ข่าวประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

1. อุตฯ รับข้อเสนอชาวไร่อ้อยขอรัฐจ่ายเงินช่วย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้คณะผู้บริหาร 4 องค์กรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ ซึ่งประกอบด้วย สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย พร้อมตัวแทนชาวไร่อ้อยรวมกว่า 80 คน เพื่อหารือปัญหาความเดือดร้อนจากราคาอ้อยตกต่ำในรอบกว่า 6 ปี และเสนอแนะแนวทางเพื่อหาทางออกให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย ทั้งนี้ ผู้แทนจาก 4 องค์กรชาวไร่อ้อย ครอบคลุมผู้แทนสมาคมชาวไร่อ้อย 39 สมาคมทั่วประเทศ ได้ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมช่วยผลักดันการดำเนินการ อาทิ เสนอคณะรัฐมนตรี ในการขอรับการช่วยเหลือเงินตัดอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่น PM2.5 อัตราตันละ 120 บาท และร้องขอเงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิตในอัตราตันละ 200 บาท การช่วยแก้ไขเยียวยาก่อนการเปิดหีบ เพื่อมีทุนในการเตรียมซื้อปัจจัยการผลิตในฤดูกาลผลิตถัดไป รวมทั้งได้สะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายรับซื้อใบอ้อยของโรงงานน้ำตาล และการขอสนับสนุนจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตร ตลอดจนมาตรการต่างๆ ที่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อสามารถเตรียมการณ์ได้ทัน ฯลฯ ซึ่งนายวราวุธกล่าวว่า ตนเข้าใจความเดือดร้อน ของชาวไร่อ้อยเป็นอย่างดี ที่ผ่านมาต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา และผลกระทบจากความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนการจัดการ ปัจจัยการผลิตสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงาน ค่าน้ำมันขนส่งอ้อย ฯลฯ กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมรับข้อเสนอเงินตัดอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่น PM2.5 ในอัตราตันละ 120 บาท และเงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิตในอัตราตันละ 200 บาท ตามที่ชาวไร่อ้อยเรียกร้อง มาพิจารณา และมอบหมายสำนักงานคณะกรรมการ อ้อยและน้ำตาลทรายพิจารณาข้อเสนอดังกล่าว และส่งเรื่องให้ตนภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณชาวไร่อ้อย ที่สนับสนุนนโยบายภาครัฐในการคืนอากาศสะอาดแก่คนไทย ในฤดูกาลผลิตปี 2568/2569 ที่ผ่านมา ได้ตัดอ้อยสดสูงถึง 96.2% และลดอ้อยเผาเหลือเพียง 3.8% ซึ่งไม่ได้ทำได้ง่ายๆ จึงต้องให้กำลังใจ และสิ่งจูงใจตอบแทนความตั้งใจของพี่น้องชาวไร่อ้อยที่ให้ความร่วมมืออย่างดี โดยรัฐบาลมีนโยบายในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาวมีแผนผลักดันให้เติมเชื้อเพลิงชีวภาพทดแทน ทั้งน้ำมันไบโอดีเซล D20 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เพื่อช่วยราคาผลผลิตทางการเกษตรที่สูงขึ้น เช่น อ้อย ปาล์ม ข้าว มันสำปะหลัง และเชื่อว่าวิกฤตพลังงานยังต้องอยู่อีกนาน จึงต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเปลี่ยนประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจสีเขียวต่อไป

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

2. 'ศุภจี' ถกพยุงราคามังคุด-ทุเรียนผลผลิตล้น (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ว่า ภายหลังการประชุมหารือแนวทางด้านการตลาดและการรักษาเสถียรภาพราคามังคุดและทุเรียน ภายใต้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ที่บริษัท อรษา ฟรุ๊ต จำกัด เพื่อเตรียมรับมือผลผลิตมังคุดและทุเรียนที่จะออกสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยทุกภาคส่วนจะร่วมกันเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั้งด้านตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปีนี้สถานการณ์ผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน มีความท้าทายมากกว่าปีก่อน เนื่องจากข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทุเรียนช่วงเปิดฤดูกาลไม่สูงเท่าปีก่อน ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศร้อนและแล้ง ทำให้ทุเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคา ทั้งนี้ ไม่อยากรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ จึงเริ่มทำงานเชิงรุก มาตั้งแต่ต้นปี ทั้งการทำตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศ การเร่งกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และการขยายตลาดใหม่ในจีนฝั่งตะวันตก รวมถึงส่งทีมไปเจรจากับทางด่านทั้งลาว เวียดนาม และจีน เพื่อรองรับผลผลิตในฤดูกาลผลไม้

อย่างไรก็ตาม ทางด้านสถานการณ์มังคุดผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม - 10 มิถุนายน 2569 นี้ จึงต้องเร่งวางมาตรการรองรับ ทั้งการเปิดลานมังคุด การเชื่อมโยงตลาดกับโมเดิร์นเทรด การผลักดันการส่งออกการกระจายผลผลิตผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย" นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางจัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพไม้ผลจังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นต้นแบบรองรับผลผลิตส่วนเกินในช่วงผลผลิตออกมาก ผ่านการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

 

ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

3. ไทยเร่งขยายตลาด ตปท. 'สอท.' หวังรัฐปิดดีล FTA กับแคนาดา (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569)

ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตนพร้อม ดร.ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา รองประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้แทนจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้าพบหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ Mr. Darren Smith, Chief Negotiator, Canada-Thailand FTA ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อเตรียมกำหนดกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและแคนาดา โดยความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและแคนาดามีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและมั่นคง โดยมีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งไทยส่งออกสินค้าไปยังแคนาดา อาทิ อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ขณะที่แคนาดาส่งออกเครื่องจักร เทคโนโลยีการเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติมายังไทย นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีความร่วมมือด้านการลงทุน การศึกษา และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยมีบริษัทแคนาดาเข้ามาลงทุนในไทย รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและแคนาดาจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งภาคเอกชนไทยให้การสนับสนุนการเจรจาดังกล่าว โดยเฉพาะในปี 2569 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 65 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-แคนาดา และหากการเจรจาประสบความสำเร็จ จะนับเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับแรกของไทยกับประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ และมีบทบาทสำคัญในการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งด้านภาษีและที่มิใช่ภาษี รวมถึงเสริมสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และส่งเสริมบทบาทของทั้งสองประเทศในฐานะประตูการค้าระหว่างภูมิภาคต่อไป

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ดัชนีราคาอาหารโลกพุ่งทะยาน (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569)

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เปิดเผยรายงานว่า ดัชนีราคาอาหารโดยรวมเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 เมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา มาอยู่ที่เฉลี่ย 130.7 จุด เพิ่มขึ้น 1.6% จากเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ทั้งนี้ ดัชนีราคาน้ำมันพืชประจำเดือนเมษายน พุ่งขึ้น 5.9% จากเดือนมีนาคม แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 จากราคาพืชหลักทั้งถั่วเหลือง ทานตะวัน เรปซีด และน้ำมันปาล์ม ขณะที่ดัชนีราคาเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 1.2% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากจำนวนวัวที่พร้อมเข้าโรงเชือดในบราซิลมีจำกัด โดยด้านดัชนีราคาธัญพืชเพิ่มขึ้นเพียง 0.8% สะท้อนถึงความกังวลด้านสภาพอากาศ ต้นทุนปุ๋ย และความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพที่เพิ่มขึ้น ส่วนดัชนีราคาน้ำตาลปรับตัวลดลง 4.7% เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะมีอุปทานจำนวนมากจากบราซิล จีน และไทย

 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันพืชถูกผลักดันโดยต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบอินทรีย์ เช่น พืชน้ำมัน เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และแม้จะมีความหยุดชะงักที่เชื่อมโยงกับสงคราม แต่ระบบเกษตรอาหารยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น โดยราคาธัญพืชเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเนื่องจากมีปริมาณสำรองที่เพียงพอจากฤดูกาลก่อนหน้า 

 

มายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)