ข่าวประจำวันที่ 1 เมษายน 2569

ข่าวในประเทศ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์

 

1. DIP เร่งเครื่องดัน GI ไทยไตรมาส 1 ขึ้นทะเบียนใหม่ 8 รายการ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 1 เมษายน 2569)

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 กรมฯ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไปแล้ว 8 รายการ ได้แก่ 1. ชมพู่คลองหาด (สระแก้ว) 2. ส้มโอเวียงแก่น (เชียงราย) 3. ปลานิลสายน้ำไหลเบตง (ยะลา) 4. กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต 5. ครกดินเผาบ้านกลาง (นครพนม) 6. ผ้าย้อมครั่งลำปาง 7. ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ และ 8. แตงโมหวานยโสธร ส่งผลให้ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI จำนวนทั้งสิ้น 254 รายการ สร้างมูลค่าทางการตลาดรวม 115,224 ล้านบาท สำหรับในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปี 2569 กรมฯ จะเดินหน้าผลักดันสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทยเข้าสู่ระบบคุ้มครอง GI อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนขึ้นทะเบียน GI ไทยเพิ่มอีก 18 รายการ อาทิ ปลาสลิดบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) น้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง (สมุทรสงคราม) ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก เนื้อครามสกลนคร นมวาริช (สกลนคร) เป็นต้น และคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท โดยคาดว่าสิ้นปี 2569 จะสามารถขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยได้รวม 272 รายการ สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 117,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ขึ้นทะเบียน GI ในไทยเท่านั้น กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครอง GI ไทยในต่างประเทศด้วย ซึ่งจะช่วยต่อยอดโอกาสทางการค้าได้อีกมาก โดยในปี 2569 กรมฯ ผลักดันสินค้า GI ไทย มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรป (27 ประเทศสมาชิก) ได้สำเร็จ ส่งผลให้ปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศ รวม 11 รายการ ใน 33 ประเทศ อาทิ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ขึ้นทะเบียนในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย, กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) ขึ้นทะเบียนในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น, ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ขึ้นทะเบียนในมาเลเซีย, ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ขึ้นทะเบียนในเวียดนาม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ล่าสุดมีสินค้า GI ไทยที่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนในต่างประเทศอีก 8 รายการ ใน 3 ประเทศ โดยหน่วยงานของต่างประเทศอยู่ระหว่างพิจารณาคำขอ ประกอบด้วย จีน 3 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) และมะขามหวานเพชรบูรณ์, ญี่ปุ่น 4 รายการ ได้แก่ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง (ชัยภูมิ) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง พิษณุโลก มะขามหวานเพชรบูรณ์ และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และเวียดนาม 2 รายการ ได้แก่ ไวน์เขาใหญ่ (นครราชสีมา) และมะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว และในปี 2569 นี้ เตรียมยื่นคำขอขึ้นทะเบียน GI ไทยในต่างประเทศอีก 1 รายการ ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก ในมาเลเซีย

 

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล

ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร

 

2. ส่งออก 'อาหาร' วูบ ปี 69 ปัจจัยลบฉุดลดลง 7.3% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 1 เมษายน 2569)

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ภายใต้ความร่วมมือของ 3 องค์กร คือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร ได้รวบรวมข้อมูล พบว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทย 2 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 10.5 สาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อมั่น ผู้บริโภคในตลาดโลกลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ลดทอนความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของผู้ผลิต นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ขณะที่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ยอดส่งออกไปกัมพูชาหายไป 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็น 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด โดยในส่วนของการส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารอนาคต (Future Food) สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องในฐานะ "เครื่องยนต์ใหม่" ของอุตสาหกรรมอาหาร ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าส่งออก ขยายตัวจาก 79,525 ล้านบาท ในปี 2563 เป็น 134,468 ล้านบาท ในปี 2568 เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11.1 ต่อปี สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้น แม้ในระยะสั้นจะมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก สำหรับแนวโน้มไตรมาสแรกปี 2569 (มกราคม - มีนาคม) คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.5 หดตัวต่อเนื่อง จากปีก่อน โดยเดือนมีนาคม 2569 จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และการ Re-export จากยูเออีไปหลายประเทศ ในตะวันออกกลางและแอฟริกา ถูกตัดขาด สำหรับสินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง ข้าว ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง และสับปะรดกระป๋อง มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง ขณะที่ ผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นความท้าทายหลักที่จะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร โรงงานแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่งและการกระจายสินค้า ขณะที่ความต้องการตลาดโลกยังอ่อนแรงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันด้านราคา

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมปี 2569 คาดว่าส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.3 โดยหดตัวรุนแรงที่ -17.7% ในช่วงไตรมาส 2 ก่อนทยอยปรับตัวดีขึ้นช่วงครึ่งปีหลังและฟื้นตัวเล็กน้อยช่วงปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม โดยปัจจัยลบที่กระทบส่งออกมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐ ผลกระทบ จากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา สำหรับตลาดส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว เช่น เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%) ขณะที่กลุ่มตลาดที่จะหดตัวสูงสุด คือ ตะวันออกกลาง (-50.7%) เพราะประเทศปลายทางส่วนใหญ่ต้องอาศัยเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนตลาดสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัว -12.8%

 

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล

นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

 

3. จี้รัฐออกมาตรการดึงรถยนต์ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 1 เมษายน 2569)

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยถึงทิศทางอุตสาหกรรมรถยนต์ ในปี 2569 ว่า สถานการณ์ตลาดรถยนต์ไทยมีความท้าทายสูงมาก จากทั้งเรื่องของหนี้ครัวเรือนและวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ โดยคาดการณ์ว่ายอดผลิตรถยนต์โดยรวมยังอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน เติบโตเล็กน้อยจากปีก่อนที่ประมาณ 3.4% แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน และจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน ขณะที่รถจักรยานยนต์มียอดผลิตลดลง 4.76% อยู่ที่ 2 ล้านคัน ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาด คือ การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า คาดว่า สัดส่วนการผลิตรถยนต์นั่ง พลังงานทางเลือก ทั้งรถไฟฟ้าหรืออีวี ไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด จะพุ่งสูงขึ้นมากกว่ารถยนต์สันดาป เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลกและโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อต้นปี โดยรถกระบะ ขนาด 1 ตัน ยังคงเป็นโปรดักส์แชมป์เปี้ยนที่สำคัญ แม้ต้องเผชิญภาวะกำลังซื้อในประเทศชะลอตัวจากการที่สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่ยังทรงตัวในระดับสูง นอกจากนี้ ภาคการส่งออกยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อตลาดส่งออกอันดับ 3 ของไทยที่มีปริมาณกว่า 2 แสนคันต่อปี ส่งผลให้ต้นทุนค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในตลาดหลัก อย่าง ออสเตรเลียที่บังคับให้ผู้ผลิตไทยต้องเร่งปรับตัวสู่เทคโนโลยีสะอาดรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสมาคมฯ จึงมีข้อเสนอแนะเร่งด่วนให้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศ เพื่อทดแทนยอดส่งออกที่หายไป ทั้งมาตรการภาษีเพื่อจูงใจการซื้อรถที่ผลิตในไทย การผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อ และการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานภาครัฐ พร้อมทั้งขอให้รัฐเจรจาเอฟทีเอและผ่อนปรนกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมกับคู่ค้าต่างประเทศ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและพยุงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

อย่างไรก็ตาม นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 47 หรือมอเตอร์โชว์ กล่าวว่า คาดว่ายอดจองในงานจะมากกว่า 80,000 คัน และผู้ชมงาน ไม่น้อยกว่า 1.8 ล้านคน เป็นยอดคาดการณ์จัดงานระหว่างวันที่ 23 มี.ค.-5 เม.ย. 69 รวม 14 วัน โดยครึ่งทางของการจัดงานยอดจองอยู่ที่ 41,778 คัน สำหรับ 5 อันดับแรก มีดังนี้ โตโยต้า 5,672 คัน, เอ็มจี 4,217 คัน, โอโมด้า แอนด์เจคู 3,984 คัน ดีพอล และนีโว 3,828 คัน จีลี่ 3,213 คัน ส่วนจะมองว่าผู้บริโภคจะเปลี่ยนใจไปใช้รถไฟฟ้าแทนรถยนต์น้ำมันหรือไม่อย่างไรนั้นขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะตัดสินได้ว่า เป็นอย่างไรต้องรอดูในวันสุดท้าย แต่ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นดังนั้นรถอีวี จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคในปัจจุบัน

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4.  เงินเฟ้อฝรั่งเศสพุ่งสูงสุดในรอบ 19 เดือน หลังสงครามอิหร่านดันราคาพลังงานพุ่งแรง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 1 เมษายน 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) เปิดเผยว่า เงินเฟ้อฝรั่งเศสเร่งตัวขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 เนื่องจากสงครามในอิหร่านส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันให้กับธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในการคุมเข้มนโยบายการเงิน โดยรายงานระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของฝรั่งเศสพุ่งขึ้น 1.9% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมีนาคม 2569 หลังปรับขึ้น 1.1% ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสอดคล้องกับค่ากลางที่นักวิเคราะห์จากผลสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ โดยราคาพลังงานกลับมาพุ่งทะยานขึ้น 7.3% หลังจากที่ปรับตัวลงมานานกว่า 1 ปี ซึ่งยังคงมีสัญญาณเพียงเล็กน้อยว่า แรงกดดันดังกล่าวกำลังลามไปยังภาคส่วนอื่นอย่างรวดเร็ว โดยเงินเฟ้อในภาคบริการขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 1.7% ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภาคอุตสาหกรรมลดลง 0.6% เมื่อเทียบรายปี ทั้งนี้ การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 ประกอบกับการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะทำลายแหล่งพลังงานของอิหร่าน ส่งผลให้ระดับเงินเฟ้อทั่วโลกขยับสูงขึ้น และความกังวลต่อวิกฤตราคาของแพงกำลังเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทางด้านคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ให้คำมั่นที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดและรวดเร็วหากจำเป็น แม้เจ้าหน้าที่ระบุว่า ฝ่ายนโยบายจะยังไม่รีบร้อนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ตาม ขณะที่นักลงทุน เริ่มคาดการณ์ถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยสองครั้งภายในสิ้นปีนี้ โดยมีความเป็นไปได้ที่จะเริ่มดำเนินการเร็วที่สุดในการประชุมเดือนเมษายน 2569 นี้

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)