ข่าวประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

ข่าวในประเทศ

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์

 

1. DITP เตือนระวังคู่แข่งมี FTA แม้น้ำผลไม้ไทยมีโอกาสบุกโมร็อกโก (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569)

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯได้รับรายงานจาก นายนิวัฒน์ อภิชาติบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร อียิปต์ ถึงผลการสำรวจลู่ทางการส่งออกสินค้าเครื่องดื่มน้ำผลไม้ของไทยสู่ตลาดโมร็อกโก การกำหนดมาตรฐานต่างๆ อัตราภาษี สภาพตลาด การแข่งขัน และโอกาสในการขายสินค้าไทย โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่าในรอบทศวรรษที่ผ่านมา (2559-2569) ตลาดเครื่องดื่มในโมร็อกโกมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำผลไม้และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของสังคมเมือง และกระแสการใส่ใจสุขภาพ มีการนำเข้าจากจากสเปนสูงสุด ตามด้วยอียิปต์ เนเธอร์แลนด์ อินเดีย และตุรกี ส่วนการนำเข้าต้องผ่านมาตรฐานต่างๆ ที่โมร็อกโกกำหนด อาทิ มาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมโมร็อกโก มาตรฐานสำหรับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ ข้อกำหนดค่าความหวานมาตรฐานการรับรองฮาลาล มาตรฐานฉลากและข้อมูลผู้บริโภคต้องทำเป็นภาษาอาหรับแสดงรายละเอียดต่างๆ และมาตรฐานบรรจุภัณฑ์และการเก็บรักษา ทั้งนี้ สำหรับอัตราภาษีที่เกี่ยวข้อง โมร็อกโกมีเครือข่ายข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) จำนวนมาก เช่น FTA กับสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และ GAFTA (Greater Arab Free Trade Area) โดยสินค้าส่วนใหญ่เสียภาษี 0% จึงทำให้น้ำผลไม้จากประเทศภาคีได้เปรียบไทยอย่างมาก โดยไทยยังไม่มีการจัดทำ FTA กับโมร็อกโก จึงต้องเสียภาษีนำเข้าประมาณ 30-40% สำหรับน้ำผลไม้สำเร็จรูป รวมถึงภาษีที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 20% ภาษีสรรพสามิตตามปริมาณน้ำตาล ส่วนสภาพตลาด พบว่าชาวโมร็อกโกรุ่นใหม่มีแนวโน้มลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง และหันมาเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี Functional Benefits เช่น การเสริมวิตามิน หรือการมีส่วนผสมของธัญพืชและเนื้อผลไม้ เพื่อเพิ่มกากใย โดยเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยม เช่น น้ำผลไม้ผสมเนื้อ เครื่องดื่มธัญพืช และปัจจุบัน สินค้าไทยมีวางจำหน่ายแล้ว เช่น น้ำมะพร้าวแท้ 100% เครื่องดื่มผสมว่านหางจระเข้ โดยวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ซึ่งได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพที่เหนือกว่าสินค้าจากภูมิภาคอื่น

อย่างไรก็ตาม จากความต้องการเครื่องดื่มและน้ำผลไม้ของโมร็อกโกที่เพิ่มขึ้น เป็นโอกาสของสินค้าไทยที่จะเจาะเข้าสู่ตลาด เพราะสินค้าไทยมีคุณภาพ มาตรฐาน โดยต้องเน้นการเจาะตลาดระดับบน และโรงแรมหรู ซึ่งมีความต้องการน้ำผลไม้เมืองร้อนที่มีเนื้อสัมผัสแปลกใหม่ และควรเน้นการทำตลาดแบบมีเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นธรรมชาติและประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมทั้งการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ความยั่งยืนในโมร็อกโก ทั้งนี้ ต้องพิจารณาความท้าทายหลัก คือ ต้นทุนค่าขนส่ง และระยะเวลาในการขนส่งจากไทยไปยังท่าเรือ Casablanca ซึ่ง    ใช้เวลา 35-45 วัน ส่งผลต่อต้นทุนและอายุการเก็บรักษาสินค้า และต้องดูเรื่องอัตราภาษี ที่สินค้าไทยต้องเสียภาษีนำเข้าสูงกว่าคู่แข่งที่มี FTA และควรทำธุรกรรมผ่าน Letter of Credit (L/C) เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการชำระเงิน

 

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์

ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

2. ยอดขายรถไฟฟ้าพุ่ง 273.38% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 31,859 คัน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569)

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดการผลิตรถยนต์ในเดือนมกราคม 2569 มีทั้งสิ้น 118,386 คัน เพิ่มขึ้น 3.98% จากเดือนธันวาคม 2568 และเพิ่มขึ้น 10.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้ามาขายในปี 2567-2568 เป็นปีแรกจากโครงการ EV 3.5 รวมทั้งการผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น 46.56% และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 153.57% รวมทั้งผลิตรถบรรทุกเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 76.18% ตามการลงทุนของภาคเอกชนในไตรมาส 4/2568 ทั้งนี้คาดว่าการยอดผลิตรถยนต์ทั้งปี 2569 จะเติบโต 10% เพราะยังมีแนวโน้มที่ดี โดยการผลิตเพื่อส่งออกเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 79,686 คัน คิดเป็น 75.71% ของยอดการผลิตทั้งหมด การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ อยู่ที่ 38,700 คัน คิดเป็น 24.29% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 20.71% จากจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้นจึงนับว่าไทยยังเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญ ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ อยู่ที่ 73,936 คัน เพิ่มขึ้น 53.77% จากจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 ซึ่งสิ้นสุดลง 2568 รวมทั้งเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 2:1 ของโครงการ EV 3.5 ทำให้มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) อยู่ที่ 31,859 คัน คิดเป็นสัดส่วน 43.09% ของยอดขายทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้น 273.38% จากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 12,321 คัน และเพิ่มขึ้น 353.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากยอดเสนอขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ 8 ล้านล้านบาท ในปี 2568 รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงให้มากที่สุด หากรัฐบาลมีเสียงเกินครึ่งกว่า 300 เสียง ที่สำคัญหากรัฐบาลบริหารประเทศได้ครบวาระ 4 ปี จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น เมื่อผลักดันการลงทุนจริงแล้ว ควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการสร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้คนไทยมีแรงซื้อเพิ่มเติม และมีเงินผ่อนชำระ ลดปัญหาหนี้เสียของธนาคาร จากเดิมเข้มงวดการปล่อยกู้รถกระบะ อีกทั้งขณะนี้เห็นสัญญาณรถบรรทุกยอดขายเติบโตติดต่อกัน 2-3 เดือนแล้ว นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ที่สำคัญรัฐบาลต้องติดตามความเสี่ยงจากภาษี "ทรัมป์" ซึ่งได้จัดเก็บภาษีนำเข้ากับหลายประเทศทั่วโลกที่ 15% ต้องจับตาดูว่าหลังจากบังคับใช้ 150 วัน ประธานาธิบดีทรัมป์ จะเก็บภาษีแบบไหนเพิ่มเติม เนื่องจากขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง เมื่อประเทศไทยต้องพึ่งพาการส่งออกถึง 58% ของ GDP และยังมีเงื่อนไข CBAM ของสหภาพยุโรป ทำให้เพิ่มต้นทุนการส่งออกสำหรับรถยนต์ที่ปล่อยมลภาวะ รวมถึงความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างภูมิภาค อาจกระทบต่อการผลิตชิ้นส่วนซับพลายเชนลดลง อีกทั้งไทยยังเป็นผู้ส่งออกรถจักรยานยนต์อันดับหนึ่งในตลาดสหรัฐฯ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่ง

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ

ทีทีบี หรือ ttb analytics

 

3. ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทย (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569)

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics เปิดเผยว่า ตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนผ่านอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงระดับ 2 Digit ที่ 13.1% และจุดแข็งของไทยในการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมยังมีความต้องการในตลาดโลกสูง โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวทั่วโลกมี แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงยอมทุ่มเวลาและเม็ดเงินเพื่อให้สัตว์เลี้ยงของตนมีสุขภาพแข็งแรง ในทุกช่วงวัยผ่านอาหารการกิน โดยที่เจ้าของยินดีจ่าย และให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ โภชนาการที่เหมาะสม ซึ่งปัจจัยบวกเหล่านี้เป็นแรงส่งสำคัญให้ตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นปี 2569 ทาง ttb analytics มองว่าภาพรวมส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทยเติบโตในลักษณะที่ชะลอตัวจากปีก่อน 5-6% ด้วยมูลค่าส่งออกแตะ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจัยฐานสูงและแรงกดดันในบางภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดสหรัฐ แต่ทั้งนี้ ตลาดยุโรปยังมีศักยภาพสูงและเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงตลาดเอเชียที่คาดว่าจะรีบาวด์กลับมาหลังจากหดตัวเมื่อปีก่อน ประกอบกับจุดแข็งของไทยที่มีศักยภาพในการผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมและอาหารเปียกคุณภาพสูงในราคาที่แข่งขันได้

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้ยังมีความเสี่ยงและความท้าทายหลายด้านที่ต้องติดตาม เช่น ความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของตลาดส่งออกหลัก การแข่งขันจากประเทศคู่แข่งอื่น กฎระเบียบและมาตรการกีดกันการค้า รวมถึงแนวโน้ม ผู้บริโภคและนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ไทยควรเน้นบริหารความเสี่ยง กระจายตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ามากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันเริ่มเห็น ผู้ประกอบการบางรายให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาหารสัตว์เลี้ยงที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพเฉพาะด้านมากขึ้นผ่านเทรนด์ Longevity ซึ่งจะช่วยเพิ่ม Value Added ให้กับสินค้า กลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงโลกที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ต่อไป

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ตลาดรถยุโรปอ่วม ยอดขายรถเบนซินวูบ 26% เดือนม.ค. ขณะ EV ครองสัดส่วนเพิ่ม (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569)

สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ยุโรป (ACEA) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ใหม่ในยุโรปปรับตัวลดลงเมื่อเทียบรายปีในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดย ACEA ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ในสหภาพยุโรป (EU) สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์ ลดลง 3.5% สู่ระดับ 961,382 คัน ในเดือนมกราคม โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินลดลง 26% ในเดือนมกราคม เมื่อเทียบรายปี โดยเฉพาะในฝรั่งเศสที่ดิ่งลงถึง 49% และเยอรมนีที่ร่วงลง 30% ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์เบนซินในยุโรปหดตัวลงจากราว 1 ใน 3 เหลือเพียง 1 ใน 5 ในช่วงเวลาดังกล่าว ในทางตรงกันข้าม ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) เพิ่มขึ้น 14%, 32% และ 6% ตามลำดับ โดยมียอดจดทะเบียนรวมกันคิดเป็นสัดส่วน 69% ของรถยนต์ใหม่ เพิ่มขึ้นจาก 59% ในเดือนมกราคม ปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกตามแบรนด์รถยนต์พบว่า บีวายดี (BYD) มียอดจดทะเบียนพุ่งขึ้นถึง 165%, สเตลแลนทิส (Stellantis) เพิ่มขึ้น 6.7% และเมอร์เซเดส (Mercedes) เพิ่มขึ้น 2.8% ในทางกลับกัน เทสลา (Tesla) มียอดจดทะเบียนลดลง 17% ซึ่งหดตัวลงเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน ขณะที่โฟล์คสวาเกน (Volkswagen) ลดลง 3.8%, บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ปรับตัวลง 5.7%, เรโนลต์ (Renault) ร่วงลง 15% และโตโยต้า (Toyota) ร่วงลง 13.4%

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)