก่นักลงทุนจากยุโรปที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศ สำหรับการขับเคลื่อนความร่วมมือในระยะต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญ คือ 1. การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล โดยมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net-Zero Emission ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทยยินดีที่จะเสริมสร้างความ ร่วมมือในด้านกฎระเบียบสำคัญ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบการขนส่งของเสีย (RSW) เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวได้สอดคล้องกับมาตรฐาน สิ่งแวดล้อมของยุโรป และลดผลกระทบต่อการค้าระหว่างกัน 2. ความร่วมมือด้านการค้าและการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Thai-EU FTA) ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายภายในกลางปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม โปร่งใส และลดอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ และเสริมสร้างความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน และ 3. การแสวงหาโอกาสภายใต้โครงการ Global Gateway ของสหภาพยุโรป ที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ไทยให้ความสำคัญกับสหภาพยุโรป แต่ในทางกลับกันสหภาพยุโรปก็ตระหนักถึงศักยภาพของไทยในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์และคู่ค้าอันดับ 3 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากสิงคโปร์และญี่ปุ่น โดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นอกจากนี้ ไทยยังมีทิศทางการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรป ทั้งในด้านการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) ซึ่งความสอดคล้องนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือ ในอนาคต พร้อมสนับสนุนแนวทางการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการลงทุน โดยไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จึงควรยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุนจากกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์
ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
2. ส.อ.ท.ชูเศรษฐกิจใยแมงมุม หวัง 'รถปิกอัพ' ตัวเร่งอุตฯ ยานยนต์ฟื้น (ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569)
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า หลังจากประเทศไทยได้ผ่านการเลือกตั้งและอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ได้มีข้อเสนอฝากไปยังรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในส่วนของรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ที่ถือเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนของประเทศไทย ที่มียอดขายในประเทศและยอดผลิตเพื่อการส่งออกจำนวนมาก แต่ช่วงที่ผ่านมาตลาดนี้ยังต้องเผชิญกับยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยากให้ภาครัฐเร่งหามาตรการมาช่วยสนับสนุนและส่งเสริมตลาดรถปิกอัพให้ฟื้นกลับคืนมา ผ่านมาตรการต่างๆ เพราะหากขายรถปิกอัพได้เพิ่มอีกปีละ 50,000-60,000 คัน นั้นหมายความว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีต่างๆ เพิ่มขึ้น และยังไม่นับรวมจากรายได้ที่ภาคนิติบุคคล และบุคคลธรรมดาจะต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลจากห่วงโซ่ของยอดจำหน่ายรถยนต์ปิกอัพที่เพิ่มขึ้นอีก เช่น พนักงานขาย เมื่อขายรถ, ขายประกัน, อุปกรณ์ตกแต่ง เมื่อขายได้มากขึ้น เท่ากับมีรายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น โรงงานผลิตรถยนต์, ชิ้นส่วนยานยนต์ เมื่อผลิตและขายมากขึ้น ก็ต้องจ่ายภาษีนิติบุคคลลเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ไม่เฉพาะแต่อุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้นในส่วนของอุตสาหกรรมอื่นๆ หากรัฐบาลมีการสนับสนุนส่งเสริม ก็เชื่อว่าจะช่วยให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ กลุ่มยานยนต์อยากให้เสนอไปยังรัฐบาลใหม่ คือการดูรายละเอียด และส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง สำหรับโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ค้างอยู่ที่ BOI มูลค่าถึง 1.8 ล้านล้านบาท, การเร่งการลงทุนจากต่างประเทศ ให้เร่งขับเคลื่อนเร่งการลงทุนให้เร็วที่สุดยิ่งดี เพื่อที่ประเทศไทยจะได้มีเม็ดเงินหมุนเวียน คนมีงานทำ รวมถึงการสนับสนุนและส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนสำคัญ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตต่อยอดจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สำหรับรองรับความต้องการของตลาดในประเทศและตลาดส่งออก เนื่องจากแต่ละประเทศที่เป็นคู่ค้าได้มีความเข้มงวดเรื่องมาตรการการปล่อยไอเสีย ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการเพื่อส่งเสริมตรงนี้ด้วย ในทางกลับกันต้องเข้ามาดูแลและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ทั้งในส่วนของอัตราดอกเบี้ย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เนื่องจากมีผลในเชิงจิตวิทยา เพราะเมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ลดลง ก็เสมือนกับประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เท่ากับเป็นการช่วยเร่งและกระตุ้นการจับจ่ายให้หมุนเวียนไปในตัวนั่นเอง ซึ่งตรงนี้เชื่อมั่นว่า รัฐบาลใหม่สามารถทำได้ในทันที และน่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจของประเทศ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
3. สำนักวิจัยแห่ปรับขึ้น GDP เศรษฐกิจไทยปี 69 หลังโตแรงเกินคาด (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569)
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” เปิดเผยว่า ได้มีการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 2.5% YoY และพลิกกลับมาขยายตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 1.9% QoQ ส่งผลให้สามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคได้ และทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.4% สูงกว่า 2.0% ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ก่อนหน้านี้ โดยเศรษฐกิจ หรือ GDP ของไทยในไตรมาส 4/2568 ได้รับแรงหนุนจากการเร่งซื้อยานยนต์ก่อนมาตรการ EV 3.0 จะหมดอายุสิ้นปี 2568 และมาตรการภาครัฐที่หนุนการบริโภคภาคเอกชนให้ขยายตัวเร่งขึ้น การลงทุนเอกชนที่เร่งตัว ประกอบกับผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่พลิกกลับมาขยายตัว ทั้งนี้ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ทบทวนตัวเลข GDP ปี 2569 โดยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นจาก 1.6% มาอยู่ที่ 1.9% จากโมเมนตัมการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มดีกว่าคาด พร้อมทั้งปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การส่งออกและนำเข้า แต่ภาพรวมดุลการค้าไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยทางด้าน “วิจัยกรุงศรี” ระบุว่า GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 โตเกินคาด แต่แรงส่งการเติบโตอาจแผ่วลงในปี 2569 สภาพัฒน์ รายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ขยายตัว 2.5% YoY เร่งขึ้นจาก 1.2% ในไตรมาส 3 และเติบโตดีกว่าที่วิจัยกรุงศรีและตลาดคาดไว้ที่ 1.2% และ 1.3% ตามลำดับ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคและการลงทุนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการชะลอตัวลง สำหรับในปี 2569 สภาพัฒน์ฯ ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP เติบโตที่ 1.5-2.5% (ค่ากลางที่ 2.0%) จาก 1.2-2.2% (ค่ากลางที่ 1.7%)
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข GDP ในไตรมาส 4 ที่ดีเกินคาดได้รับแรงหนุนปัจจัยบวกชั่วคราว อาทิ 1. มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่งพลัส 2. การเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตใประเทศ ก่อนที่มาตรการอุดหนุนจะสิ้นสุดลง 3. การเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ และ 4. การสะสมสินค้าคงคลัง สำหรับในระยะข้างหน้า คาดว่าแรงส่งการเติบโตจะชะลอลง อันเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยหมดลง การใช้จ่ายภาครัฐที่ค่อนข้างจำกัดในช่วงรัฐบาลรักษาการ และผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีกำลังทบทวนประมาณการ GDP ปี 2569 ซึ่งเดิมคาดที่ 1.8% (มีกำหนดเผยแพร่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569) โดยมีแนวโน้มปรับเพิ่มเล็กน้อย เนื่องจากฐาน GDP ในไตรมาส 4 ที่ดีกว่าคาด ผนวกกับความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น
ข่าวต่างประเทศ
4. เงินเฟ้อเยอรมนีเดือนม.ค.เพิ่มขึ้นแตะ 2.1% สูงกว่าเป้าแบงก์ชาติยุโรปเล็กน้อย (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569)
สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี เปิดเผยรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีของเยอรมนีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2.1% ในเดือนมกราคม 2569 จาก 1.8% ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นไปตามที่ได้ประมาณการไว้เบื้องต้น โดยอัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคม สูงกว่าค่ากลางของเป้าหมายที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำหนดไว้ที่ 2% เล็กน้อย โดยมีปัจจัยหลักจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค (เพิ่มขึ้น 1.3% จาก 0.8%) นำโดยราคาอาหาร (เพิ่มขึ้น 1%) ประกอบกับการฟื้นตัวของราคาสินค้าคงทน (เพิ่มขึ้น 0.4% จากเดิมลดลง 0.3%) ในทางตรงกันข้าม อัตราเงินเฟ้อในภาคบริการชะลอตัวลงสู่ระดับ 3.2% ในเดือนมกราคม จาก 3.5% ในเดือนธันวาคม ซึ่งระดับดังกล่าวยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นรายเดือนพบว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% ในเดือนมกราคม 2569 หลังจากที่ทรงตัวในเดือนธันวาคม ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.5% จาก 2.4% ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้บริโภคที่ปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสหภาพยุโรป (HICP) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.1% จาก 2.0% ซึ่งเป็นไปตามตัวเลขที่ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้เช่นกัน
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)