ข่าวประจำวันที่ 14 พฤษภาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

1. 'บีโอไอ' เปิด SUBCON Thailand 2026 ชู 5T ปลุกอุตสาหกรรมไทย ปรับตัวรับโลกใหม่ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 14 พฤษภาคม 2569)

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน "SUBCONThailand 2026" ว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคงปลอดภัย มาตรฐานสิ่งแวดล้อม วิกฤตพลังงาน และการมาถึงของ AI ที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการผลิต และการแข่งขันของอุตสาหกรรมทั้งระบบ โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการ ซึ่งงาน SUBCON Thailand จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยภาคอุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนโอกาสดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้จริง โดยเป็นเวทีที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้พบผู้ซื้อระดับโลก ได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่และมาตรฐานใหม่ และได้ยกระดับตัวเอง จากผู้ผลิตชิ้นส่วนตามคำสั่งซื้อ ไปสู่ผู้ร่วมสร้างโซลูชันให้กับอุตสาหกรรม และพันธมิตรของบริษัทระดับโลกในอนาคต ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูงจากฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีประสบการณ์ โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ สะท้อนผ่านมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอ ในปี 2568 กว่า 1.8 ล้านล้านบาท และไตรมาสแรกของปี 2569 กว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่โจทย์ที่สำคัญคือ การขับเคลื่อนประเทศไทยให้สอดคล้องกับทิศทางโลกเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ โดยการส่งเสริมลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านการดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอ รวมถึงการใช้พลังงานสะอาด การสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ ครอบคลุมผู้ประกอบการทุกระดับ รวมถึงการขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ภาคธุรกิจ ทั้งนี้ หลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์จากโอกาในบริบทโลกยุคใหม่ คือหลัก 5T ได้แก่ Target การมุ่งเป้าใช้ทรัพยากรให้ตรงจุด, Transition การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่, Transform การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจให้การเติบโตถึง SMEs ชุมชน และแรงงาน, Transparency โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน และ Together การรวมพลังรัฐ เอกชน ประชาชน และผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอจับมือสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย และพันธมิตรจัดงาน SUBCON Thailand อย่างต่อเนื่องมาถึงปีที่ 20 เพื่อช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก โดยงานในปีนี้ มีความเข้มข้นมากขึ้นและสะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีขั้นสูง ความยั่งยืน และการกระจายความเสี่ยงด้านการผลิตมากขึ้น รวมทั้งการสร้างห่วงโซ่อุปทานรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เครื่องมือแพทย์ และอากาศยาน เป็นต้น

 

นางอารดา เฟื่องทอง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

 

2. ค้าผ่านแดนคึก Q1 แตะ 2.8 แสนลบ. (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 14พฤษภาคม 2569)

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่ารวม 178,320 ล้านบาท ขยายตัว 6.5% เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน โดยแยกเป็นส่งออก 93,261 ล้านบาท บวก 1.6% นำเข้า 85,059 ล้านบาท บวก 12.4% โดยไทยได้ดุลการค้า 8,203 ล้านบาท ส่งผลให้ไตรมาสแรกปี 2569 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่ารวม 478,897 ล้านบาท บวก 2.5% เป็นส่งออก 256,886 ล้านบาท บวก 0.4% นำเข้า 222,011 ล้านบาท บวก 5.1% และไทยได้ดุลการค้า 34,876 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อแยกเป็นการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนมีนาคม มีมูลค่ารวม 72,689 ล้านบาท ลบ 21.6% เป็นส่งออก 44,764 ล้านบาท ลบ 19.8% นำเข้า 27,925 ล้านบาท ลบ 24.3% โดยไทยได้ดุลการค้า 16,839 ล้านบาท โดยค้าชายแดนไทยกับมาเลเซียบวก 3.1% ลาว ลบ 4.4% เมียนมา ลบ 7.4% ไทย-กัมพูชา เป็น 0 หรือลบ 100% สินค้าส่งออกสำคัญ คือ น้ำมันดีเซล น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ทำให้ในไตรมาสแรกการค้าชายแดนรวม 203,447 ล้านบาท ลบ 22.7% เป็นส่งออก 11,8742 ล้านบาท บวก 27.1% และนำเข้า 84,705 ล้านบาท ลบ 20% สำหรับด้านการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สามเดือนมีนาคม มีมูลค่า 105,631 ล้านบาท บวก 41.4% เป็นส่งออก 48,498 ล้านบาท บวก 34.8% นำเข้า 57,134 ล้านบาท บวก 47.4% ไทยกับจีนมีมูลค่าสูงสุด 50,488 ล้านบาท บวก 19.7% ตามด้วย เวียดนาม และสิงคโปร์ 17,715 ล้านบาท บวก 159.5% และ 17,066 ล้านบาท บวก 80.8% ตามลำดับ สินค้าส่งออกสำคัญ คือ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ ทำให้ไตรมาสแรกการค้าผ่านแดนรวม 275,450 ล้านบาท บวก 35% เป็นส่งออก 138,144 ล้านบาท บวก 40.0% นำเข้า 137,306 ล้านบาท บวก 30.4%

อย่างไรก็ตาม สำหรับการที่ค้าชายแดนผ่านแดนโดยรวมไตรมาสแรกขยายได้ 2.5% เป็นปัจจัยจากการค้าผ่านแดนมีนาคมบวกถึง 41.4% ทะลุ 1 แสนล้านบาท และขยายตัวทั้งส่งออกและนำเข้า โดยเฉพาะนำเข้าที่ขยายตัว 47.4% ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และนำเข้าโดยรวมจากจีนสูง 34.9% จากสิงคโปร์ 14.5% จากเวียดนาม 208.5% ส่งออกไปลาว กลับมาขยายตัวอีกครั้ง บวก 14.9% จากน้ำมันดีเซลบวก 44.4% น้ำมันสำเร็จรูปอื่นบวก 44.1% รถปิคอัพบวก 180.5% เช่นเดียวกับส่งออกไปเมียนมาบวก 5.5% ในสินค้ามือถือและสมาร์ทโฟนบวก 179.8% เคมีภัณฑ์บวก 434.8% และเครื่องดื่มบวก 4.5%

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.)

 

3. พลังงานผลักต้นทุน 'ดัชนีราคาผู้ผลิต' เม.ย. พุ่ง 9.1% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 14 พฤษภาคม 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทยเดือนเมษายน 2569 ขยายตัวสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มีปัจจัยสำคัญจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง และทองคำ ขณะที่หมวดผลิตภัณฑ์การเกษตรลดลงเล็กน้อยจากภาวะอุปทานในประเทศ อยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนเมษายน 2569 เท่ากับ 117.5 สูงขึ้นร้อยละ 9.1 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สูงขึ้นร้อยละ 10.7 จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม เช่น น้ำมันดีเซล LPG เบนซิน 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบตลาดโลก จากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน และต้นทุนการขนส่งในตลาดโลก กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น, ปุ๋ยเคมี จากข้อจำกัดด้านการขนส่งวัตถุดิบ, ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น จากความต้องการในตลาดโลกและปัจจัยด้านอุปทาน, บรรจุภัณฑ์พลาสติก จากการปรับเพิ่มขึ้นตามราคาปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่นๆ ได้แก่ ทองคำ และเครื่องประดับ จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่มีการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านส่งออก ส่งผลให้ราคาสินค้า    ปรับลดลง, เนื้อสุกร จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น, กลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำและวงจรรวม Integrated Circuit (IC) และอุปกรณ์หน่วยรับข้อมูล/แสดงผล จากความต้องการใช้ที่ชะลอตัวประกอบกับอุปทานในตลาดโลกและการแข่งขันด้านราคาสูง

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนพฤษภาคม 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แม้ต้นทุนการผลิตโดยรวมยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีแรงกดดันสำคัญจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังทรงตัวในระดับสูงแม้ความผันผวนจะลดลง ประกอบกับต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าขนส่งที่ยังไม่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงราคาวัตถุดิบที่ยังผันผวน ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังเผชิญภาระต้นทุนต่อเนื่อง

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. สหรัฐเผยดัชนี PPI พุ่ง 6.0% เดือนเม.ย. สูงสุดรอบกว่า 3 ปี (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 14 พฤษภาคม 2569)

กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อ จากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ประจำเดือนเมษายน 2569 โดยดัชนี PPI ทั่วไป (Headline PPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 6.0% ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 4.6% จากระดับ 4.3% ในเดือนมีนาคม ซึ่งการพุ่งขึ้นของดัขนี PPI ในเดือนเมษายน ได้รับผลกระทบจากการทะยานขึ้นของราคาพลังงาน อันเนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ทั้งนี้ เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 1.4% ในเดือนเมษายน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.5% จากระดับ 0.7% ในเดือนมีนาคม

อย่างไรก็ตาม ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 5.2% ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 4.3% จากระดับ 4.0% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 1.0% ในเดือนเมษายน สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.2% ในเดือนมีนาคม 2569

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)