ข่าวในประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์
1. 'DFT' จัดทัพรัฐ-เอกชนบุกญี่ปุ่น ขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลัง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้กรมฯ มีแผนผลักดันการขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลังไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังดัดแปร และแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม เพื่อรองรับความต้องการในอุตสาหกรรมต่างๆของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคที่ใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบในการผลิต ทั้งนี้ จะเป็นโอกาสของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยที่จะขยายการส่งออกไปยังอุตสาหกรรมดังกล่าวได้เพิ่มมากขึ้น โดยล่าสุดบริษัทผู้พัฒนาสินค้าเกษตรนวัตกรรมและที่ปรึกษาเรื่องนวัตกรรมการผลิตให้กับผู้ผลิตอาหารในประเทศญี่ปุ่นได้แสดงความสนใจนำเข้าสินค้าเม็ดไข่มุก (Tapioca Pearl) และ เทอร์โมพลาสติกสตาร์ช (Thermoplastic starch) ที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังไทย
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2569 กรมฯ มีกำหนดจัดคณะผู้แทนภาครัฐ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้มันสำปะหลังในสูตรอาหารสัตว์ และผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง รวมกว่า 37 ราย เดินทางไปเยือนกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลักดันขยายโอกาสทางการค้าสินค้ามันสำปะหลังไทย โดยเฉพาะมันอัดเม็ดและแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่จะต่อยอดโอกาสการขยายตลาดสินค้ามันสำปะหลังในญี่ปุ่นจากครั้งที่แล้ว จากการจัดคณะผู้แทนการค้าของกรมฯเดินทางไปขยายตลาดสินค้ามันสำปะหลังที่ญี่ปุ่นเมื่อปลายปี 2568 โดยคณะผู้แทนฯจะเข้าพบหารือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายสำคัญต่ออุตสาหกรรม มันสำปะหลัง อาทิ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. บีโอไอไฟเขียว 5 บริษัทจีน ลงทุน 1 หมื่นล้าน ผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ 5 บริษัทชั้นนำจากจีน ได้แก่ บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission บริษัท Beite Technology บริษัท Sanhua Intelligent Drives บริษัท Tuopu Technology และบริษัท Xusheng Group ลงทุนสร้างโรงงานผลิตโครงร่างหุ่นยนต์ และชุดควบคุมข้อต่อ แขน และนิ้วของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) ซึ่งจะมีทั้งชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง ระบบการเคลื่อนไหว และชิ้นส่วน ส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีลูกค้าหลักคือหุ่นยนต์ Tesla Bot และจะผลิตป้อนให้ลูกค้ารายอื่นๆ ด้วย เช่น Apple, Samsung, Huawei ทั้งนี้จะเป็นการผลิตนอกจีนเป็นครั้งแรกทั้ง 5 บริษัท มีมูลค่าเงินลงทุนในเฟสแรกรวมกว่า 10,000 ล้านบาท จะจ้างงานบุคลากรไทยทักษะสูงรวมกว่า 1,000 คน และคาดว่าจะมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในไทยรวมกว่า 45,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิต Planetary Roller Screw และ Robot Ball Screw ซึ่งเป็นชิ้นส่วนส่งกำลังความแม่นยำสูงในระบบขับเคลื่อนของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เงินลงทุน 2,120 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี, บริษัท Beite Technology ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตชิ้นส่วนส่งกำลัง (Planetary Roller Screw) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เงินลงทุน 1,670 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และเพิ่งยื่นคำขอเพิ่มอีก 1 โครงการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อผลิต Robot Ball Screw ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของบีโอไอ, บริษัท Sanhua Intelligent Drives ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตอุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ (Actuator) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เงินลงทุน 1,800 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี โดยก่อนหน้านี้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อป้อนให้กับ BYD, Volvo และ Tesla เงินลงทุนกว่า 3,200 ล้านบาท, บริษัท Tuopu Technology ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตอุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ (Actuator) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มีเงินลงทุน 930 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ ยังได้รับการส่งเสริมโครงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอีก 2 โครงการ มูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท และบริษัท Xusheng Group ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิต Robot Body/Joint/Bone Components ซึ่งเป็นชิ้นส่วนโครงร่างของหุ่นยนต์ ทำหน้าที่รองรับชิ้นส่วนอื่นๆ เช่น แขน ขา และข้อต่อ เงินลงทุน 2,700 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง
อย่างไรก็ตาม นอกจาก 5 บริษัทนี้แล้ว ยังมีบริษัทชั้นนำรายอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในเร็วๆนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในไทย ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ไทยกำลังสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็น New Growth Engine สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต นอกเหนือจากกลุ่มหลักๆที่มีบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนบ้างแล้ว อีกสาขาหนึ่งที่นักลงทุนมองว่าไทยมีศักยภาพสูง คือ การผลิตชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากฐานการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่ไทยแข็งแกร่งอยู่เดิม และจะเป็นการวางรากฐานในการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคตอีกด้วย
นายดนุชา พิชยนันท์
เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์
3. สภาพัฒน์แนะคุมสินเชื่อเงินด่วนออนไลน์เสี่ยง NPLs (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569)
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า หนี้สินครัวเรือน ไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 86.8% ของ GDP ทรงตัวจากไตรมาส 2/2568 โดยหนี้สินครัวเรือนไตรมาส 3/2568 มีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ ด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ โดยข้อมูลจากเครดิตบูโร พบว่า สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวม 9.4% เพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในไตรมาส 2/2568 สำหรับประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ 1. การกำกับสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชัน และสินเชื่อแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่เข้าถึงง่าย และผู้ใช้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น NPLs ในอนาคตจึงควรผลักดันให้ผู้ให้บริการทุกรายเข้าร่วมเครดิตบูโร มีมาตรการกำกับสินเชื่อออนไลน์ที่เข้มงวดมากขึ้น และกำหนดเพดานหนี้ร่วม 2. คนรายได้ระดับกลางถึงสูง เริ่มมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น โดย SCB EIC ชี้ว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 100,000 บาท/เดือน ประมาณ 21% เริ่มประสบปัญหาการชำระหนี้ เช่นเดียวกับกลุ่มอื่นที่มีรายได้ต่ำกว่า อีกทั้งกลุ่มที่รายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน ประมาณ 31% มีภาระหนี้สูงเกิน 60% ของรายได้ ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้ 15,000-30,000 บาท/เดือน ยังประสบปัญหาการชำระหนี้มากที่สุด จึงต้องเร่งสร้างวินัยทางการเงินในเชิงรุก เช่น แจ้งเตือนก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ มีมาตรการจูงใจจากการจ่ายหนี้ตรงเวลา ส่วนสถานการณ์แรงงานไตรมาส 4/2568 พบว่า ผู้มีงานทำอยู่ที่ 39.8 ล้านคน ลดลง 0.9% จากไตรมาส 4/2567 เป็นแรงงานนอกภาคเกษตรกรรม 28.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 0.2% ซึ่งเติบโตมากสุดในสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ 3.2% รองลงมาเป็นสาขาการผลิต 1.2% แรงงานภาคเกษตรกรรม 11.5 ล้านคน หดตัว 3.4% ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่สร้างความเสียหายแก่พื้นที่เพาะปลูกกว่า 2.1 แสนไร่ นอกจากนี้ภาพรวมชั่วโมงการทำงานค่อนข้างทรงตัว โดยอยู่ที่ 42.9 ชั่วโมง/สัปดาห์ ซึ่งภาคเอกชน อยู่ที่ 47.3 ชั่วโมง/สัปดาห์ ผู้ทำงานล่วงเวลา 6.4 ล้านคน หรือ 5.7% ขณะที่ผู้ทำงานต่ำระดับอยู่ที่ 1.5 แสนคน ลดลง 34.4% โดยไตรมาส 4/2568 มีผู้ว่างงาน 2.8 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.7% ลดลงจากไตรมาส 4/2567 อยู่ที่ 0.88% ส่วนค่าจ้างแรงงานในภาพรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 15,912 บาท/คน/เดือน เพิ่มขึ้น 1.1% แต่ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคเอกชนอยู่ที่ 14,711 บาท/คน/เดือน หรือ 0.08% ทั้งนี้ภาพรวมปี 2568 อัตราการมีงานทำอยู่ที่ 99.1% เพิ่มขึ้นจากปี 2567 โดยมีผู้มีงานทำ 39.6 ล้านคน ลดลง 0.5% จากปี 2567 ส่วนอัตราการว่างงานปี 2568 อยู่ที่ 0.81%
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและให้ความสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนการเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับธุรกิจไทย และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ โดยอาจพิจารณาขยายมาตรการการจ้างงานในท้องถิ่น และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไปสู่อุตสาหกรรมอื่นและให้ครอบคลุม SMEs ควบคู่กับการจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยี
ข่าวต่างประเทศ
4. แบงก์ชาติจีนตรึงดอกเบี้ย LPR ต่อเนื่องเดือนที่ 10 แม้เศรษฐกิจชะลอตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569)
ธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดเผยว่า ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3% และคงอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3.5% ในวันนี้ ซึ่งเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงก็ตาม ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปีเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น ส่วนอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง ซึ่ง PBOC ยังคงเดินหน้าตรึงอัตราดอกเบี้ย LPR แม้ว่าเศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกได้ส่งสัญญาณชะลอตัวในไตรมาส 4/2568 โดยมีการขยายตัวเพียง 4.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่จีนประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงปลายปี 2565
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้น ทางการจีนยังคงเผชิญกับความยากลำบากในการพยุงเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะเงินฝืดที่ฝังรากลึก เนื่องจากผู้บริโภคพากันลดการใช้จ่ายท่ามกลางภาวะตกต่ำเป็นเวลานานของภาคอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนตลาดงานที่ซบเซา และความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)