ข่าวในประเทศ
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ
ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
1. กนอ.ผนึกสอศ. ปั้นฟันเฟืองอาชีวะ อัพสกิลแรงงาน ตรงโจทย์อุตสาหกรรมอยากได้ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 31 มีนาคม 2569)
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ปั้นแรงงานฝีมือคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เป็นแรงขับเคลื่อน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของนิคมอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผนึกกำลังภายใต้ความร่วมมือทวิภาคี เพื่อยกระดับกำลังคนอาชีวศึกษาให้เป็น “ฟันเฟืองหลัก” ที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดย กนอ. ตระหนักดีว่าในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “กำลังคน” คือ หัวใจสำคัญที่สุดของการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่ง กนอ.มุ่งหวังเห็นการพัฒนาผ่านหัวใจสำคัญ 3 ด้าน คือ 1. การปรับปรุงหลักสูตร ให้เท่าทันต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป 2. การส่งเสริมระบบทวิภาคี ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติและฝึกฝนทักษะจริงในสถานประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างแท้จริง และ 3. การพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากร ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ เพื่อส่งต่อความรู้ที่ทันสมัยไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กนอ. ได้ดำเนินการจัดตั้ง IEAT Academy หรือสถาบันวิทยาการอุตสาหกรรม กนอ. ขึ้น เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ โดยเรามุ่งเน้นการสร้างทักษะใหม่ การยกระดับทักษะเดิม และการพัฒนาทักษะเชิงลึก เพื่อรองรับระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ (New Industrial Ecosystem) ที่เน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยในความร่วมมือครั้งนี้ กนอ. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อหลอมรวมวิสัยทัศน์และทรัพยากรเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายยศพล เวโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กล่าวว่า การลงนาม MOU ในครั้งนี้ มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีสมรรถนะสูง สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ โดย กนอ. และ สอศ. จะร่วมกันสนับสนุนทรัพยากร ทั้งในด้านบุคลากร สถานที่ และเครื่องมืออุปกรณ์ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยบันทึกความเข้าใจ (MOU) ดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือรวม 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป โดยสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ ทั้งสองหน่วยงานมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private-Partnership: PPP) เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกำลังคนอาชีวศึกษาให้เป็นสมรรถนะสูง สอดรับกับความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากการ ผนึกความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงาน ในเชิงเศรษฐกิจ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ของภาคอุตสาหกรรมไทย และเสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน จากทั้งในและต่างประเทศ เชิงสังคม สร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบการศึกษาทางวิชาชีพ ส่งเสริมการมีงานทำและยกระดับคุณภาพชีวิตของนักศึกษาอาชีวะผ่านรายได้ที่สอดคล้องกับสมรรถนะจริง และเชิงยุทธศาสตร์ เป็นการวางรากฐานการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Industry 4.0 อย่างยั่งยืน
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
2. รายได้เกษตรติดลบหนักผลผลิตล้นแต่ราคาตกต่ำ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 31 มีนาคม 2569)
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศแต่การส่งออกมีการเติบโตแบบชะลอตัว และการผลิตอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน โดยด้านการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้น 5.8% สอดคล้องกับความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่เพิ่มต่อเนื่อง 2 เดือนติด สูงสุดในรอบ 9 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 53.7 ทั้งนี้ สำหรับรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.3% เนื่องจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรชะลอตัวลง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรชะลอตัว แม้ผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนก็ตามสะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน 5.5% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลผลิตทางฤดูกาลที่ 4.1% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าว และมันสำปะหลัง ลดลงจากเดือนก่อน แต่ทว่าดัชนีด้านราคาสินค้าเกษตร ติดลบถึง 10.3% ทำให้รายได้ที่แท้จริงของภาคเกษตรติดลบมาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาคอุตสาหกรรมดัชนีความเชื่อมั่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 90% จากระดับ 88.7% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากจากคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปมีปัจจัยกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทยอยู่ที่ระดับ 53.5 ตามการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
3. เอกชนไทยผงาดสู่อุตฯ ยุคใหม่ ดันเม็ดเงินลงทุนปี 68 แตะ 6.7 แสนล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 31 มีนาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการไทยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีการลงทุนเติบโตต่อเนื่อง ปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมาก มีจำนวน 1,170 โครงการ คิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มูลค่าเงินลงทุนรวม 676,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 86 สะท้อนขีดความสามารถด้านการลงทุนของเอกชนไทย โดยเฉพาะสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพสูง เช่น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและขนส่ง, กลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์, กลุ่มพลังงานสะอาด, กลุ่มโลหะและเคมีภัณฑ์, กลุ่มบริการทางการแพทย์ และกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทย ยังได้ลงทุนและสร้างนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น กิจการศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง, กิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์, กิจการสร้างภาพยนตร์, กิจการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น สะท้อนพัฒนาการของธุรกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดในโลกยุคใหม่ โดยบีโอไอให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย มีจำนวนมากที่เติบโตจาก SMEs เป็นบริษัทขนาดใหญ่ออกสู่ตลาดโลกได้
อย่างไรก็ตาม บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงซัพพลายเชน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักลงทุนไทยและต่างชาติ เพราะเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องมีฐานผู้ประกอบการในประเทศที่เข้มแข็ง ตัวเลขการลงทุนของบริษัทไทย ที่เติบโตถึงร้อยละ 86 ในปีที่ผ่านมา เป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ และพร้อมปรับตัวเพื่อก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลก
ข่าวต่างประเทศ
4. อิสราเอลหั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้ เซ่นพิษสงครามอิหร่าน, เลบานอน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 31 มีนาคม 2569)
กระทรวงการคลังอิสราเอล เปิดเผยว่า ได้มีการประกาศปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามต่ออิหร่านและเลบานอน ซึ่งก่อนหน้านี้ กระทรวงฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจอิสราเอลจะมีการขยายตัว 5.2% ในปีนี้ ก่อนที่จะถูกปรับลดลงเหลือ 4.8% ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 หลังจากสหรัฐและอิสราเอลเริ่มทำการโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการสู้รบจะสิ้นสุดลงในระยะสั้น ทั้งนี้ เมื่อสงครามยังคงดำเนินต่อไป กระทรวงฯ ก็ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตลงอีก เหลือ 3.3%-3.8% โดยขึ้นอยู่กับ 3 ฉากทัศน์ของสงคราม ดังนี้ ฉากทัศน์ที่ 1: หากการสู้รบกับอิหร่านดำเนินต่อไปจนถึงกลางเดือนเมษายน 2569 และสงครามในเลบานอนสิ้นสุดภายในสิ้นเดือนเมษายน 2569 เศรษฐกิจอิสราเอลจะมีการขยายตัว 3.8% ในปีนี้ ฉากทัศน์ที่ 2: หากการสู้รบกับอิหร่านยืดเยื้อจนถึงกลางเดือนเมษายน 2569 และแนวรบในเลบานอนดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 การขยายตัวจะอยู่ที่ระดับ 3.5% และฉากทัศน์ที่ 3: หากการสู้รบกับอิหร่านยืดเยื้อจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2569 ขณะที่การสู้รบในเลบานอนสิ้นสุดภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 การขยายตัวจะอยู่ที่ 3.3%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)