ข่าวในประเทศ
นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์
รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
1. อุตฯ ยกระดับบริการภาครัฐ เพิ่มความสะดวกประชาชน-ธุรกิจ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 เมษายน 2569)
นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีดิจิทัลของกระทรวงอุตสาหกรรม (CIO) ครั้งที่ 1/2569 เพื่อกำหนดทิศทางและติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาดิจิทัลของหน่วยงานในสังกัด มุ่งยกระดับการให้บริการภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีดิจิทัลของกระทรวงอุตสาหกรรม (CIO) ได้รายงานสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยยังไม่พบภัยคุกคามที่มีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและป้องกันของระบบอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันยังมีความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิ การพัฒนาระบบแสดงตำแหน่งเหมืองแร่บนแผนที่ดิจิทัล ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลประทานบัตรและแสดงผลเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดทำเว็บไซต์ "Hot Issue" เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดยมีหน่วยงานเริ่มนำข้อมูลขึ้นเผยแพร่แล้ว ในด้านการขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการสำนักงาน (e-Office) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญขององค์กรดิจิทัล พบว่า หน่วยงานในสังกัดได้สมัครใช้งานครบถ้วน และอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบใหม่ โดยมีการใช้งานควบคู่กับระบบเดิมในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บางหน่วยงานได้เริ่มใช้งานจริงแล้ว ขณะที่บางหน่วยงานอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ สำหรับระบบบริการดิจิทัล i-Industry มีการใช้งานอย่างต่อเนื่องกว่า 27 ล้านครั้ง และระบบเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรมมีเสถียรภาพสูง โดยมีค่าความพร้อมใช้งาน (SLA) ถึง 99.98% สะท้อนศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความพร้อมรองรับการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีดิจิทัลของกระทรวงอุตสาหกรรม (CIO) ยังได้พิจารณาแนวทางการเชื่อมโยงระบบ i-Industry กับ Biz Portal ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบ คาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานได้ภายในเดือนสิงหาคม 2569 รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากร Cloud กลาง เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่าและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานดังกล่าว นับเป็นอีกก้าวสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกระดับสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็ม รูปแบบ ครอบคลุมทั้งด้านระบบงาน โครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงปลอดภัย และการเชื่อมโยง ข้อมูล เพื่อรองรับการให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และยั่งยืน
นายเอกนิติ รมยานนท์
เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
2. สมอ.ถก JAPIA มุ่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 เมษายน 2569)
นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สมอ.ได้มีการประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลประจำปี 2569 กับคณะผู้แทน Japan Auto Part Industrial Association (JAPIA) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือในประเด็นที่เกี่ยวกับกฎระเบียบและระบบการรับรองผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยานยนต์ของประเทศไทย การกำกับดูแลและการรับรองยานยนต์ รวมถึงแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับ ระบบการรับรองชิ้นส่วนยานยนต์ระดับอาเซียน (ASEAN MRA) และทิศทางการพัฒนามาตรฐานและห้องปฏิบัติการในอนาคต สำหรับในการประชุมหารือดังกล่าว ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในหลายประเด็น ประกอบด้วย สถานะการเข้าร่วมข้อตกลง Agreement 1958 (1958 Agreement under the United Nations Economic Commission for Europe-UNECE) และข้อตกลง 1998 Agreement (1998 Agreement on UN Global Technical Regulations-UN GTRs) ของประเทศไทย แผนการกำหนดมาตรฐานบังคับในอนาคตสำหรับผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยานยนต์ และแผนการรับมาตรฐาน UNR มาปรับใช้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยานยนต์ภายใต้ ASEAN MRA ซึ่งในการหารือครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นควรส่งเสริมความร่วมมือ ที่เป็นรูปธรรมระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้นในอนาคต เช่น การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ จากประเทศญี่ปุ่นนำสินค้าเข้ามาทดสอบที่ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อ (ATTRIC) หรือการจัดตั้งหน่วยตรวจสอบ (Inspection Body) เพื่อรองรับผู้ประกอบการ ญี่ปุ่นและไทย ทั้งนี้ทาง Japan Auto Part Industrial Association (JAPIA) พร้อมให้การสนับสนุนข้อมูลต่างๆ แก่ สมอ. เพื่อการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยานยนต์ของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การประชุมร่วมกับ Japan Auto Part Industrial Association (JAPIA) ในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ด้านการมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่ สมอ.ได้รับผ่านการประชุมนี้ จะช่วยให้การกำหนดหรือการปรับมาตรฐานมีความทันสมัย สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลพร้อมทั้งยกระดับความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
นายธนากร เกษตรสุวรรณ
ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)
3. หวั่นส่งออกปีนี้หลุดเป้า 2-4% (ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 16 เมษายน 2569)
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงทิศทางการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาส 2 และช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า สรท.มองว่าแนวโน้มการส่งออกไทยเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยมีความเสี่ยงที่ทั้งปี 2569 จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมในกรอบเติบโต 2-4% โดยหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ซึ่งมีผลกระทบสำคัญจากปัญหาการขนส่งสินค้า โดยปัจจุบันสถานการณ์โลจิสติกส์มีความไม่แน่นอนสูง ในเส้นทางขนส่งและการเข้าเทียบท่า ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบสินค้า และในบางกรณี อาจต้องนำสินค้ากลับ ซึ่งกระทบต่อรอบการค้าและสภาพคล่องของผู้ส่งออก อีกทั้งค่าระวางเรือที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ขณะเดียวกันค่าเบี้ยประกันภัยในเส้นทางเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งภาพรวมมีผลต่อต้นทุนการส่งออกของสินค้าไทยไปต่างประเทศ ขณะที่ความต้องการของผู้นำเข้าในหลายตลาดก็มีแนวโน้มชะลอคำสั่งซื้อ และอยู่ในภาวะรอดูสถานการณ์ (Wait and See) ทำให้คำสั่งซื้อใหม่ในระยะสั้นเติบโตได้จำกัด และกลุ่มสินค้าที่น่าเป็นห่วง ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารสด ซึ่งอ่อนไหวต่อความล่าช้าของการขนส่ง สินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น และสินค้าที่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งสูง ส่วนตลาดที่มีความเสี่ยง เช่น ตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งมีความไม่แน่นอนด้านการขนส่ง และตลาดยุโรปบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและภาวะเศรษฐกิจ สำหรับตลาดที่ยังมีโอกาส เช่น ตลาดอาเซียน เอเชียใต้ และบางประเทศในแอฟริกา ซึ่งยังมีความต้องการสินค้าและมีความยืดหยุ่นด้านเส้นทางการขนส่งมากกว่า โดยในครึ่งปีหลังยังมีโอกาสฟื้นตัว หากสถานการณ์ด้านโลจิสติกส์และต้นทุนเริ่มคลี่คลาย
อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวทั้งด้านการกระจายตลาดและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สรท.มีข้อเสนอแนะเบื้องต้น โดยผู้ประกอบการควรติดตามสถานการณ์โลจิสติกส์และความเสี่ยงของเส้นทางขนส่งอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใด ตลาดหนึ่ง ขณะนี้ภาครัฐก็ต้องเร่งส่งเสริมการส่งออกต่อไป
ข่าวต่างประเทศ
4. เงินเฟ้อฝรั่งเศสเดือนมี.ค. พุ่ง 1.7% เซ่นพิษราคาพลังงานโลกทะยาน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 16 เมษายน 2569)
สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของฝรั่งเศสในเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากระดับ 0.9% ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสาเหตุหลักที่ดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นมาจากราคาพลังงานที่ทะยานขึ้นถึง 7.4% เทียบรายปี (จากที่เคยลดลง 2.9% ในเดือนกุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นผลพวงจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก สำหรับราคาภาคบริการขยับขึ้นเล็กน้อยแตะระดับ 1.7% เทียบรายปี (เทียบกับ 1.6% ในเดือนก่อนหน้า) ส่วนราคายาสูบเพิ่มขึ้น 3.2% เร่งตัวขึ้นจากที่เพิ่มขึ้น 3% ในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายเดือน ดัชนี CPI เดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 1.0% เทียบกับ 0.6% ในเดือนกุมภาพันธ์ โดย INSEE ระบุว่ายังคงเป็นผลจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น 8.9% เทียบรายเดือน (จากที่ขยับขึ้น 0.3% ในเดือนกุมภาพันธ์) โดยเฉพาะราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ทะยานขึ้นถึง 17.1% ภายในเดือนเดียว (จากที่เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนก่อนหน้า) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนมีนาคม ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.1% จากระดับ 0.9% ในเดือนกุมภาพันธ์
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันแพงอันเกิดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รัฐบาลฝรั่งเศสได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องที่ให้ลดภาษีเป็นการทั่วไป โดยให้เหตุผลเรื่องข้อจำกัดทางการคลังและประสิทธิภาพของนโยบาย แต่เลือกใช้มาตรการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าไปที่ภาคการขนส่ง เกษตรกรรม และประมงแทน ควบคู่กับการเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจขนาดเล็กผ่านโครงการสินเชื่อที่รัฐค้ำประกัน
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)