ข่าวในประเทศ
นางดวงดาว ขาวเจริญ
1. ดันสุดลิ่ม "ลูกหยีปัตตานี" ก้าวสู่ตลาดโลก (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569)
นางดวงดาว ขาวเจริญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่โรงเรียนประตูโพธิ์วิทยา ตำบลยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามความคืบหน้าการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และการแปรรูปสินค้าเกษตร อาทิ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนลูกหยีแม่เลื่อน, ลูกหยีวีรวงศ์ ฯลฯ เพื่อวางแนวทางยกระดับคุณภาพ และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังกล่าว ได้พัฒนาสินค้าและได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.), มาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), มาตรฐานอาหารฮาลาล รวมถึงการสร้างผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยการันตีด้วยรางวัล OTOP 5 ดาว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ลูกหยีที่ขึ้นชื่อที่สุด คือ ลูกหยียะรัง เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนของดีเมืองปัตตานี ที่ได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดดเด่นเรื่องคุณภาพระดับพรีเมียม แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการก้าวสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกหยีปัตตานีเป็นผลไม้ป่า อัตลักษณ์ของภาคใต้ มีรสเปรี้ยวอมฝาด นิยมนำมาแปรรูปเป็นลูกหยีกวน ลูกหยีฉาบ จุดเด่น คือ มีรสจัดและหอมเฉพาะตัว กระทรวงจะเป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนามาตรฐานสินค้าการส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม การให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ การตลาด การสร้างแบรนด์เพื่อจำหน่ายในตลาดออฟไลน์/ออนไลน์ และตลาดต่างประเทศกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลูกหยีในอำเภอยะรังที่ประสบความสำเร็จ เช่น กลุ่มอดุลลูกหยี มีกำลังการผลิต 900 กิโลกรัม (กก.) ต่อเดือน สร้างรายได้ 200,000 บาทต่อเดือน กลุ่มลูกหยีวีรวงศ์ ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการผลิตและสร้างรายได้หลักในพื้นที่ ด้วยกำลังการผลิต 8,000 กก.ต่อเดือน สร้างรายได้ 510,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น
นายพรยศ กลั่นกรอง
อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)
2. กรอ.ลุยกวาดล้าง 'กากพิษ' จ่อฟ้องเอกชนจ่ายค่าเสียหายคืนหลวง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569)
นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า กรมฯ นำโดยนายเอกบุตร อุตมพงศ์ นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญ กองส่งเสริมเทคโนโลยีความปลอดภัยโรงงาน และเจ้าหน้าที่กองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม ในฐานะคณะกรรมการจัดทำร่างขอบเขตงานหรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ (TOR) โครงการจ้างเหมาบริการกำจัด/บำบัดวัสดุไม่ใช้แล้วและของเสียเคมีวัตถุที่ตกค้างในพื้นที่ที่มีการลักลอบทิ้งหรือจัดการที่ไม่เหมาะสมบริษัทแห่งหนึ่ง และพื้นที่เอกชนในตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ได้ลงพื้นที่สำรวจตรวจสอบปริมาณสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และของเสียเคมีวัตถุตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย รวมถึงคุณสมบัติของเสียที่จะนำไปกำจัด/บำบัด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับของกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ กรมฯ ดำเนินโครงการต่อเนื่องเป็นระยะที่ 2 เพื่อเร่งรัดแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ "ราชบุรีโมเดล" โดยการดำเนินโครงการระยะที่ 1 เมื่อปี 2566-2567 ได้กำจัด/บำบัดของเสียบนดินทั้งในและนอกโรงงาน ซึ่งเป็นส่วนที่อันตรายและมีความเร่งด่วนมากที่สุดก่อนแล้ว จำนวนกว่า 13,000 ตัน ซึ่งในปีนี้กรมฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 25 ล้านบาท ในการกำจัด/บำบัดของเสียตกค้าง รวมปริมาณกว่า 3,200 ตัน โดยขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดทำร่างขอบเขตงาน (TOR) และคาดว่า จะดำเนินการกำจัด/บำบัดแล้วเสร็จภายในปี 2569 ภายหลังเสร็จสิ้นการดำเนินการในระยะที่ 2 กรมฯ จะเรียกค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากผู้ประกอบการต่อไป
อย่างไรก็ตาม สำหรับราชบุรีโมเดลเป็นต้นแบบบริหารจัดการปัญหา ซึ่งจะได้นำไปใช้กับพื้นที่อื่นๆที่ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน เพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดจากการประกอบกิจการ โดยต้องไม่สร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและประชาชน
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)
3. เทรนด์อาหารออร์แกนิกมาแรง (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569)
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า รายงานข้อมูลวิจัยตลาดด้านสุขภาพ โดยยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ในปี 2572 ตลาดสินค้าอาหารที่เป็นออร์แกนิกและธรรมชาติจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าของตลาดอาหารหลักแบบออร์แกนิกทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวถึง 79% ขณะที่อาหารหลักจากธรรมชาติจะขยายตัว 103% เมื่อเทียบกับปี 2562 สอดคล้องกับกระแสผู้บริโภคที่หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดอาหารโลกในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสถานการณ์ตลาดอาหารโลกอย่างใกล้ชิด พบว่าความกังวลต่ออาหารแปรรูปขั้นสูงได้ขยายตัวจากประเด็นด้านสุขภาพและอาจมีผลต่อนโยบายกฎระเบียบและการค้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารหลัก ซึ่งเป็นอาหารที่คนทั่วไปบริโภคเป็นประจำ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อสินค้าอาหารไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหารหลักที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ข้าวและผักผลไม้แปรรูปพื้นฐาน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค แต่ขณะนี้ต้องจับตานโยบายและกฎระเบียบของประเทศพัฒนาแล้ว อาจนำไปสู่การออกมาตรการด้านฉลาก หรือข้อกำหนดทางการค้าในอนาคต ไทยจึงควรเร่งปรับตัวรับมือในอนาคต
ข่าวต่างประเทศ
4. จีนเผยยอดใช้จ่ายหยุดตรุษจีนโตต่อเนื่องจากอานิสงส์มาตรการรัฐ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569)
กระทรวงพาณิชย์ของจีน เปิดเผยรายงานว่า ธุรกิจค้าปลีกและการจัดเลี้ยงรายใหญ่ของจีนมียอดจำหน่ายเฉลี่ยต่อวันในระยะ 4 วันแรกของช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน (15-23 กุมภาพันธ์ 2569) เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 เมื่อเทียบกับช่วง หยุดยาวเดียวกันของปีก่อน ขณะปริมาณผู้ใช้บริการและรายได้ของถนนสายการค้าและย่านการค้าหลัก 78 แห่งในระยะ 3 วันแรก ของช่วงหยุดยาวนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 และร้อยละ 4.8 ซึ่งทั้งหมดสะท้อนพลังความคึกคักของการจับจ่ายใช้สอยตาม ร้านอาหารและห้างสรรพสินค้า รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาวนี้ โดยรายงานระบุว่า กระแสการจับจ่ายใช้สอยนี้เป็นการผสมผสานพฤติกรรมแบบเดิมกับแบบใหม่ โดยแพลตฟอร์มออนไลน์มีอุปสงค์ความต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยอดจำหน่ายอุปกรณ์สวมใส่บนแพลตฟอร์มหลักในระยะ 3 วันแรกของช่วงหยุดยาวนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.7 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยเฉพาะแว่นตาอัจฉริยะที่มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว และเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบอัจฉริยะเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50 โดยการใช้จ่ายด้านการบริการเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกระตุ้นการบริโภคช่วงต้นปีนี้ โดยยอดการบริโภคด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศบนแพลตฟอร์มหลักในระยะ 3 วันแรกของช่วงหยุดยาวนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่ง รวมถึงการจองรถเช่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ด้านมณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) เกาะทางตอนใต้ของจีน มียอดจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีในระยะ 4 วันแรกของช่วงหยุดยาวนี้สูงถึง 970 ล้านหยวน (ราว 4.38 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.8 จากปีก่อน ขณะเดียวกัน โครงการซื้อขายแลกเปลี่ยน (trade-in) สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศจีนยังคงขับเคลื่อนอุปสงค์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้บริโภคได้รับเงินอุดหนุนเพื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์เก่าเป็นของใหม่ ในปีนี้เกือบ 28.44 ล้านคน เมื่อนับถึง วันพุธ (18 ก.พ.) สร้างยอดจำหน่ายเกือบ 1.96 แสนล้านหยวน (ราว 8.86 แสนล้านบาท) โดยการซื้อขายแลกเปลี่ยนยานยนต์ครองส่วนแบ่งขนาดใหญ่ด้วยยอดจำหน่ายสูงกว่า 1 แสนล้านหยวน (ราว 4.52 แสนล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ทางด้านกระทรวงวัฒนธรรมและ การท่องเที่ยวของจีนได้เริ่มต้นดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ระยะ 1 เดือน ในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน มาถึง ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมและมาตรการส่งเสริมที่หลากหลาย เพื่อตอบสนอง ความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมนี้ มีระยะเวลาระหว่างช่วงปลายเดือนมกราคม จนถึงต้นเดือนมีนาคม จะจัดกิจกรรมทั่วจีน ราว 30,000 รายการ เพื่อนำเสนอ ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมตามเทศกาล รวมถึงกิจกรรมตามธรรมเนียมตรุษจีน การแสดง และนิทรรศการจีนจะแจกบัตรกำนัลและเงินอุดหนุนการบริโภคมากกว่า 360 ล้านหยวน (ราว 1.62 พันล้านบาท) ควบคู่กับ มาตรการอื่นๆ เช่น ส่วนลดค่าตั๋ว ตั๋วแบบรวมแพ็กเกจ และการส่งเสริม การท่องเที่ยวข้ามภูมิภาค
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)