ข่าวในประเทศ
นายณัฐพล รังสิตพล
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ก.อุตสาหกรรม อัดเม็ดเงิน 1.5 พันล้านบาท พา SMEs ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง ผ่าน 'เสือติดปีก2' - 'คงกระพัน2' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 30 เมษายน 2569)
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคการผลิต การค้า และการส่งออกของไทย ด้วยเหตุนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ตามนโยบาย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลและช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ ให้ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรักษาคุณภาพมาตรฐานไว้ได้ภายใต้สภาวะวิกฤต โดยเน้นการสร้างความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะการดำเนินงานผ่านกองทุนพัฒนา เอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ใน 2 โครงการสำคัญ คือ โครงการ "เสือติดปีก" รอบ 2 และ โครงการ "คงกระพัน" รอบ 2 ทั้งนี้ ในการกลับมาเปิดฉากลุยต่อใน รอบที่ 2 นี้ เรามุ่งเน้นแก้ปัญหาที่ตรงจุด โดยโครงการ 'เสือติดปีก' รอบ 2 จะทำหน้าที่อัดฉีดทุนเพื่อการปรับตัว เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน ขณะที่โครงการ "คงกระพัน" รอบ 2 จะทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันทางธุรกิจ เสริมสภาพคล่องให้ ผู้ประกอบการมีกำลังเพียงพอในการรักษาประคองกิจการ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม สำหรับกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลังในการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ มีวงเงินรวมกว่า 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ (เสือติดปีก) รอบ 2 กรอบวงเงิน 1,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการให้กู้ยืมเพื่อลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยวงเงินสูงสุด ไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3%-5% ต่อปี และโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ (คงกระพัน) รอบ 2 กรอบวงเงิน 500 ล้านบาท ที่เน้นการรักษาสภาพคล่องเป็นเกราะป้องกันธุรกิจด้วยวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5%-7% ต่อปี
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. บีโอไอเผยไทยยังเนื้อหอม ยอดขอส่งเสริมลงทุน Q1 ทะลุ 1 ล้านล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 30 เมษายน 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและกระแสโยกย้ายฐานการผลิตไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกปี 2569 มีการยื่นขอรับ ส่งเสริมการลงทุน 624 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,016,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 873,741 ล้านบาท (48 โครงการ) ส่วนใหญ่ เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส โดยบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทของไทย ในการเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค 2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 40,456 ล้านบาท (80 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ใน Data Center เช่น อุปกรณ์เก็บข้อมูล (HDD) อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลผ่านแสง (Optical Transceiver) และเซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI Data Center โดยบริษัทชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หลายบริษัทมีฐานการผลิตในไทยอยู่แล้วและขยายการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ตอบโจทย์ AI และความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ 3. อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน มูลค่า 17,103 ล้านบาท (108 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และลม โดยผู้ประกอบการไทย จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไทยสู่พลังงานสะอาด 4. อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มูลค่า 16,963 ล้านบาท (61 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการ ลงทุนในกิจการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงกิจการเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ โดยบริษัทไทย สะท้อนศักยภาพของไทยในการต่อยอดวัตถุดิบเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปตลาดโลก และ 5. กิจการโลจิสติกส์และบริการที่มีมูลค่าสูง มูลค่า 14,548 ล้านบาท (68 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการขนส่งทางอากาศ
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรม เป้าหมายอื่นๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะการปรับปรุงสายการผลิตรถยนต์รองรับเทคโนโลยีใหม่ การผลิตยางรถยนต์และยางอากาศยาน และชิ้นส่วนยานยนต์อื่นๆ รวม 13,328 ล้านบาท (63 โครงการ) อุตสาหกรรมแร่ โลหะและวัสดุ 11,739 ล้านบาท (63 โครงการ) อุตสาหกรรม ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 10,717 ล้านบาท (65 โครงการ) อุตสาหกรรมเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 8,081 ล้านบาท (38 โครงการ) ทั้งนี้ การลงทุนในกิจการ ดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 8.7 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86% ของเงินลงทุนในไตรมาสนี้ จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัล
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ส.อ.ท. ดัน '5I' เพิ่มแข่งขัน ช่วยอุตสาหกรรมฝ่าวิกฤต (ที่มา: ข่าวหุ้น, ประจำวันที่ 30 เมษายน 2569)
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งด้านพลังงาน เทคโนโลยี การค้า และภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ประกอบการไทยต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน และกติกาการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันถูกท้าทายอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงหลักที่กดดันภาคอุตสาหกรรมประกอบด้วย วิกฤตพลังงานที่ทำให้ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อการค้าและการลงทุน รวมถึงความผันผวนของค่าเงิน และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตเพียง 1.2-1.6% สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับตัวของภาคการผลิต โดยภายใต้บริบทดังกล่าว ส.อ.ท.ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมในช่วงปี2569-2571ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Thai Industry: Empowering Growth with 5I” เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Intelligent Industry) ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมและแบรนด์ของตนเอง (Innovation & Creative Industry) รวมถึงการสร้างเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก (International Alliance & Network)
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ยังเร่งปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมเพื่อลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ทั้งด้านพลังงาน กฎหมาย และการค้า (Industrial Infrastructure Reform) พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการผลิตคาร์บอนต่ำ เศรษฐกิจหมุนเวียน และการนำหลัก ESG มาปรับใช้ในองค์กร (Inclusive & Sustainable Growth) โดยกรอบนโยบาย 5I ถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้สามารถปรับตัว และแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างมั่นคงในระยะยาว
ข่าวต่างประเทศ
4. ยอดค้าปลีกเกาหลีใต้พุ่ง 5.6% เดือนมี.ค. รับอานิสงส์เปิดเทอม-ยอดนักท่องเที่ยวพุ่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 30 เมษายน 2569)
กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และทรัพยากรของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกของเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นในระดับเลขหลักเดียวจากความต้องการช่วงเปิดเทอมและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น โดยรายได้รวมของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ทั้งออฟไลน์และออนไลน์เพิ่มขึ้น 5.6% ในเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของเมื่อปี 2568 ชะลอตัวลงจากการเพิ่มขึ้น 7.9% ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยรายงานระบุว่า รายได้ของผู้ค้าปลีกออนไลน์เพิ่มขึ้น 8.1% ขณะที่ยอดขายของผู้ค้าปลีกออฟไลน์ขยายตัว 1.9% ในเดือนมีนาคม ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อช่วงเปิดเทอมและจำนวนนักเดินทางต่างชาติ โดยในเดือนมีนาคม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนเกาหลีใต้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 2.06 ล้านคนต่อเดือน ขณะเดียวกัน ยอดการซื้ออาหารในร้านค้าออฟไลน์ลดลง 6.2% สวนทางกับความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้า และอุปกรณ์กีฬา ที่เพิ่มขึ้นในระดับเลขหลักเดียว
อย่างไรก็ตาม ความต้องการสินค้าอาหารทางออนไลน์พุ่งสูงขึ้น 10.6% ขณะที่ยอดขายออนไลน์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าแม่และเด็ก มีการขยายตัวในระดับเลขสองหลัก ส่วนความต้องการบริการออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการท่องเที่ยว การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ และการซื้ออีคูปอง (e-coupon) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเดือนมีนาคม ทั้งนี้ รายได้ของห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อปรับตัวดีขึ้น โดยยอดขายในส่วนของร้านค้าปลีกราคาประหยัด (Discount Outlets) กลับลดลงในระดับเลขสองหลัก
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)