ข่าวประจำวันที่ 2 เมษายน 2569

ข่าวในประเทศ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

1. ผนึกเอกชนรับมือค้าโลก (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 2 เมษายน 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังหารือร่วมกับประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน 15 กลุ่มธุรกิจ เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนในฐานะทีมไทยแลนด์รับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลก ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจา ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป อยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 8 และคาดจะเหลือประเด็นสำคัญ 20-30% เพื่อให้สรุปผลได้โดยเร็ว รวมทั้งการยกระดับการรักษาตลาดเดิม และบุกตลาดใหม่ที่เป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซียและเอเชียกลาง การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตควบคู่กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร

อย่างไรก็ตาม ทางด้านภาคเอกชนทั้งสมาคม 15 กลุ่มการค้า ได้สะท้อนข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ ทั้งการบริหารจัดการสินค้านำเข้า การขยายตลาดใหม่ การส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

2. กกร.หั่นจีดีพีเหลือ1.2-1.6% เหตุราคาพลังงานพุ่ง-เงินเฟ้อดีด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 2 เมษายน 2569)

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกภาวะชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูง ความเสี่ยงสำคัญคือขาดแคลนน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ทำให้การผลิตโลกเกิดภาวะชะงักงัน ส่งผ่านไปตลอดห่วงโซ่อุปทานและไปถึงผู้บริโภค ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ดีดตัวสูงขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2569 จะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ในช่วง 2.0%-3.0% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 0.2%-0.7% จากราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ขณะที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น การส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจาก logistics disruption ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการเดินทางราว 1 ล้านคน ในช่วงสามเดือนข้างหน้า โดยคาดว่าการเติบโตของ GDP ไทย ปี 2569 จะลดมาอยู่ที่ 1.2%-1.6% จากเดิมคาดว่าจะโตที่ 1.6% -2.0% ขณะที่ยังคงประมาณการณ์ส่งออกอยู่ที่ -1.5 ถึง -0.5% ซึ่งราคาน้ำมัน อาจสูงขึ้นมากกว่าที่ประเมินหากเหตุการณ์ขยายวงกว้างขึ้นซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

อย่างไรก็ตาม กกร. ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกดดันต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จึงสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งบรรเทาผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่ม เช่น SMEs และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ตลอดจนออกมาตรการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งเพื่อให้ผู้ประกอบการคงราคาสินค้าได้ มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิตเสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ นอกจากนั้น ควรพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถการแข่งขัน เพิ่ม "กันชน" หรือศักยภาพในการรองรับแรงกระแทก สู่ความยืดหยุ่นอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและการลดต้นทุนพลังงาน สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand โดยที่ประชุม กกร. ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (แผน PDP 2026) โดยมองว่านอกจากเป็นแผนพลังงานแล้ว ควรเป็นยุทธศาสตร์หลักยกระดับความสามารถแข่งขันของประเทศ ควบคู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้เร่งประกาศโครงสร้างค่าไฟฟ้าปี 2569-2573 ที่สะท้อนต้นทุนจริงในปัจจุบัน จัดตั้งคณะกรรมการร่วมรัฐ-เอกชนด้านพลังงาน เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดให้แผน PDP 2026 ตอบโจทย์ด้านความมั่นคง และการแข่งขันในระยะยาว

 

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย

ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและ เครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT

 

3. ส่งออกอัญมณีปัจจัยเสี่ยงเพียบ GIT แนะกระจายตลาด-บริหารต้นทุนให้ดี (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 2 เมษายน 2569)

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและ เครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะปี 2569 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยคาดว่าจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนการระบาดของโควิด-19 และเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้า ระดับหนี้สาธารณะที่สูง และความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคยังไม่เท่ากัน ซึ่งอาจส่งผลให้การค้าโลกและการลงทุนระหว่างประเทศยังคงมีความผันผวนในระยะต่อไป นอกจากนี้ การที่ไทยพึ่งพา บางตลาดมากเกินไป อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ทั้งการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ รวมถึงบทบาทของสหรัฐฯกำลังเพิ่มความไม่แน่นอนต่อห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะตลาดค้าทองคำและอัญมณีในดูไบ และตลาดเพชรของ Tel Aviv ซึ่งความตึงเครียดดังกล่าวกระทบต่อ เส้นทางการขนส่ง ต้นทุนประกันภัย และระยะเวลาการจัดส่งสินค้าในขณะเดียวกันภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง ยังทำให้ราคาโลหะมีค่าซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ เงิน และแพลทินัม ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับควรติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งกระจายตลาดและบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม สำหรับการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ ในเดือนมกราคม 2569 ไทยมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 1,808.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.26% กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากลดลงเมื่อเดือนธันวาคม 2568 หากรวมทองคำ มีมูลค่า 4,566.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 57.34% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากช่วงเทศกาล ปีใหม่ต่อเนื่องถึงเทศกาล ตรุษจีน ทั้งนี้การส่งออกเฉพาะ ทองคำ มีมูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 136.16% ทั้งนี้ ตลาดส่งออกสำคัญ คือ อินเดีย เพิ่มขึ้น 2.22% อิตาลี เพิ่มขึ้น 39.87% ฮ่องกง เพิ่มขึ้น 51.65% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่มขึ้น 254.58% เยอรมนี เพิ่มขึ้น 13.06% สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 12.12% เบลเยียม เพิ่มขึ้น 0.43% ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 70.70% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่มขึ้น 155.38% ส่วนสหรัฐฯ ลดลง 36.55% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่ง นำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดการนำเข้าชะลอตัวลง

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4.  เงินเฟ้ออินโดฯ ชะลอตัวแตะ 0.41% เดือนมี.ค. (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 2 เมษายน 2569)

สำนักงานสถิติอินโดนีเซีย (BPS) เปิดเผยรายงานว่า อินโดนีเซียมีอัตราเงินเฟ้อรายเดือนอยู่ที่ระดับ 0.41% ในเดือนมีนาคม 2569 แม้จะมีการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันหยุดเทศกาลอีฎิ้ลฟิตริ (วันฮารีรายอ) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ระดับ 3.48% ซึ่ง BPS แถลงผ่านทางออนไลน์ว่า โดยทั่วไปแล้วช่วงเทศกาลรอมฎอนและอีฎิ้ลฟิตริจะมีความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและการคมนาคมขนส่ง ทว่าภาพรวมของอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม ทั้งนี้ กลุ่มค่าใช้จ่ายที่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อรายเดือนมากที่สุด คือ กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ ซึ่งมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.07% และคิดเป็นสัดส่วน 0.32 จุดเปอร์เซ็นต์ของอัตราเงินเฟ้อโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ทางด้านอาเต็ง ฮาร์โตโน รองหัวหน้าฝ่ายสถิติการกระจายสินค้าและบริการของ BPS กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อในเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของราคาที่ค่อนข้างสมดุล ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากสภาวะอุปสงค์และอุปทานที่ทรงตัว โดยอาเต็งได้เตือนว่ารูปแบบการบริโภคตามฤดูกาล รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่หน่วยงานภาครัฐยังคงพยายามรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายต่อไป

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)