ข่าวประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

ข่าวในประเทศ

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

 

1. พาณิชย์ลุยโปรโมทผลไม้ไทย กว่างโจว-คุนหมิงสั่งซื้อเพียบ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569)

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกว่างโจว และ เมืองคุนหมิง หลังจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทย (Thai Fruits Golden Months) ว่าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวจีนเป็นอย่างมาก และคาดว่าจะมีการ สั่งซื้อผลไม้จากไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในการจัดกิจกรรมที่เมืองกว่างโจว ได้จัดโครงการยกระดับการส่งออกผลไม้เข้าสู่ตลาดซัวเถา ภายใต้ธีม "Thailand : The Land of Tropical Fruits" ณ ถนนคนเดินเมืองซัวเถา ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร โดยจัดกิจกรรมจำหน่ายผลไม้ไทย ทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ ควบคู่กับการไลฟ์สตรีมมิ่ง ซึ่งช่วยสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดีย และขยายการเข้าถึงวัยรุ่นจีน รวมถึงครอบครัวชาวจีน ทั้งนี้ ยังได้มีการสำรวจตลาดในเมืองซัวเถา พบปะผู้บริหารและผู้ประกอบการนำเข้าผลไม้ไทยในเมืองซัวเถา เพื่อหารือแนวทางการขยายช่องทางการจำหน่าย ผลไม้ไทย รับฟังข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรม ผู้บริโภค ระบบกระจายสินค้า แนวโน้มความต้องการของตลาด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนส่งออกและ   การพัฒนากลยุทธ์ตลาดของผู้ประกอบการไทยในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายในระหว่างการจัดกิจกรรมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569 มากกว่า 46 ล้านหยวน หรือประมาณ 218 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดเมืองรองจีนในการเป็นฐานผู้บริโภคใหม่ของสินค้าไทยในระยะยาว ส่วนที่คุนหมิง ได้รับรายงานว่า ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมร้านอาหาร Thai SELECT และประชาสัมพันธ์ทุเรียนไทย เมื่อช่วงวันที่ 22-26 เมษายน 2569 ที่ห้างสรรพสินค้าถงเต๋อ คุนหมิง สามารถสร้างการรับรู้ให้กับผู้ที่มาร่วมงานที่เป็นกลุ่มผู้บริหารโรงแรมและผู้ประกอบธุรกิจด้านอาหาร และสนใจซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น พร้อมจัดกิจกรรมไลฟ์สดขายทุเรียนภายในงาน โดยมียอดขายทุเรียนระหว่างการจัดงานประมาณ 2 แสนหยวน หรือประมาณ 9.48 แสนบาท

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

2. ส.อ.ท. หารือนากยกฯ หนุนใช้ MIT ส่งเสริมผู้ประกอบการในประเทศ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังร่วมบรรยายพิเศษ หัวข้อ "ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม และการยกระดับ อุตสาหกรรมเป้าหมาย ด้วยนวัตกรรม" ที่งานสัมมนา "Matichon X AIS Forum 2026 : Innovation Changes Thailand นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ" ว่า Industrial Infrastructure Reform (การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน) ถือเป็นงานที่ยากที่สุด เนื่องจากเป็นปัจจัยภายนอกที่ต้องอาศัยการผลักดันร่วมกับรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่อง "พลังงาน" ที่ ส.อ.ท.ต้องการให้รัฐเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นฐานรากสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ซึ่ง Infrastructure นี่ยากที่สุด เพราะเราต้องพยายามคุยให้รัฐบาลเห็นความสำคัญ ดีใจที่มีการพูดถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานอยู่ ซึ่งต้องช่วยกันผลักดัน PDP ให้เร็วที่สุด เพราะหากทำได้ จะส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันทั้งหมด แม้ 1-3 จะทำเต็มที่แล้ว แต่ถ้าฐานโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม ก็ยังเป็นเรื่องหนักอยู่ สำหรับเรื่อง "ทุนมนุษย์" (Human Capital) นับเป็นงานหนักไม่แพ้กัน เนื่องจากต้องเร่งสร้างและเตรียมความพร้อมแรงงานให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI), หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) ไปจนถึงการควบคุมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องประสานงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ส.อ.ท.ยังเดินหน้าผลักดันด้านกฎระเบียบ และการดูแลปัญหาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในไทย โดยตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูแลเรื่องมาตรฐานอุตสาหกรรม ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) รวมถึงผลักดันมาตรฐาน MIT ควบคู่กับกรมบัญชีกลาง และเตรียมขยายผลร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลให้เข้มแข็งมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นี้ มีกำหนดการนำคณะกรรมการ ส.อ.ท.เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือประเด็นเศรษฐกิจ โดยประเด็นหลัก คือ การขอรับการสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand หรือ MiT) เพื่อรักษาและส่งเสริมผู้ประกอบการในประเทศท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก หากคนไทยมั่นใจและซื้อสินค้าไทย จะเป็นการตอบโจทย์เศรษฐกิจได้มหาศาล นอกจากนี้ จะมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง มั่นใจว่าหาก กรอ. สามารถขับเคลื่อนงานได้เหมือนในอดีต จะสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและทำให้การดำเนินนโยบายระหว่างรัฐและเอกชนเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์

ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 

3. หอการค้าไทยหนุนนำเข้าข้าวโพดสหรัฐ 1 ล้านตัน ชี้เติมดีมานด์ในประเทศ-พยุงขีดแข่งขัน (ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569)

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 8.5-9 ล้านตันต่อปี แต่สามารถผลิตได้เพียงประมาณ 4.8-5 ล้านตันต่อปี ทำให้ยังขาดวัตถุดิบอีกประมาณ 3-4 ล้านตันต่อปี จึงจำเป็นต้องนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ จำนวน 1 ล้านตัน จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปริมาณที่ไทยต้องนำเข้าอยู่แล้ว ไม่ใช่การนำเข้ามาแทนผลผลิตของเกษตรกรไทย แต่เป็นการบริหารวัตถุดิบเพื่อรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ ทั้งนี้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การนำเข้าจะดำเนินการในช่วง 1 กุมภาพันธ์ - 30 มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงก่อนผลผลิตข้าวโพดของเกษตรกรไทยออกสู่ตลาดประมาณ 2 เดือน เพื่อไม่ให้ชนกับฤดูขายผลผลิตของเกษตรกรในประเทศ ขณะเดียวกัน มาตรการคุ้มครองเกษตรกรไทยยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยผู้นำเข้าต้องรับซื้อข้าวโพดในประเทศในสัดส่วน 3 ต่อ 1 หรือกล่าวคือ ต้องซื้อข้าวโพดไทย 3 ส่วน ต่อการนำเข้า 1 ส่วน เพื่อให้เกิดการดูดซับผลผลิตภายในประเทศก่อน สำหรับจุดประสงค์สำคัญของการบริหารนำเข้าครั้งนี้ คือ การรักษาเสถียรภาพต้นทุนอาหารสัตว์ ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญของสินค้าอุปโภคบริโภคหลายประเภท ทั้งเนื้อไก่ หมู ไข่ นม อาหารทะเล และอาหารสัตว์เลี้ยง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากสามารถนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ได้ จะช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้ประมาณ 8% ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพของประชาชน และช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก โดยเฉพาะไก่ กุ้ง อาหารทะเล อาหารแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง อุตสาหกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์จำนวนมาก และต้องผ่านมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อมและระบบตรวจสอบย้อนกลับ หากวัตถุดิบขาดแคลนหรือมีต้นทุนสูงเกินไป อาจกระทบต่อทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และราคาสินค้าอาหารของประชาชนในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศอยู่แล้วปีละประมาณ 1-2 ล้านตัน ส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และกัมพูชา ภายใต้กรอบการค้า AFTA ดังนั้น การนำเข้าข้าวโพดจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกลไกบริหารวัตถุดิบที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการบริหารนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจ การค้า และลดแรงกดดันด้านภาษีและมาตรการทางการค้าในอนาคต โดยยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวจะดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลเกษตรกรไทย การรักษาเสถียรภาพราคาอาหาร และการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เตรียมร่วมกับหอการค้าสหรัฐ (U.S. Chamber of Commerce) และหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) จัดงาน Thailand-U.S. Trade & Investment Forum 2026 ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ ประเทศไทย เพื่อเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระหว่างสองประเทศต่อไป

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. เกาหลีใต้ส่งออกพุ่ง 43.7% ช่วง 10 วันแรกเดือนพ.ค. รับดีมานด์ชิปแข็งแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569)

สำนักงานศุลกากรเกาหลีใต้ (KCS) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกของเกาหลีใต้ในช่วง 10 วันแรกของเดือนพฤษภาคม 2569 พุ่งขึ้น 43.7% โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการชิป เซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งจากต่างประเทศ โดยรายงานระบุว่า ยอดส่งออกของเกาหลีใต้อยู่ที่ 1.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงวันที่ 1-10 พฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากระดับ 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และถือเป็นมูลค่าสูงสุดสำหรับช่วงเวลาดังกล่าว ด้านยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 14.9% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 1.67 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกาหลีใต้เกินดุลการค้า 1.7 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายผลิตภัณฑ์ พบว่า ยอดส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์ทะยาน 149.8% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.54 พันล้านดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามความต้องการของเซิร์ฟเวอร์ AI ที่พุ่งสูงขึ้น ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นมูลค่าสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกได้ในช่วง 10 วันแรกของเดือนพ.ค. นอกจากนี้ ยอดส่งออกชิปยังคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 46.3% ของยอดส่งออกทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว โดยยอดส่งออกผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์พุ่งขึ้น 382.8% สู่ระดับ 1.14 พันล้านดอลลาร์ สวนทางกับยอดส่งออกรถยนต์ที่ลดลง 26% เมื่อเทียบรายปี มาอยู่ที่ 830 ล้านดอลลาร์

 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศพบว่า ยอดส่งออกไปยังจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ พุ่งขึ้น 81.8% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับ 5.09 พันล้านดอลลาร์ ส่วนยอดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 17.9% มาอยู่ที่ 2.34 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าจะเผชิญกับมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตาม   

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)