ข่าวในประเทศ
นายศุภกิจ บุญศิริ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
1. สศอ.เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรม (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 9 มีนาคม 2569)
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล-สหรัฐฯ และได้วิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อประเมินกลุ่มที่ควรเฝ้าระวังจากความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการใช้พลังงานสูง เช่น ปูนซีเมนต์และคอนกรีต, แก้ว/กระจกแผ่น, กระเบื้องและเซรามิก, สิ่งทอและเสื้อผ้า, การผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่นๆ รวมถึงปิโตรเคมีในแง่ของวัตถุดิบ ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ในระยะต้นอาจยังไม่ส่งผลกระทบมากนัก และยังอยู่ในระดับที่สามารถติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในทุกอุตสาหกรรม หากความขัดแย้งยังยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน ยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้าจำเป็นในภาวะสงคราม และประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบและการผลิต อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและเพิ่มสูงขึ้น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่อาจมีโอกาสด้านการส่งออกเพิ่มขึ้น ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางจากความต้องการยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์ และบรรจุภัณฑ์กระดาษจากต้นทุนปิโตรเคมีที่สูงขึ้นและแนวโน้มการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษทดแทนพลาสติก ทั้งนี้ ล่าสุดจากการรับฟังข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต่อภาครัฐ ของ สศอ.พบว่ามี 2 ประเด็นสำคัญ 1. การบริหารจัดการความเสี่ยงและวัตถุดิบ เช่น การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง โดยเฉพาะพลังงานจากตะวันออกกลาง การกระจายตลาดส่งออก และการบริหารจัดการขนส่ง เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ไม่ปกติ และ 2. การปรับตัวและพัฒนาธุรกิจ เช่น การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการผลิต และการตลาดส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้าภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ดังนั้น สศอ.ได้เตรียมดำเนินมาตรการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมในระยะกลางและระยะยาว 4 ด้าน อาทิ ด้านกระบวนการผลิต เช่น ส่งเสริมการลงทุน เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน รวมถึงการสำรองวัตถุดิบ และปรับแผนการผลิตตามความพร้อมของวัตถุดิบ สำหรับระยะกลางและระยะยาว อยู่ระหว่างจัดทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน โดยร่วมกับอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีการระบุถึงปัญหาอุปสรรคเป้าหมาย/ทิศทางการปรับโครงสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบพลังงาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และสินค้า Made in Thailand
นายพรยศ กลั่นกรอง
อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
2. 'กรอ.-ลาว' ถกมาตรการขนของเสียข้ามแดน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 9 มีนาคม 2569)
นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรอ. ได้ให้การต้อนรับนายวีระศักดิ์ จุนดารา อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรไทย เพื่อประชุมหารือเกี่ยวกับ "ขั้นตอนการดำเนินการตามอนุสัญญาบาเซล" โดยการหารือในครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขั้นตอนการปฏิบัติ ระหว่างประเทศไทย โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และ สปป.ลาว โดยกรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ภายใต้อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด (Basel Convention on the Control of Transboundary Movements of Hazardous Wastes and Their Disposal) ซึ่งกรณีที่ สปป.ลาว มีแผนจะนำเข้าผงละเอียดสีดำที่เป็นผลผลิตจากการนำแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว (Black Mass) จากแบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ จากสิงคโปร์ เพื่อนำไปสกัดโลหะมีค่า โดยมีเส้นทางขนส่งผ่านประเทศไทย สำหรับประเทศไทยกำหนดให้ Black Mass จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งต้องขออนุญาตและได้รับอนุญาตนำผ่านกรณีที่จะขนส่งของเสียผ่านประเทศไทยไปยัง สปป.ลาว และรถขนส่งต้องได้รับอนุญาตครอบครองวัตถุอันตรายเพื่อการขนส่งด้วย นอกจากนี้ เถ้าลอย (Fly ash) ก็เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การดำเนินการนำเข้า-ส่งออก จึงต้องขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม กรมโรงงานอุตสาหกรรม ในฐานะหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาบาเซลฯ ได้ชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนแนวทางปฏิบัติ เอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงถ่ายทอดประสบการณ์และกลไกการดำเนินงาน เพื่อให้การเคลื่อนย้ายของเสียเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องตามหลักการอนุสัญญาบาเซล
นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ชง 4 ข้อพลิกวิกฤตสงครามดันไทย 'สวิตเซอร์แลนด์ลงทุนภูมิภาค' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 9 มีนาคม 2569)
นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ส.อ.ท.ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านการคลัง วุฒิสภา เพื่อพิจารณาศึกษาและติดตามผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีต่อเศรษฐกิจไทย โดย ส.อ.ท. ได้นำเสนอถึงสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยเฉพาะภายหลังการประกาศปิดช่องแคบ ฮอร์มุซของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลก สำหรับสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนค่าระวางเรือและค่าขนส่งทางทะเล (Freight Rate) ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป โดยในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบในทะเลแดงที่ผ่านมา ค่า Freight Rate เคยปรับเพิ่มขึ้นราว 2-3 เท่า นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการค้ายังทำให้การส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งมีมูลค่ากว่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจชะลอตัวลง และอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2.8% ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ ทั้งนนี้ ส.อ.ท.ได้นำเสนอแนวทางในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ผ่านการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น "สวิตเซอร์แลนด์แห่งการลงทุนในภูมิภาค" โดยมีเป้าหมายในการวางบทบาทของประเทศให้เป็นกลาง ไม่เลือกข้าง และให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่มีเสถียรภาพและปลอดภัย ท่ามกลางความขัดแย้งของขั้วอำนาจโลก
อย่างไรก็ตาม สำหรับการขับเคลื่อนเพื่อรับมือและยกระดับอุตสาหกรรมไทยในอนาคต ประกอบด้วย 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1. การรักษาสถานะความเป็นกลางทางการเมืองเพื่อดึงดูดการลงทุน จากทุกภาคส่วน 2. การสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมในประเทศ โดยยกระดับสู่ High Technology, Innovation-driven และอุตสาหกรรมสีเขียว 3. การเร่งออกมาตรการดูแลต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ รวมถึงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม และ 4. การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าวต่างประเทศ
4. เงินเฟ้อเวเนซุเอลาพุ่งกระฉูด 475% (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 9 มีนาคม 2569)
ธนาคารกลางเวเนซุเอลา เปิดเผยอัตราเงินเฟ้อประจำปี 2568 พุ่งสูงถึง 475% ซึ่งเป็นสถิติสูงที่สุดในโลก โดยอัตราเงินเฟ้อที่สูงลิ่วมีสาเหตุหลักมาจาก การยกระดับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ซึ่งบังคับใช้มานาน ก่อนที่หน่วยรบพิเศษของสหรัฐบุกเข้าไปควบคุมตัวประธานา ธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ถึงในกรุงการากัส เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เคยคาดการณ์ไว้เกือบเท่าตัว นอกจากนี้ ในช่วงเพียง 2 เดือนแรกของปีนี้ อัตราเงินเฟ้อในเวเนซุเอลาสะสมพุ่งไปแล้วเกือบ 52% แม้สถานการณ์หลังจากนั้นมีการปูไปสู่การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลา เพื่อร่วมพัฒนาแหล่งน้ำมันและแร่ธาตุร่วมกัน แต่ประชาชนในเวเนซุเอลายังคงเผชิญกับความยากลำบากจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงลิ่ว โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่ราคาดีดตัวขึ้นถึง 532% ในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม รายได้เฉลี่ยของชาวเวเนซุเอลาอยู่ที่เพียง 100-300 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ราว 3,177.50-9,532.50 บาท) ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ด้านรัฐบาลรักษาการของนางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดี ริเริ่มแผนปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่ ทั้งการสร้างวินัยทางการคลัง การเปิดเสรีอุตสาหกรรมน้ำมันให้เอกชนเข้าลงทุน และการทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลักในทางปฏิบัติ เพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ที่เคยทำสถิติสูงถึง 130,000% ในอดีต ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าหากแผนปฏิรูปนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี อัตราเงินเฟ้อในปีนี้อาจเริ่มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 100%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)