ข่าวประจำวันที่ 3 เมษายน 2569

ข่าวในประเทศ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

 

1. จับมือดันดิจิทัลคอนเทนต์ 4 หมื่นล้านบ. บุกตลาดโลก (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 3 เมษายน 2569)

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับพันธมิตร ด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กว่า 60 หน่วยงาน เพื่อเตรียมความพร้อมการจัดงานไทยแลนด์ คาแรกเตอร์ แอนด์ คอนเทนต์ เอ็กซ์โป ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่จะเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นรายได้สำหรับนักสร้างสรรค์ โดยมุ่งยกระดับการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยมีศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์อย่างโดดเด่น ทั้งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ดนตรี โฆษณา เกม และธุรกิจคาแรกเตอร์ ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ เกม แอนิเมชัน คาแรกเตอร์ ของไทยมีมูลค่าสูงกว่า 44,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี จากกระแสความนิยมของคอนเทนต์ออนไลน์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล สะท้อนโอกาสที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินทางปัญญาได้อีกมาก

อย่างไรก็ตาม กรมฯ ตั้งใจผลักดันให้การจัดงานนี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์และทรัพย์สินทางปัญญาของไทยสู่ตลาดสากลโดยเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ได้แสดงศักยภาพ เชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ และต่อยอดสู่การซื้อขายสิทธิในระดับโลก ที่ปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นโอกาสสำคัญของนักสร้างสรรค์ไทยในการขยายตลาดสู่สากล โดยมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ไทย คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 8,000 ราย เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 500 คู่ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นประโยชน์กับเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัป

 

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)

 

2. 'อินเดีย' ตลาดใหญ่ Gen Z พณ.ชี้เป้าสินค้าไทยเจาะส่งออก (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 3 เมษายน 2569)

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานจากนางสาวสุจิรา ปานจนะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี อินเดีย ถึงผลการสำรวจพฤติกรรม Gen Z อินเดีย ซึ่งกำลังเป็นพลังผู้บริโภครุ่นใหม่ และโอกาสส่งออกสินค้าไทยเข้าไปขาย โดยพบว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมา Gen Z หรือกลุ่มประชากรที่เกิดระหว่างปี 1997-2012 กลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพลที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก โดยเฉพาะในอินเดีย ซึ่งมีจำนวนประชากร Gen Z ราว 380 ล้านคน ถือเป็นหนึ่งในฐานผู้บริโภควัยหนุ่มสาวที่ใหญ่ที่สุดของโลก และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจ และพฤติกรรมการบริโภคของประเทศในทศวรรษหน้า โดยกลุ่ม Gen Z ยังมีความหลากหลาย มีทั้งให้ความสำคัญกับราคา คุณค่า มีพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบค้นคว้า มีทัศนคติด้านการเงินคือออมก่อนใช้ และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่แค่ยอดไลก์ ส่วนแบรนด์ที่ชนะใจ ต้องมีความแข็งแกร่งจะเน้นสินค้าไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มฟังก์ชัน ตลาดความงามเฉพาะบุคคล แฟชันแนวสตรีทที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ดิจิทัล เช่น การใช้ความจริงเสริม (AR) ทดลองสินค้าเสมือนจริงก่อนซื้อ สำหรับแนวโน้มดังกล่าว เปิดโอกาสให้สินค้าไทย โดยเฉพาะอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากธรรมชาติ รวมถึงเครื่องสำอางที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติและวางตำแหน่งเป็นพรีเมียมที่เข้าถึงได้ โดยการทำการตลาดควรเน้นวิดีโอ ผ่าน YouTube และ Instagram ร่วมกับครีเอเตอร์ท้องถิ่น และใช้ Soft Power เช่น อาหาร แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ จะช่วยสร้างการเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่อินเดียได้

อย่างไรก็ตาม ตลาดผู้บริโภค Gen Z ในอินเดีย มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับคุณค่า สุขภาวะ และความมั่นคง มากกว่าการบริโภคตามกระแส การตัดสินใจซื้อได้รับอิทธิพลจากครีเอเตอร์และคอมมูนิตี้ออนไลน์ พร้อมกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์จริง ด้วยพลังซื้อที่คาดว่าจะสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 ตลาด Gen Z อินเดียจึงเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญในระยะยาว ซึ่งกรมฯจะเตรียมกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเข้าถึงตลาดดังกล่าวอย่างเหมาะสมต่อไป

 

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล

นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

 

3. TAIA-TAJA เปิดเวที เจาะลึกอุตฯยานยนต์ไทย ชี้ปี 69 โตทรงตัว รอแรงหนุนรัฐ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 3 เมษายน 2569)

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) ร่วมกับ สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (TAJA) จัดเวที "TAIA Meets the Press" เจาะลึกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประเมินตลาดปี 2569 โตใกล้เคียงปีก่อน พร้อมมีโอกาสฟื้นตัวดีขึ้น หากได้รับแรงหนุนจากภาครัฐต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2569 คาดการณ์การผลิตรถยนต์ของไทยโดยรวมที่ 1.5 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 3.4% โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน ผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน และสำหรับตัวเลขรถจักรยานยนต์ คาดการณ์ยอดผลิตที่ 2 ล้านคัน เติบโตลดลงจากปีที่ผ่านมา ประมาณ 4.76 % สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569 ยังคงขับเคลื่อนด้วยการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นหลัก โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนมากกว่า 60% ของกำลังการผลิตทั้งหมด สะท้อนบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์สำคัญของภูมิภาค ขณะเดียวกันการผลิตรถยนต์นั่งกลุ่มพลังงานทางเลือก (XEV) มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้ง HEV, PHEV และ BEV โดยคาดว่าสัดส่วนการผลิตจะสูงกว่ารถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาป (ICE) อย่างชัดเจน สอดรับกับทิศทางตลาดโลกที่มุ่งสู่ยานยนต์พลังงานสะอาด ซึ่งประเทศไทยยังคงรักษาความแข็งแกร่ง ในฐานะฐานการผลิตรถกระบะ 1 ตันระดับโลก ซึ่งถือเป็น "Product Champion" ของอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่ยังเป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่มีความต้องการสูงในตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก และกฎระเบียบใหม่หลายด้าน โดยเฉพาะความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่กระทบต่อการส่งออกหลังเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ มีข้อจำกัด ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนของไทย ซึ่งมีสัดส่วนถึง 21% หรือ ราว 200,000 คัน ในปี 2568 เกิดการชะงักงัน ในระยะสั้น ผู้ประกอบการต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และค่าเบี้ยประกันภัย ขณะเดียวกันความเสี่ยงด้านพลังงาน อาจกระทบต่อกระบวนการผลิตโดยตรง ส่วนในระยะกลางถึงยาว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น กดดันให้หลายประเทศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย กระทบกำลังซื้อและชะลอเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกรถยนต์ไทยยังต้องเผชิญกับ มาตรการใหม่ของออสเตรเลีย ภายใต้มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานยานยนต์ (NVES) ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2568 และมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นในปีนี้ ส่งผลให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องเร่ง พัฒนารถยนต์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น HEV, PHEV หรือ BEV เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ใหม่ ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผู้ผลิตต้องปรับตัว ทั้งการลดการ ปล่อย CO การติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูง (ADAS) และการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมและนโยบายภาครัฐ ในระยะยาวสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เสนอภาครัฐเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทั้งการกระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศทดแทนการส่งออกที่ชะงัก และเยียวยาผู้ผลิตรถยนต์ และชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐเจรจาผ่อนผันมาตรการ NVES ของออสเตรเลีย เพื่อรักษาตลาดส่งออกสำคัญ และเปิดทางให้ ผู้ประกอบการไทยมีเวลาปรับตัว สำหรับด้านมาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศ ระยะสั้นเสนอใช้เครื่องมือภาษี-สินเชื่อ กระตุ้นกำลังซื้อ ควบคู่การใช้จ่ายภาครัฐ และเพิ่มสัดส่วนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าใน หน่วยงานรัฐ ขณะที่ระยะกลางถึงยาว เน้นส่งเสริมการผลิต ในประเทศ ผ่านโครงสร้างภาษีตามสัดส่วน Local Content ยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรองรับยานยนต์สมัยใหม่ และเร่งเจรจา FTA เพื่อขยายโอกาสส่งออกในอนาคต

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4.  เศรษฐกิจจีนยังแกร่ง คาด Q1 โต 4.7% รับมือแรงกดดันจากราคาน้ำมันได้ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 3 เมษายน 2569)

นิกเกอิ (Nikkei) และนิกเกอิ ควิก นิวส์ (Nikkei Quick News) เปิดเผยว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์โดยเฉลี่ยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2569 จะขยายตัว 4.7% เมื่อเทียบรายปี เพิ่มขึ้นจาก 4.5% ในไตรมาส 4 ของปีก่อน ขณะเดียวกัน อัตราการขยายตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ปรับฤดูกาลแล้ว ซึ่งสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจระยะสั้น อยู่ที่ 1.3% ใน         ไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นจาก 1.2% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงต้นปีสะท้อนภาพเชิงบวก โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ยอดค้าปลีกขยายตัว 2.8% และมูลค่าการส่งออกในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 21.8% ในรูปดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบทบาทสำคัญในการชดเชยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ยังคงหดตัว โดยลดลง 11% แม้ปรับดีขึ้นจากการลดลงถึง 30% ในเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทางด้านเฉิ่น เจี้ยนกวง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ JD.com ระบุว่า เศรษฐกิจจีนเริ่มต้นปีได้อย่างแข็งแกร่ง โดยการส่งออกโดดเด่นเป็นพิเศษ ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรม การบริโภคภาคบริการ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ต่างออกมาดีกว่าที่คาดไว้ อีกทั้งราคาสินค้ายังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจน ซึ่งดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนยังคงอยู่ในโซนขยายตัว แม้เผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)