ข่าวประจำวันที่ 27 มีนาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

1. 'ดีเซล' ขึ้นอีก 6 บาท ดัน 'ค่าขนส่ง-ราคาสินค้า' ขยับ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 มีนาคม 2569)

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากมติของ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่เห็นชอบให้ปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นทันที 6 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 18.2% นับเป็นการปรับขึ้นราคาสูงสุดในครั้งเดียว และปรับราคาเพิ่มขึ้น 25% ภายในสัปดาห์ สะท้อนถึงทิศทางนโยบายของภาครัฐที่เปลี่ยนจากใช้งบประมาณกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อุดหนุนราคาและทยอยปรับขึ้น มาเป็นการอุดหนุนแบบพุ่งเป้า (Targeted Subsidy) เพื่อให้ความช่วยเหลือ ลงลึกถึงกลุ่มที่เดือดร้อนเฉพาะกลุ่มใน 6 กลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดภาระของกองทุนที่ปัจจุบันติดลบกว่า 28,109 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเป็นการปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับระดับราคาน้ำมันในภูมิภาค เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ เช่น มาเลเซีย ที่มีราคาดีเซลอยู่ที่ประมาณ 45.27 บาทต่อลิตร เทียบกับราคาก่อนปรับของไทยที่ 32.94 บาทต่อลิตร ส่วนต่างของราคาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้าน้ำมันหรือขนส่งน้ำมันข้ามพรมแดน รวมถึงการเข้ามาเติมน้ำมันบริเวณชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำไปจำหน่ายต่อในประเทศของตน การปรับขึ้นราคาครั้งนี้จึงมีส่วนช่วยลดแรงจูงใจในการลักลอบดังกล่าว ซึ่งการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล   ในอัตราที่สูงทันที จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคขนส่ง เนื่องจากน้ำมันดีเซลเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักในการขนส่งสินค้า เมื่อราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ต้นทุนการขนส่งจะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศและสินค้าภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับผลกระทบดังกล่าวคาดว่า จะส่งผลให้ราคาสินค้าต้องทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามกลไกของตลาด โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนเมื่อสต๊อกของสินค้าที่ซื้อมาในราคาก่อนการปรับขึ้นราคาเริ่มหมดลง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องซื้อสินค้าราคาปรับขึ้นใหม่ เพื่อนำมาผลิตและจำหน่าย การปรับขึ้นราคาสินค้าจึงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในกลุ่มสินค้าควบคุม 59 รายการ ภาครัฐ จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเข้ามาดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินการต่อไปได้

 

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์

ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 

2. 'หอการค้าไทย' แนะรัฐ ใช้มาตรการภาษีรับมือวิกฤตพลังงาน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 มีนาคม 2569)

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มีความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน ในตลาดโลก รวมถึงต้นทุนน้ำมันภายในประเทศ ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก โดยล่าสุดราคาน้ำมันได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร นับตั้งแต่สงครามปลายเดือนกุมภาพันธ์ น้ำมันดีเซลปรับขึ้นจาก 28.94 บาท มาเป็น 37.94 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นในระดับที่ส่งผลกระทบต่อทั้งค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และภาระของผู้ประกอบการ ในหลายภาคส่วนทั้ง ภาคการผลิต ท่องเที่ยว และส่งออก อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ หอการค้าไทยเข้าใจถึงความจำเป็นของภาครัฐในการบริหารราคาพลังงานให้สอดคล้อง กับสถานการณ์จริง โดยเฉพาะในภาวะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีข้อจำกัดในการพยุงราคา ซึ่งขอให้ภาครัฐพิจารณาอย่างรอบด้านและใช้ความระมัดระวังในการปรับขึ้นราคาน้ำมันในระยะต่อไป เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด สำหรับการปรับขึ้นราคาน้ำมันในครั้งนี้ โดยเฉพาะการปรับเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้า ในห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หอการค้าไทย จึงขอให้กระทรวงพลังงาน ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมัน อาทิ ปตท. และบางจาก เป็นต้น ในการบริหารจัดการจัดซื้อน้ำมันดิบให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยต้องไม่ปล่อยให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างเด็ดขาด ซึ่งอาจมีความจำเป็นต้องจัดซื้อในราคาพรีเมียมที่สูงกว่าราคาตลาดโลก เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของระบบโลจิสติกส์ และการผลิตของประเทศ

อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทย ได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานในระยะสั้น และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะต่อไป ดังนี้ 1. มาตรการด้านภาษีและค่าการกลั่น หอการค้าไทยสนับสนุนให้ภาครัฐพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยบรรเทาภาระราคาน้ำมันแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ในส่วนของค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาคเอกชนเห็นว่าควรสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ค่าการกลั่น ที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาท เป็น 6 บาทนั้น เป็นเพียงกำไรขั้นต้น ยังมีภาระต้นทุนส่วนเพิ่ม หรือ overhead อีกหลายด้าน 2. มาตรการด้านการประหยัดพลังงานระดับชาติ หอการค้าไทยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรณรงค์และกระตุ้นการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และช่วยยืดระยะเวลาการมีพลังงานสำรองของประเทศท่ามกลางความผันผวนที่ยังไม่แน่นอน 3. มาตรการกำกับดูแลการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ หอการค้าไทย เห็นว่าภาครัฐควรเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการขนส่งและการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) ของรถบรรทุกน้ำมัน เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่เป็นกลไกกลางประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางรับมือสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างเหมาะสม และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวให้ได้มากที่สุด

 

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

 

3. สงครามฉุดจีดีพีโตแค่ 1.4% SCB EIC คาดเงินเฟ้อพุ่งสูง 3.2% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 มีนาคม 2569)

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า ได้มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% จากเดิม 1.8% จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.2% โดยประเมิน 3ฉากทัศน์ คือ 1. กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 2. กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน มีการทำลายแหล่งผลิต ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 3. กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง แหล่งผลิตถูกทำลายหนัก ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสงครามนี้ ยังจะทำให้ต้นทุนขนส่งเร่งตัว วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น "วิกฤตสองทาง" ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ ทั้งนี้ SCB E IC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุล ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้ 1. ภาคการค้าระหว่างประเทศ 2. ภาคการท่องเที่ยว 3. การบริโภคภาคเอกชน 4. ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ และ 5. ตลาดการเงินผันผวนสูง สำหรับทางออก ภาครัฐควรปรับไปใช้มาตรการ 3T เพื่อบริหารความเสี่ยง ในระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่ง ในระยะยาว คือ 1. Targeted ช่วยเฉพาะกลุ่ม ที่ถูกกระทบแรง 2. Temporary การ บริหารราคาพลังงานในลักษณะ Managed Float คือ ทยอยปรับขึ้น และ 3. Transform ใช้วิกฤตเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มความมั่นคงพลังงาน

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4.  ADB เตือนสงครามตอ.กลางกระทบศก.เอเชีย-แปซิฟิกมากถึง 1.3% ในปี 2569-2570 (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 27 มีนาคม 2569)

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เปิดเผยรายงานว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย-แปซิฟิกลดลงมากถึง 1.3% ในช่วงปี 2569-2570 และอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้น 3.2% หากความปั่นป่วนในตลาดพลังงานยืดเยื้อนานกว่า 1 ปี โดยรายงานระบุว่า ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิกผ่านทางราคาพลังงานที่สูงขึ้น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและการค้า รวมทั้งภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวและเงินโอนจากแรงงานต่างประเทศก็อาจได้รับผลกระทบด้วยทั้งนี้ รายงานสรุปของ ADB ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความปั่นป่วนเป็นหลัก โดยหากความขัดแย้งเกิดขึ้นในระยะสั้น แรงกดดันด้านราคาพลังงานจะคลี่คลายได้ค่อนข้างเร็ว แต่หากยืดเยื้อ ผลกระทบต่อการเติบโตและเงินเฟ้อจะรุนแรงและยาวนานมากขึ้น โดยมีผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจะรุนแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคแปซิฟิก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดในประเทศแถบเอเชียใต้

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายอัลเบิร์ต พาร์ค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ADB กล่าวว่า รัฐบาลควรมุ่งเน้นไปที่การควบคุมความตึงเครียดในตลาด และปกป้องกลุ่มเปราะบางที่สุด พร้อมทั้งใช้นโยบายเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือในระยะยาว โดยรายงานยังแนะนำว่า นโยบายต่างๆ ควรมุ่งรักษาเสถียรภาพของตลาด มากกว่าการกดทับสัญญาณราคา, ใช้มาตรการการคลังแบบเฉพาะจุดและมีกรอบเวลา, ธนาคารกลางให้ความสำคัญกับการลดความผันผวนของตลาด พร้อมติดตามแนวโน้มเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ขณะที่รัฐบาลลดความต้องการใช้พลังงานในส่วนที่สามารถทำได้  

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)