ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. เอฟทีเอไทย-ยูเออีคืบ 80% (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนายอุบัยด์ ซาอีด อุบัยด์ บินฏอริช อัลฎอฮิรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ประจำประเทศไทย ว่า ได้หารือแนวทางขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับยูเออีรวมถึงการยืนยันความตั้งใจที่จะสรุปการเจรจาความตกลงการค้าเสรีหรือเอฟทีเอของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และโรคระบาดที่เกิดขึ้น ทำให้ยูเออีเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารเป็นหลักไทยจึงพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลของเอเชียด้วย โดยไทยได้เสนอแนวคิดความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งจะไม่ใช่เป็นเพียงการส่งเสริมการค้าขายสินค้าอาหารระหว่างกันแต่อาจรวมถึงการจัดทำกลไกสำรองสินค้า การจัดหาสินค้าในภาวะฉุกเฉินและเร่งด่วน และการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนสองฝ่าย ส่วนการจัดทำเอฟทีเอ หรือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ยูเออี ซึ่งมีความคืบหน้าในการเจรจาไปแล้วกว่า 80% เห็นพ้อง ที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อให้สามารถหาข้อสรุปได้โดยเร็ว โดยตนเองพร้อมหารือกับทุกภาคส่วน เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น สร้างความเข้าใจ และขับเคลื่อนการเจรจาต่อไปบนพื้นฐานที่ไทยจะได้ประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ ยังตระหนักถึงโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือในหลากหลายสาขา ซึ่งนอกเหนือจากความร่วมมือด้านอาหารแล้ว ยังมีสาขาอื่นๆ อาทิ การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ภาคบริการ และได้เชิญชวนเอกชนยูเออี เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย และยังเสนอให้มีความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในยูเออี
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ปี 2568 ยูเออีเป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในกลุ่มตะวันออกกลาง โดยการค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 21,596.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกไปยูเออี 4,499 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากยูเออี 17,097 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
นายศุภกิจ บุญศิริ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
2. ม.ค.ดัชนีผลิตเพิ่ม 1.4% รถ EV - 'สินค้าเลือกตั้ง' ช่วยหนุน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569)
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 101.58 ขยายตัว 1.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 60.07% เนื่องจากการผลิตรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง ผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าในช่วงที่ผ่านมา การ ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวได้ รวมถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยก่อนการเลือกตั้งจะมีกิจกรรมหลายๆ อย่าง ซึ่งไปกระตุ้นภาคการผลิตและภาคบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลิตป้ายและสิ่งพิมพ์ เสื้อผ้า อาหารเครื่องดื่ม ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเพิ่มขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมกระดาษ สิ่งพิมพ์ แผ่นไม้ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับปัจจัยที่กดดันภาคอุตสาหกรรม ในเดือนมกราคม 2569 ได้แก่ ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องส่งผลให้รายได้และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกลดลง ประกอบกับการท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เนื้อไก่ปรุงรส เนื้อไก่แช่แข็ง แฮม และรองเท้า เป็นต้น รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ที่ยังมีความตึงเครียด และนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งนี้ ในส่วนของระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2569 "ส่งสัญญาณปกติเบื้องต้น" โดยปัจจัยต่างประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าที่ปรับตัวดีขึ้นในตลาดจีนและออสเตรเลีย รวมทั้งภาคการผลิตของอาเซียน และสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นมาได้ ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงต้องเฝ้าระวังจากความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่ลดลงในกลุ่มค้าปลีกหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การนำเข้าในกลุ่มสินค้าทุน ปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามการนำเข้าเครื่องจักรที่ขยายตัว
อย่างไรก็ตาม ขณะที่แนวโน้มปี 2569 คาดการณ์ดัชนี MPI ขยายตัว 1.5% และ GDP ภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 2.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการค้าระหว่างประเทศของไทยกับคู่ค้าหลัก ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และทิศทางการผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างใกล้ชิด
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
3. ศก.ไทยเดือน ม.ค. ขยายตัวดี (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569)
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนมกราคม 2569 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยเดือนมกราคม ยังขยายตัวดี เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี สอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว แต่ไทยเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่กระทรวงการคลังยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ทิศทางค่าเงินบาท ทิศทางตลาดเงินและตลาดทุน และมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และอยู่ในช่วงการรอรัฐบาลใหม่ สำหรับเดือนมกราคม 2569 เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ เพิ่มขึ้น 52.2% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11.8% เมื่อเทียบจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.8 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากบรรยากาศหาเสียงเลือกตั้ง ทำให้มีเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ส่วนเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 24.5% และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.1%
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 0.66% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.60% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 66.1% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 289,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ข่าวต่างประเทศ
4. คาดสหรัฐเผยดัชนี PPI +2.6% เดือนม.ค. ชะลอตัวจากเดือนธ.ค. (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569)
กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ประจำเดือนมกราคม ในวันที่ 27 มกราคม 2569 โดยผลการสำรวจนักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนี PPI ทั่วไป (Headline PPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนมกราคม 2569 เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.0% ในเดือนธันวาคม 2568 ทั้งนี้ เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนมกราคม จากระดับ 0.5% ในเดือนธันวาคม ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนมกราคม เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.3% ในเดือนธันวาคม
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนมกราคม จากระดับ 0.7% ในเดือนธันวาคม 2568
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)